คลินิกสุขภาพ
หลังคลอด
หลังคลอด 1เดือน โดยการผ่าตัด น้ำคราวปลาจะออกแต่มันมีกลิ่น เหม็นเหมือนเลือดเสียมันจะเป็นอะไรไมค่ะ
หรือว่าเลือดที่มันตกค้างอยู้ข้างในไหลออกมาค่ะ แล้วจะเป็นอันตรายไม
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 9
ปกติแฟนผมธรรมดาใช้ Mercilon ครับ แต่ช่วงมีน้องปีแรกเราเปลี่ยนมาใช้ Cerazette ตามคำแนะนำของพี่สาว

ตอนนี้ลูกโตจะ 2 ขวบแล้วก็ใช้อยู่เพราะเห็นไม่แพ้เลยใช้มาเรื่อยๆ แต่ถ้า Mercilon ใช้มาเกือน 5 ปี

ก่อนเปลี่ยนมาใช้ตัวใหม่ เลยแน่ใจได้ว่าการใช้ยาคุมนานๆไม่มีผลข้าวเคียงในอนาคตเรื่องการมีลูก

นะคะ เพราะคุณหมอบอกแค่ว่าทันทีที่เราหยุดยา ไม่มีผลกระทบอะไร เพียงแต่ระบบการไหลของประจำ

เดือนที่มาอย่างสม่ำเสมอ เป็นผลพลอยได้จากการตั้งประจำเดือน ถ้าร่างการทั้งสามี-ภรรยามีความพร้อม

ก็สามารถมีเด็กได้ทันที
jinda1973
(18 มีนาคม 2553  เวลา 17:19:37)
ความคิดเห็นที่ 8
อันนี้มีประโยชน์ เลยเก็บมาฝากครับ

อาการข้างเคียง
คลื่นไส้ มักเกิดเมื่อกินยาแผงแรก โดยเฉพาะ 2-3 เม็ดแรก อาการจะค่อยๆ ลดลง และจะพบน้อยมากภายหลังรับประทานไปแล้ว 3 แผง การเลือกยาที่มีเอสโตรเจนต่ำหรือเปลี่ยนแปลงชนิดของเอสโตรเจนอาจจะช่วยให้อาการหายไปได้
ฝ้าขึ้นที่หน้า ฝ้าที่หน้าอาจจะเกิดเพียงจางๆ ที่แก้มหรือริมฝีปากบน แต่บางรายฝ้ามาก อาจจะหลังการกินยาเพียง 2-3 เดือน หรืออาจจะเกิดช้าเมื่อหยุดยาฝ้าจะจางลง
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อาจเกิดเนื่องจากฤทธิ์ในการเสริมสร้าง (anabolic effect) ทำให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นผลของโปรเจสเตอโรน หรือทำให้มีไขมันใต้ผิวหนัง น้ำ และโซเดียมคั่ง ซึ่งเป็นผลของเอสโตรเจน เต้านมคัดและเจ็บ
ปวดศีรษะ วิงเวียน และมีอาการซึมเศร้า อาจจะเป็นผลโดยตรงจากยาหรืออาจเนื่องจากการคั่งของน้ำและโซเดียม
สิวขึ้นและผมร่วง การเลือกใช้ยาคุมชนิดที่มีฤทธิ์ทางแอนโดรเจนน้อย
อาการข้างเคียงที่พบได้น้อย แต่มีอาการรุนแรง ไม่ใคร่พบในคนไทย ได้แก่โรคหลอดเลือดอุดตัน เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน (cerebrovascular accident) โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคของถุงน้ำดี

ข้อห้ามในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ผู้ที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้แก่

ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ดังนั้นในรายที่ประจำเดือนไม่มา ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะเริ่มให้ยาเม็ดคุมกำเนิด
โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง
ระบบไขมันในร่างกายผิดปกติ
โรคที่เกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด
โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตขึ้นกับฮอร์โมน เช่นมะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
เลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก โดยยังไม่ทราบสาเหตุ

ยาคุมหลังร่วมเพศ
Postinor (Levonorgestrel 0.75 mg.) เป็นยาคุมกำเนิด ที่ใช้หลังร่วมเพศ ใช้ทาน หลังร่วมเพศ 1 เม็ด ภายใน 1 ชั่วโมง และถ้ามีการร่วมเพศ หลังจากนั้นอีก 3 ชั่วโมง ให้ทานเพิ่มอีก 1 เม็ด ไม่ควรใช้เกิน 4 ครั้งต่อเดือน
ยาที่มี Levonorgestrel 0.25 (หรือ Norgestrel 0.50) + EE 0.05 mg. ให้หลังร่วมเพศ 2 เม็ด ภายใน 72 ชั่วโมง และทานเพิ่มอีก 2 เม็ด หลังจาก ทานครั้งแรกแล้ว 12 ชั่วโมง
ยาเหล่านี้ ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่ควรใช้ ติดต่อกัน หรือใช้แทน การคุมกำเนิดทั่วไป เนื่องจาก ผลที่ได้ไม่แน่นอน และ จะมีอาการข้างเคียง ที่รุนแรง และอาจจะมี การตกเลือดได้

คุณประโยชน์ของยาคุมกำเนิด
ยาคุมถึงจะมีไว้เพื่อคุมกำเนิดก็จริง แต่รู้ไหมว่ายาคุมกำเนิดยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นด้วยเช่นกัน

ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและอาการเครียดก่อนและขณะมีประจำเดือน รวมถึงช่วยป้องกันและลดภาวะโลหิตจาง และลดอาการปวดศีรษะไมเกรน
ช่วยลดภาวะการเกิดสิว หน้ามัน และขนดก เพราะยาคุมกำเนิดบางชนิดจะมีฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงช่วยทำให้อาการดังกล่าวลดลงได้
ช่วยให้กระดูกแข็งแรง จากผลการวิจัยพบว่ายาคุมกำเนิดจะช่วยควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล จึงช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงก่อนและหลังหมดประจำเดือนได้
ช่วยลดอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน โดยยาคุมกำเนิดจะมีส่วนช่วยบรรเทาและลดระยะเวลาของอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน เช่น อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ท้องอืด มือเท้าบวมหรือปวดเมื่อยตามตัว
ช่วยลดอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่ เนื่องจากยาคุมกำเนิดจะป้องกันไม่ให้มีการตกของไข่ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อผิวของรังไข่ และทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิวรังไข่
ช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน เพราะฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมูกบริเวณปากมดลูก โดยทำให้เหนียวข้นขึ้น จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกและอุ้งเชิงกราน


บุญรักษานะครับ
jinda1973
(18 มีนาคม 2553  เวลา 17:18:51)
ความคิดเห็นที่ 7
ภายหลังจากคลอด น้ำคาวปลาที่ออกมาจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำล้างเนื้อ และกลายเป็นตกขาวปกติภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ถ้าคุณแม่ท่านใดที่ภายหลังคลอดแล้ว น้ำคาวปลายังเป็นสีแดงเข้มตลอดเวลาหรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ต้องรีบไปพบคุณหมอโดยด่วน เพราะอาจมีความผิดปกติได้
การรับประทานยาขับน้ำคาวปลาซึ่งมักเป็นยาดองเหล้า เพื่อขับน้ำคาวปลา เพราะเชื่อว่าจะขับเลือดเสียออกจากร่างกายได้ ความเชื่อดังกล่าวผิดครับ คุณแม่ที่รับประทานยาดองเหล้ามากๆ ถ้าให้ลูกดูดนม ลูกจะได้รับแอลกอฮอล์ด้วย ถ้าลูกดูดนมมากๆ ลูกก็จะเมาเหล้าไปด้วย

(update 25 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กุมภาพันธ์ 2548 ]
mukda
(16 มีนาคม 2553  เวลา 16:22:30)
ความคิดเห็นที่ 6
อันนี้น่าจะมีประโยชน์กับเจ้าของคำถามค่ะ
ไปหาข้อมูลมาให้  (มีรายละเอียดเต็มๆใน Link ที่แนบมานะคะ)

http://www.elib-online.com/doctors48/lady_postpartum003.html

เนื้อหาบางส่วนกล่าวว่า น้ำคาวปลาผิดปกติ รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์

เมื่อน้ำคาวปลาของคุณแม่หลังคลอด เกิดมีลักษณะไม่ปกติอย่างที่ควรจะเป็น
จะมีวิธีสังเกต ดูแลรักษาอย่างไร เชิญติดตาม...


Case study

Case 1 คุณบุษบา อายุ 24 ปี ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3
การตั้งครรภ์ก่อนหน้านี้ คุณบุษบาได้ทำแท้งทั้ง 2 ครั้ง เมื่อ 2 และ 3 ก่อนเนื่องจากยังไม่พร้อมจะมีบุตร
ภายหลังตั้งครรภ์คุณบุษบาได้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลการตรวจทุกครั้ง
ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติและคุณหมอก็ไม่ได้แจ้งว่ามีปัญหาอะไร จนกระทั่งเมื่ออายุครรภ์ได้ 38 สัปดาห์
คุณบุษบามีอาการเจ็บท้อง จึงได้ไปโรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอได้รับไว้ในห้องคลอด ภายหลังอยู่ในห้อง
คลอดประมาณ 6 ชั่วโมง คุณบุษบาก็คลอดลูกชาย น้ำหนัก 3,200 กรัม แข็งแรงดี

ภายหลังเด็กคลอดคุณหมอได้เตรียมทำคลอดรกต่อไป แต่หลังจากรออยู่นานเกือบ 40 นาที รกก็ยังไม่
ยอมคลอด คุณหมอจึงตัดสินใจทำคลอดรกด้วยวิธีล้วงรก ซึ่งทำโดยให้คนไข้ดมยาสลบแล้วคุณหมอจึง
ใส่มือผ่านช่องคลอดเข้าไปในมดลูกเพื่อล้วงรกที่ค้างออกมา หลังจากนั้นได้ย้ายคุณบุษบาไปยังหอผู้ป่วย
หลังคลอดซึ่งภายหลังพักที่หอผู้ป่วยดังกล่าวเพียง 3 วัน คุณบุษบาก็สามารถกลับบ้านได้

7 วันต่อมา คุณบุษบารู้สึกว่าน้ำคาวปลาที่ทำท่าจะมีสีจางลงและมีปริมาณลดลงกลับมีสีแดงขึ้นมาใหม่
และกลับออกมาขึ้น รู้สึกตกใจจึงรีบมาพบคุณหมอภายหลังการตรวจคุณหมอพบว่าน้ำคาวปลาที่เป็นเลือด
สีแดงและมีปริมาณมากขึ้น น่าจะเกิดจากการที่มีเศษรกค้างอยู่จึงได้ทำการขูดมดลูก ซึ่งก็พบเศษรกจริง
และหลังขูดมดลูก น้ำคาวปลาก็ลดลงและคุณบุษบาสามารถกลับบ้านได้ภายหลังนอนพักอยู่โรงพยาบาล
5 วัน

Case 2 คุณจินตหรา อายุ 35 ปี
เป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า ตั้งครรภ์แรก ภายหลังตั้งครรภ์ไปฝากครรภ์กับคุณหมอที่โรงพยาบาล
ของรัฐใกล้บ้าน และไปพบคุณหมอตามนัดอย่างสม่ำเสมอซึ่งคุณหมอก็แจ้งว่าผลการตรวจทุกครั้งปกติดี
เมื่อตั้งครรภ์ 37 สัปดาห์ คุณจินตหรารู้สึกว่ามีน้ำใสๆ ไหลออกมาทางช่องคลอด แต่ไม่เจ็บท้องจึงไม่ได้
ไปพบคุณหมอ วันรุ่งขึ้นรู้สึกเจ็บท้องร่วมด้วยจึงไปโรงพยาบาล คุณหมอตรวจภายในแล้วพบว่าน้ำที่ไหล
ออกมาคือน้ำคร่ำ ปากมดลูกยังปิดอยู่ คุณหมอจึงให้ยาเร่งคลอดและได้เฝ้าระวังการคลอดต่อไป

ภายหลังการตรวจเป็นระยะๆ นานประมาณ 8 ชั่วโมง พบว่าปากมดลูกก็ยังไม่เปิด คุณหมอจึงตัดสินใจผ่า
คลอด ผลการผ่าตัดได้ทารกเพศชาย น้ำหนัก 2,800 กรัม แข็งแรงดี หลังการผ่าตัด คุณจินตหรามีไข้สูง
ตลอดทุกวัน จนกระทั่งหลังผ่าตัดได้ 3 วัน ไข้ก็ยังไม่ลง

คุณหมอตรวจดูพบว่าเวลาที่กดบริเวณมดลูกคุณจินตหราจะรู้สึกเจ็บมาก ตรวจภายในพบว่าน้ำคาวปลามี
สีแดงคล้ำๆ และมีกลิ่นเหม็น ซึ่งน่าจะเกิดจากการอักเสบติดเชื้อในมดลูก จึงให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค
ภายหลังอยู่ในโรงพยาบาล 10 วัน อาการของคุณจินตหราก็ดีขึ้น ไข้ลง น้ำคาวปลาหายเหม็นและสีก็เปลี่ยน
เป็นสีแดงจางๆ คุณหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้พร้อมกับลูก

ตัวอย่างทั้ง 2 ราย
เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำคาวปลาผิดปกติ
คือมีทั้งที่น้ำคาวปลายกลายเป็นเลือดสีแดงและน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น


หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ อ่านข้อมูลทั้งหมดที่ Link เลยค่ะ Bye"""
mukda
(16 มีนาคม 2553  เวลา 16:19:02)
ความคิดเห็นที่ 5
ข้อมูลละเอียดดี ขอบคุญค่ะ
แวะผ่านมา
(16 มีนาคม 2553  เวลา 16:13:13)
ความคิดเห็นที่ 4
พี่สาวเราปกติทานเมอซิลอนเพื่อควบคุมการตั้งประจำเดือนมากกว่า เพราะคุณหมอที่โรงพยาบาล
รามาที่เค้าปรึกษากันประจำแนะนำมาว่าควรทานยาคุมเพื่อตั้งประจำเดือน แต่ถ้าคนท้องเค้าแนะว่า
ไปทานตัวยาที่ไร้สารเอสโตรเจนนี่ละ

จริงๆมันก็เป็นยาคุมเหมือนกันแต่ตัดตัวสารที่ควบคุมเรื่องฮอร์โมนออก เพราะว่าตัวเอสโตรเจนนะ
ทำให้น้ำนมหยุดไหล เลยไม่แนะนำให้ทานยาคุมทั่วไป ของพี่เราทาน Cerasette อยู่ แต่เราว่า
ราคาแพงกว่านิดหน่อย คงเป้นเพราะเป็นยาเฉพาะทาง ที่เหมาะกับคนที่ให้นมลูกนะคะ หรือไม่ก็
คนที่แพ้ง่ายทานยายาก เค้าแนะนำให้ทานอยู่ หนูยังไม่เคยทานนะ เพราะที่ทานอยู่แกติก็ไม่เคยมี
ปัญหาอะไรนะ
Jintana Saisang
(16 มีนาคม 2553  เวลา 16:05:19)
ความคิดเห็นที่ 3
พักผ่อนเยอะๆค่ะ ช่วงนี้ร่างกายคุณแม่ๆ อาจจะเพียจากการที่ต้องเลี้ยงลูก
และสภาพร่างกายของคนเรา ภูมิต้านทางต่างๆมันต่างกัน การพักผ่อนที่
เพียงพอจะดีที่สุด ทานน้ำเปล่าสะอาดๆที่ไม่เย็นเยอะๆ จะช่วยในการขับถ่าย
ของเสียในร่างกายได้อย่างดี แต่หากอาการไม่ดีจึ้น ให้ไปพบหมอนะคะ
อันนั้นน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพื่อตัวเราเอง
และฟื้นร่างกายมาเป็นแม่ที่เข็งแรงต่อไปนะคะ..

Be happy
จั๊กจั่น
(16 มีนาคม 2553  เวลา 15:53:56)
ความคิดเห็นที่ 2
เวียนหัว...คลื่นไส้...อาเจียน...ไมเกรน...ฝ้าขึ้น...หน้าเป็นสิว...น้ำหนักเพิ่ม...เมนมาผิดปกติ...คัดหน้าอก...


เหล่านี้เป็นเรื่องปวดหัว ปัญหาใหญ่ของคนกินยาคุม
จะไม่กินก็ไม่ได้ เสี่ยงกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์จะกินรึ...ร่างกายก็ปั่นป่วน หาทางออกไม่เจอ
เรื่องป่วนเช่นนี้จึงทำให้มีการคิดค้นวิธีที่จะทำให้การ คุมกำเนิดนี้ส่งผลกระทบต่อความผิดปกติที่มีต่อร่างกาย ให้น้อยที่สุด

จากการค้นคว้ายาคุมกำเนิดจึงได้พบว่า ตัวการที่ทำให้เกิดอาการทั้งหลายเหล่านั้นมีสาเหตุหลักมาจากฮอร์โมนที่ชื่อว่า ′เอสโตรเจน′เอสโตรเจน (estrogen) เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ร่างกายผลิตขึ้นจากรังไข่ รก และต่อมอะดรีนาลิน เป็นส่วนที่ผลักดันทำให้เกิดลักษณะของความเป็นผู้หญิงทั้งหลาย ทั้งรูปร่าง ผิวพรรณ หน้าอกหน้าใจ ไปจนถึงเป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของมดลูกและเนื้อเยื่อปากมดลูก ในการทำงานเพื่อคุมกำเนิดนั้น เอสโตรเจนยังต้องทำงานคู่กับฮอร์โมน ′โปรเจสโตเจน′ หรือ′โปรเจสเตอโรน′ตัวหลักในการปรับเยื่อบุโพรงมดลูกก็ได้มีการพัฒนาอย่างมากเช่นกัน

ถ้าเป็นในเชิงธรรมชาติ โปรเจสโตเจนนี้จะเป็นตัวการทำให้เกิดการตั้งครรภ์ แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นตัวปรับเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาขึ้นและจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน แต่ถ้าเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการตั้งครรภ์นั้นเอสโตรเจนจะยับยั้งการตกไข่ ส่วนโปรเจสโตเจนจะทำให้ มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นจนสเปิร์มไม่สามารถเจาะทะลุผ่านเข้าไปได้
ระบบการทำงานที่สอดประสานนั้นน่าจะดีหากไม่มีผลข้างเคียงจากเอสโตรเจน นี่เองจึงเป็นที่มาที่ทำให้นวัตกรรมยาคุมกำเนิดพัฒนาก้าวไปไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยมีการปรับลดขนาดฮอร์โมนทั้งสองเป็นลำดับ โดยมีการพัฒนาโปรเจสโตเจนตัวใหม่ให้ใกล้เคียงกับฮอร์โมนจากธรรมชาติมากที่สุด ขณะเดียวกับที่ได้มีการลดขนาดเอสโตรเจนให้น้อยลง ๆ จากปริมาณสูงถึง 150 ไมโครกรัม ลดลงต่ำเหลือเพียงแต่ 20 ไมโครกรัม จนล่าสุดพัฒนาการก้าวไกลจนได้เป็นยาคุมกำเนิดที่ ′ไร้เอสโตรเจน′ ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าเดิม ที่ว่าดียิ่งกว่าเดิมนั้นเป็นเพราะยาคุมแบบไม่มีเอสโตรเจนนี้เคยมีวางตลาดอยู่บ้างแล้ว หากมีประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำมากกว่ายาคุมแบบฮอร์โมนรวม

แต่สำหรับตัวใหม่นี้ประกอบด้วย โปรเจสโตเจนสังเคราะห์ ที่เรียกว่า desogestrel 75 ไมโครกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่สูงถึง 99% และยังเป็นตัวเร่งในการสร้างมูกที่ปากมดลูก และแม้จะลืมกินยาไปนานถึง 12 ชั่วโมง ยังปิดโอกาสการมีลูกได้ฉมังถึง 1 ใน 1,000 รายทีเดียว โดยมีข้อแม้อยู่ที่ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ

ความดีเด่นของยาคุมตัวนี้ ศ.น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ผศ.น.พ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยรายงานจากการประชุมวิชาการเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นใหม่นี้ว่า "พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงที่ไม่สามารถทนต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป โดยมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์สูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้เอสโตรเจน คนอ้วนหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่สูบเยอะ ดื่มเยอะ ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี และผู้ที่กำลังให้นมบุตร สามารถใช้ยาคุมประเภทนี้ได้โดยจะไม่มีผลต่อน้ำนม ไม่มีอาการตึงคัดเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เป็นสิวฝ้า ตัวบวม หรือปวดหัวจากการแพ้เอสโตรเจน"
ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะได้รับรองทางวิชาการหาก WHO องค์การอนามัยโลกยังให้การยอมรับอีกด้วย
อย่างไรก็ตามสำหรับหญิงที่มีสภาวะร่างกายปกติไม่มีอาการแพ้ใด ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาคุม สามารถเลือกที่จะใช้ยาคุมฮอร์โมนต่ำแค่ 20 ไมโครกรัมก็เพียงพอแล้ว เพราะสามารถช่วยทำให้รอบเดือนมาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดหรือมามาก ลดความเครียดระหว่างมีประจำเดือน ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก มะเร็งรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก กระดูกพรุน ซีสต์ที่เต้านมและรังไข่ ไปจนถึงอุ้งเชิงกรานอักเสบ และตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ
....................................................
ลืมกิน...ทำไงดี ?!?ลืมกิน ปัญหาที่เกิดขึ้นแสนบ่อยสำหรับสาว ๆ ที่ต้องพึ่งพิงกินยาคุม พอลืมแล้วก็แสนจะกลุ้มใจ กลัวนั่นกลัวนี่สารพัด

แต่จะบอกให้...เรื่องนี้ น.พ. สุวชัย อินทรประเสริฐ มีทางแก้
หากลืมกินยา 1 เม็ด-ให้รีบกินทันทีที่นึกได้ และให้กินเม็ดต่อไปในเวลาเดิม
หากลืมกิน 2 เม็ด - ให้กินยาวันละ 2 เม็ด ติดต่อกัน 2 วัน โดยแบ่งเป็น เช้าเม็ด-เย็นเม็ด และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไป 7 วัน
หากลืม 3 เม็ด - หยุดยาเสีย รอให้ประจำเดือนมาก่อนจึงเริ่มยาแผงใหม่ พร้อมกับคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไปอีก 7 วัน
นอกจากการลืมแล้ว หากเกิดมีอาการอาเจียน ท้องร่วง หลังจากกินยา ′จำเป็น′ ที่จะต้องใช้การคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมไปด้วยตลอดเวลาที่มีอาการ และหลังจากนั้นไปอีก 7 วัน

Cradit : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
mukda
(16 มีนาคม 2553  เวลา 15:49:53)
ความคิดเห็นที่ 1
ไม่น่าเป็นอันตราค่ะ เหมือนการขับของเสียของร่างกายตามธรรมชาติ
เหมือนคนที่คลอดเองธรรมชาติในช่วงอาทิตย์แรกก็มีอาการคล้ายๆกัน
ไม่น่าเป็นห่วงค่ะ แต่ยังไงหากยังมีอย่างต่อเนื่อง...
การพบแพทย์เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วค่ะ

Silumpa
(16 มีนาคม 2553  เวลา 15:18:57)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18466167