ข่าว
พบสาวไทยยุคใหม่กลัวท้องเมินเอดส์ ยอมทำประตูหลัง
ที่มา: คมชัดลึก

หญิงไทยไม่หวั่นเอดส์ แต่กลัวท้อง นิยมออรัลเซ็กส์ ประตูหลัง และฝ่าไฟแดง เผยหญิงภาคกลางเสี่ยงติดเชื้อสูงสุด ผลวิจัยกามโรควัยรุ่น ม.5 จำนวน 1 หมื่นคน พบวัยรุ่นชายติดกามโรคร้อยละ 4 ขณะเดียวกันเจ้าของโรงงานแยกขยะพิษณุโลก เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเอดส์ทำงาน รายได้วันละ 800 รู้สึกปลื้มได้ช่วยคน

ปัญหาหญิงไทยติดเชื้อเอดส์มากขึ้น เนื่องจากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการป้องกันนั้น ล่าสุดแพทย์นักวิจัยเผยรายงานว่า ขณะนี้ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่จะวิตกกังวลกับการตั้งครรภ์มากกว่าติดเชื้อเอดส์ จึงไม่นิยมใช้ถุงยางอนามัย แต่ใช้วิธีการมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือน กินยาคุมฉุกเฉิน หรือทำออรัลเซ็กส์แทน

นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงผลวิจัยของนักวิชาการไทยเกี่ยวกับโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่นำเสนอในที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยโรคเอดส์ครั้งที่ 15 โดย พ.ญ.สังวาล รักษ์เผ่า อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ ได้ศึกษากลุ่มหญิงที่แต่งงานแล้ว และใช้วิธีการคุมกำเนิดด้วยการกินยาคุมทั้ง 4 ภาคของไทย

จากผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มีพฤติกรรมใช้ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์ลดลง นอกจากนี้คู่รักยังหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ โดยร้อยละ 29 มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแทน ร้อยละ 17 หันไปนิยมการมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน หรือที่เรียกว่าฝ่าไฟแดง และร้อยละ 13 ใช้วิธีทำออรัลเซ็กส์ จากปัญหาการใช้ถุงยางอนามัยลดลง ทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น โดยผู้หญิงร้อยละ 5.6 ติดเชื้อคลามัยเดียที่ช่องคลอด ร้อยละ 1.4 ติดเชื้อหนองใน และร้อยละ 0.2 ติดเชื้อซิฟิลิส

นางนิตยา กล่าวว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาคกลาง จะมีความเสี่ยงมากที่สุดคือ ร้อยละ 4 อันดับสองคือ ภาคใต้ร้อยละ 2.4 ที่สำคัญพบว่า ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี จะมีอัตราการติดเชื้อดังกล่าวสูงกว่าผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ในสัดส่วน 6 ต่อ 4 ขณะที่กลุ่มหญิงขายบริการมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยสูงถึงร้อยละ 90 ส่วนในกลุ่มวัยรุ่นมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ 34 เท่านั้น สำหรับหญิงชายที่แต่งงานแล้วนั้น ผู้หญิงร้อยละ 98 จะเป็นฝ่ายคุมกำเนิด โดยวิธีการที่นิยมมากที่สุดคือ การกินยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุม และทำหมันถาวร

“ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ อาจเตือนใจวัยรุ่นไทยได้ว่า ต้องป้องกันตัวเองให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เพราะบางรายนึกห่วงแต่เรื่องตั้งท้อง ใช้วิธีการกินยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินแทน ไม่ได้คำนึงถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศรวมทั้งโรคเอดส์ ซึ่งวิธีดีที่สุดก็คือ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์" นางนิตยา กล่าว

นางนิตยา กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั่วประเทศกว่า 10,000 คน ในปี 2546 พบว่า คู่นอนของนักเรียนหญิงมีการใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ 23 ต่ำกว่าคู่นอนของนักเรียนชาย ที่มีการใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 34 ทำให้ด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชายและหญิง ติดเชื้อกามโรคเพิ่มขึ้น โดยชายเพิ่มจากร้อยละ 1 ในปี 2545 เพิ่มเป็นร้อยละ 4 ในปี 2546 ส่วนนักเรียนหญิงติดกามโรคร้อยละ 3

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง กล่าวถึงกรณีผู้หญิงแต่งงานแล้วเสี่ยงต่อโรคเอดส์ว่า เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายที่ผิดพลาดในเรื่องการแจกถุงยางอนามัย โดยในช่วงแรกจะมุ่งเน้นแจกถุงยางอนามัยเฉพาะกลุ่มหญิงบริการกลุ่มเดียว เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดค่านิยมว่าถุงยางอนามัยงคือสิ่งที่จะใช้กับหญิงบริการเท่านั้น ทำให้โรคเอดส์เกิดการแพร่ระบาดในครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นต้องเปลี่ยนค่านิยมโดยมองว่าทุกคนคือกลุ่มเสี่ยง ต้องรณรงค์ใหม่ว่าถุงยางอนามัยคือ เครื่องหมายของการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

"ผู้ชายเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องเพศ ไม่ว่าจะทำออรัลเซ็กส์ หรือร่วมเพศทางทวารหนัก ซึ่งวิธีเหล่านี้มักเสี่ยงต่อการติดโรคมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ปกติ ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่รู้ นึกว่าปลอดภัยไม่ตั้งครรภ์ รัฐบาลต้องรณรงค์ให้ความรู้ด้านป้องกันโรคเอดส์แบบรอบด้านมากกว่านี้ ไม่ควรแยกกลุ่มเสี่ยง และถุงยางอนามัยควรเป็นอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย" น.ส.ณัฐยา กล่าว

สำหรับปัญหาผู้ติดเชื้อเอดส์แล้วหางานทำยากนั้น ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" พบว่า ที่โรงงานขยะรีไซเคิลใน จ.พิษณุโลกได้เปิดโอกาสให้ผู้ติดเชื้อเอดส์เข้าทำงาน โดยนายสมไทย วงศ์เจริญ ประธานกรรมการบริษัทวงษ์พานิช กรุ๊ป เปิดเผยว่า ขณะนี้ในโรงงานมีผู้ติดเชื้อเอดส์ทำงานอยู่ในส่วนการแยกขยะกว่า 20 คน โดยมาจากสถานสงเคราะห์วังทอง นอกจากนี้ยังมีอีก 5 คน ที่ขับรถสามล้อตระเวนหาขยะมาขายให้กับทางบริษัท พบว่าผู้ติดเชื้อเอดส์สามารถทำงานร่วมกับบุคคลธรรมดาได้อย่างปกติ

นายสมไทย กล่าวว่า บริษัทถือว่าผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นบุคคลที่ไม่ได้ไร้สมรรถภาพ และร่างกายพวกเขาก็สามารถทำงานได้ตามปกติ ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำงาน เพราะทุกคนต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หากปิดโอกาสแล้วพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร

“ครั้งแรกที่ผู้ติดเชื้อเอดส์เข้ามาร้องของานทำ ผมรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังที่เขามี พวกเขาร้องไห้บอกผมว่า ขอทำงานเถอะ งานอะไรก็ได้ ผมดูแล้วร่างกายเขาก็ยังสมบูรณ์ ไม่ได้มีแผลพุพอง ถ้าไม่ให้โอกาสทำงาน แล้วเขาจะเอาอะไรกิน ผมจึงให้มาอบรมและมอบรถเข็นออกไปหาขยะรีไซเคิลมาขายให้โรงงาน รายได้ดีเฉลี่ยแล้ววันละประมาณ 500-800 บาท" นายสมไทย กล่าว

ด้าน น.ส.จินตนา สัจจัง ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์วังทอง จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งหมด 30 คน ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อเอดส์จะมีปัญหาด้านจิตใจด้วย ทุกคนเป็นคนเร่ร่อนมาก่อน เมื่อตำรวจส่งมายังสถานสงเคราะห์แล้วตรวจพบว่ามีเชื้อเอดส์ ก็จะแยกบ้านพัก จากนั้นจะจัดงานให้ทำตามความต้องการไม่บีบบังคับ ส่วนหนึ่งของผู้ติดเชื้อจะไปทำงานที่โรงงานขยะรีไซเคิล บางส่วนก็จะทำงานคัดแยกขยะอยู่ที่สถานสงเคราะห์

“คนป่วยเอดส์บางคนจะมีอาการทางสมองด้วย แต่ส่วนใหญ่จะรักความสะอาด พวกเขาดูแลข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า และรักษาความสะอาดร่างกายตัวเองอย่างดี ส่วนงานแยกขยะที่ทำอยู่ ก็ไม่ได้สกปรกมาก จะทำในส่วนที่ไม่มีของแหลมคม เช่น ลอกฟอยล์ขวดนม หรือดึงสายพสาสติก ส่วนผู้ติดเชื้อที่ทำงานอยู่ในโรงงานก็จะทำเกี่ยวกับกระดาษหรือพลาสติกเท่านั้น" น.ส.จินตนา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่พึงพอใจและชอบทำงานลักษณะนี้ เพราะมีเพื่อนทำกันหลายคน และเป็นงานที่ทำง่าย ทุกคนสามารถนั่งทำงานซ้ำๆ ได้ตลอดทั้งวันไม่เบื่อ ขณะทำงานนั้นผู้ติดเชื้อเอดส์จะนั่งอยู่ที่บริเวณลานกิจกรรมปะปนอยู่กับผู้ป่วยทางจิตทั่วไป และมีการพูดคุย หยอกล้อกันโดยไม่มีท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
 good to know how to pro t it
PiTchY `````"Girl
(7 สิงหาคม 2547  เวลา 14:39:54)
ความคิดเห็นที่ 1
ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นเยอะเลยแล้วก็ดีใจด้วยที่สังคมไทยให้การยอมรับผู้ป่วยเอดส์เพิ่มมากขึ้น
โอ้จอร์จ...คุณยอดมาก
(20 กรกฎาคม 2547  เวลา 19:52:11)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18593674