ข่าว
“สิงคโปร์”  มาแรงแซงไทย  แดนดินถิ่นสวรรค์ของชาวเกย์
ที่มา: บางกอกทูเดย์  วันที่ 15 กันยายน 2546

ขณะที่ปัจจุบัน  หลายประเทศในเอเชียนำกลยุทธ์  และมาตรการต่างๆ  มาใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว  แต่ดูเหมือนสิงคโปร์กำลังมาแรงในเรื่องที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางด้านความบันเทิงสำหรับชาวเกย์แห่งใหม่ของเอเชีย  โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการจัดตั้งคลับ  ชมรมที่สนองความต้องการของคนที่ต้องการมีเพื่อนชาวเกย์  ขณะที่เซาน่า  ภัตตาคาร  และร้านแฟชั่นต่างๆ  ก็ดูเหมือนว่าพุ่งเป้าสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้กันมากขึ้น

ทั้งนี้  นายสจ๊วต  โก๊ะ  ผู้บริหารเว็บไซต์ที่ชื่อว่า  www.Fridae.com  ซึ่งเป็นเว็บไซต์ชั้นนำของชาวเกย์ในภูมิภาคกล่าวว่า  สภาพดังกล่าวกำลังสวนทางกับกฎระเบียบเข้มงวดของสิงคโปร์ที่ทั่วโลกต่างก็ทราบดี  และสิงคโปร์กำลังกลายเป็นชุมชนของชาวเกย์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่งทีเดียว

นายโก๊ะกล่าวว่า  การที่สิงคโปร์ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นสวรรค์แห่งการชอปปิ้งผนวกกับคลับต่างๆ  ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น  และสถานบันเทิงสำหรับชาวเกย์ที่มีจำนวนมากขึ้นทำให้สิงคโปร์กลายเป็นตัวดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวเกย์  ซึ่งสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนี้แตกต่างกับสิ่งที่สิงคโปร์เคยเป็นในอดีต  โดยเฉพาะการที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมจำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย  และกฎระเบียบที่เข้มงวด  แม้แต่การเคี้ยวหมากฝรั่งก็ยังถือว่าผิดกฎหมาย

ปัจจุบัน  แม้ว่าการแสดงออกเกี่ยวกับการเป็นพวกรักร่วมเพศ  หรือโฮโมเซ็กช่วลยังคงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย  และยังเผชิญกับการต่อต้านจากผู้คนในสังคมส่วนใหญ่  แต่นายกรัฐมนตรีโก๊ะ  จ๊ก  ตง  ก็ได้ส่งสัญญาณการผ่อนคลายกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ  สำหรับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว  โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก์คือ  เมื่อไม่นานมานี้  รัฐบาลได้อนุญาตให้พวกเกย์สามารถทำงานเป็นข้าราชการได้  อีกทั้งยังอนุญาตให้บรรดาชาวเกย์จัดงานเฉลิมฉลองประจำปีสำหรับชาวเกย์  เช่นเดียวกับที่หลายประเทศในซีกโลกตะวันตกอนุญาตในเรื่องดังกล่าวเป็นเวลานานแล้ว

ในสิงคโปร์ยังมีการจัดงานชุมนุมชาวเกย์เป็นปีที่ 3 แล้ว  และครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนสิงคโปร์ได้มากถึง 5,000 คน  ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว  จากที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกย์จำนวน 1,200 คน  ในการจัดงานปีที่ 2  โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย

นายโก๊ะกล่าวต่อว่า  ปัจจุบันมีคลับและบาร์สำหรับชาวเกย์มากมายหลายแห่งโดยส่วนใหญ่อยู่ในใจกลางย่านธุรกิจ  และที่ขึ้นชื่อที่สุดที่ชาวเกย์มักจะมาใช้บริการกันมากในวันศุกร์และวันเสาร์  ได้แก่  ทาบูบาร์  ส่วนในวันอาทิตย์ที่ขึ้นชื่อที่สุด  ได้แก่  เซนโตร  ซึ่งเป็นไนต์คลับที่นาโอมิ  แคมเบล  ซูปเปอร์โมเดลเคยมาเยือนในระหว่างที่ทัวร์สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  นอกเหนือจากไนต์คลับแล้ว  นายโก๊ะกล่าวว่า  ยังมีบาร์คาราโอเกะมากกว่า  20  แห่ง  และเซาน่าสำหรับชาวเกย์ในสิงคโปร์
นายโก๊ะกล่าวต่อว่า  ก่อนหน้านี้  กรุงเทพฯเคยได้รับการขนานนามในเรื่องที่กลายเป็นเมืองหลวงของชาวเกย์  แต่ปัจจุบันชื่อเสียงดังกล่าวได้เริ่มจางลงไปภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี  ทักษิณ  ชินวัตร  ของไทยคุมเข้มสถานบันเทิงต่างๆ  ในประเทศให้เปิดบริการได้แค่ตี 2 เท่านั้น  ซึ่งสภาพดังกล่าวตรงกันข้ามกับสิงคโปร์  ซึ่งรัฐบาลได้ผ่อนคลายกฎระเบียบสถานบันเทิงด้วยการไฟเขียวขยายจำนวนบาร์  และยังอนุญาตให้เปิดบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
ขอบคุณพี่ๆมากครับที่ช่วยให้คำแนะนำที่ดี ตอนนี้ผมอยากจะไปขายที่สิงคโปร์ อยากทราบว่ารายได้ดีไหม ต้องเตรียมตัวอย่่างไร วีซ่ายากไหม ไปได้กี่วัน กินอยู่่อย่างไร ย่านไหนรายได้ดี กฏหมายเป็นอย่างไรหากถูกจับได้ว่ามาขาย พักที่ไหนดี จะขอขอบคุณเป็นอย่างมากหากพี่ๆจะมีข้อมูลดีๆให้น้องขอบคุณมากคับ คุยกันได้เบอร์ผม 0879184465
Amorn
(8 พฤศจิกายน 2555  เวลา 21:18:34)
ความคิดเห็นที่ 4
อยากไปเที่ยวจังเลย
โอ
(17 ธันวาคม 2553  เวลา 13:21:24)
ความคิดเห็นที่ 3
น่าอิจฉา.....ตาร้อน...ที่ประเทศสิงคโปร์..มีรัฐบาลที่เข้าอกเข้าใจ..วิถีชีวิตของคนในสังคม...แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจประชาชน...มากกว่าการมองกลุ่มคนที่ชอบเที่ยวเป็น..ตัวปัญหา หรือคนไม่ดี..หรือเป็นเหมือนอาชญากร..ที่ต้องตีตรา..ขึ้นทะเบียน...คิดว่าใครก็คงไม่อยากจะถูกมองว่าเป็นอย่างนั้น..คน..มีหลากหลายอารมณ์..มีอารมณ์ที่อยากสนุกสนาน..อยากมีสังคมหลายๆรูปแบบ..ไปเที่ยว..พักผ่อน..แล้วก็กลับบ้าน..แล้วก็ไปทำงาน..ไม่เห็นจะผิด หรือเลวร้ายตรงไหนเลย..และคนทั่วๆไปก็มีวิถีชีวิตเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน คงไม่ใช่เฉพาะแค่..คนรักเพศเดียวกัน..เท่านั้น..ส่วนคนที่ไปเที่ยว..แล้วทำผิดกฎหมาย..อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง..แต่ไม่ควรเหมารวม..ทั้งหมดว่า..การไปเที่ยว..ไม่ดี..แล้วแก้ปัญาหาไม่ตรงจุด..ส่วนเรื่องสังคมดี..ไม่ดี..เสียไม่เสีย..คงต้องดูว่าเราเอาอะไรเป็นเกณฑ์วัด..ถ้าวัดตรงที่เราชอบหรือไม่ชอบบางพฤติกรรมของคนในสังคม..อันนั้นก็คงเตรียมใจไว้ได้เลยว่า..คุณจะได้..ไม่ชอบ..อีกเยอะแน่..คิดดูเถอะว่ามีคนในสังคมอีกกี่ร้อยล้านคน..ที่คุณยังไม่รู้จักพฤติกรรมของเขา..แต่ถ้าหาก..เรามามองให้มันเป็นด้าน..บวก..มากขึ้น การที่รู้ถึงความหลากหลายในพฤติกรรมของคน..อาจทำให้เรารู้และเข้าใจวิถีชีวิตคนอื่นๆซึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนเรา..อาจจะไม่จำเป็นต้องยอมรับพฤติกรรมเหล่านั้นก็ได้..เพียงแต่ให้เข้าใจก็พอ..เมื่อมีคนเที่ยว..แล้วมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยินยอมและสมัครใจที่จะเป็น..พนักงานขายบริการ(ขายตัว)..อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะเลือกชีวิตหรืออาชีพของเขาเอง...เพียงแต่เราคิดแทนเขาตลอดว่ามันไม่ดี..แล้ว..มองเขา..ปฏิบัติกับเขา..เหมือนเขาไม่มี "สิทธิความเป็นมนุษย์" หลืออยู่เลย รวมทั้งไม่ยอมให้เขาได้มีสิทธิและสวัสดิการเทียบเท่ากับ "พนักงานหรือลูกจ้าง" คนหนึ่งในสังคม
G..G
(8 ตุลาคม 2546  เวลา 09:37:12)
ความคิดเห็นที่ 2
เงินมากสังคมเสียหรือว่าสังคมน่าอยู่มีเงินพอใช้ ถ้าเขาเอาไปที่บ้านเขาบ้างก็ดีเด็กไทยจะได้คิดทำอย่างอื่นบ้างนอกจากขายตัว
เด็กไทย
(30 กันยายน 2546  เวลา 16:59:14)
ความคิดเห็นที่ 1
ดี
pond
(23 กันยายน 2546  เวลา 11:37:08)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
20401762