ข่าว
เด็กเหยื่อข่าวดังวิพากษ์สื่อ"ดี-เสื่อม" ชี้โดน"อำนาจนิยมอภิสิทธิ์"ครอบงำ
   
ที่มา: มติชน 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มีการสัมมนาในโครงการ "เด็กศึกษาสื่อ สื่อศึกษาเด็ก" จัดโดยโครงการสื่อสาธารณะ สิทธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในงานดังกล่าวได้เชิญเด็กและเยาวชนที่เคยปรากฏเป็นข่าวโด่งดังในสื่อต่างๆ ประกอบด้วย นายธนบดี บุ่นวรรณา นักร้องวง "สติวเด้นท์ อัคลี่" และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "รอย อิส เดด" เคยตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจค้นตัวพบกระสุนพวงกุญแจ, น.ส.ดาหวัน สิงห์วี อดีตรองมิสยูลีก ซึ่งถูกมหาวิทยาลัยห้ามเข้ารับปริญญา หลังถ่ายภาพเซ็กซี่ให้นิตยสารฉบับหนึ่ง, น.ส.อาภรณัตน์ แซ่หวู่ หรือ เบ่เบ๊ นักศึกษาปริญญาเอกคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นเด็กไร้สัญชาติ, นายนิอารง นิเต๊ะ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายนรุตม์ กถาโฆษิต อาสาสมัคร สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และ ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายธนบดีกล่าวว่า อยู่กับสื่อในฐานะผู้สังเกตการณ์มาเกือบ 10 ปี ด้วยความที่โลกทุกวันนี้เป็นยุคทุน สิ่งที่ผ่านสื่อจึงเป็นในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ สิ่งที่สื่อเสนอเป็นความจริงเพียง 30% ซึ่งน้อยมาก นอกจากการขายข่าวแล้วควรคิดด้วยว่า จะรับผิดชอบสังคมอย่างไร เพราะสื่อมีอิทธิพลมากจนมีคนเคยบอกว่า มนุษย์ทั้งโลกเริ่มมีวัฒนธรรมเดียวกันเพราะมีโทรทัศน์ ดูจากท่าเต้น เพลงทุกวันนี้เหมือนกันหมด ทำอย่างไรให้สื่อรู้จักตรวจสอบตัวเอง เพราะทุกวันนี้เด็กถูกโทรทัศน์เลี้ยง หากเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นกับรายการห่วยๆ จินตนาการว่า อาจมีประเทศที่ผิดเพี้ยนก็เป็นได้

น.ส.ดาหวันกล่าวว่า ในวันที่ตกเป็นข่าว ความรู้สึกคือน้อยใจทางมหาวิทยาลัยมากกว่าที่จะโทษสื่อ แต่ช่วงแรกที่ตกเป็นข่าวรู้สึกไม่ดีกับสื่อ และไม่รู้โต้ตอบอย่างไร เพราะระหว่างอาจารย์ที่เป็นผู้ใหญ่พูด กับเด็กเช่นตน เมื่อเปรียบเทียบแล้วน้ำหนักการรับฟังแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สื่อที่เขียนข่าวดีก็มี ส่วนที่เขียนไม่ดีทำให้รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตน สื่อจึงมีทั้งสื่อบวกและลบ แต่ที่สุดต้องขอบคุณสื่อที่ทำให้คนรู้จักดาหวัน แม้จะในทางไม่ดีเท่าไรก็ตาม และปัจจุบันนี้ ใช้วิธีจัดการกับสื่อ โดยใช้วิธีสื่อฆ่าสื่อ ให้สื่อดีนำเสนอเรื่องที่เป็นจริง เพื่อฆ่าสื่อไม่ดี

ส่วน น.ส.อาภารัตน์กล่าวว่า ประสบกาณ์อาจแตกต่างจากนายธนบดี และ น.ส.ดาหวัน เพราะการได้รับสัญชาติไทย และบัตรประชาชนแทนบัตรผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าก็เพราะสื่อ เพราะได้ออกรายการโทรทัศน์ เรื่องของตนอาจแปลกที่สามารถเรียนถึงระดับปริญญาเอกโดยไม่เคยมีบัตรประชาชน จึงทำให้สื่อสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องดังกล่าว จริงอยู่ที่สื่อ เช่น หนังสือพิมพ์อาจไม่ได้เสนอข่าวทั้ง 100% เพราะเป็นการดึงให้คนอ่านเกิดความสนใจ ถ้านำเสนอโท่งๆ คนก็ไม่หันมาสนใจ แต่สงสัยเช่นกันว่า อย่างกรณี น.ส.ดาหวัน ซึ่งถ่ายงานเซ็กซี่ครั้งเดียว ทำไมจึงมีคนว่ามากมายขนาดนี้

นายนิอารงกล่าวว่า การนำเสนอข่าวเหตุกาณณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการนำเสนอข่าว สังเกตได้ว่า สื่อมักสัมภาษณ์ฝ่ายทหารโดยไม่เคยคลุกคลีกับชาวบ้าน เจอคนคุยกันในร้านกาแฟก็สามารถนำมาเขียนได้

"เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 กองทัพภาคที่ 4 ออกประกาศให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนำเด็กที่มีพฤติกรรมไม่ค่อยดีมารายงานตัว เด็กกลุ่มนี้บางส่วนคือไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะเรียนและอยู่ประจำที่โรงเรียนปอเนาะ กำนันก็หาเด็กกลุ่มนี้มารายงานตัวด้วย แต่วันรุ่งขึ้นสื่อบอกเด็กวัยรุ่นใต้มอบตัว ทำเหมือนว่าเขาคือผู้ก่อการร้าย สื่อไม่ได้รายงานอย่างถูกต้อง" นายนิอารงกล่าว

นายนรุตม์กล่าวว่า อยากนำเสนอตัวอย่างสื่อที่ใช้พาดหัวหน้าแรกว่า "เกย์จีเอ็มโอ" เห็นแล้วเกิดความรู้สึกขัดแย้ง เนื่องจากการตัดต่อพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ มักทำกับสัตว์ และพืช พาดหัวอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร หรือกรณีการพาดหัวว่า วิกฤตเด็กตุ๊ด เกร่อ หมอเตือนหึงโหด การบ่งบอกในลักษณะเช่นนี้เป็นการเหมารวม และเจาะจงมากเกินไป ทำให้คนเข้าใจว่าคนรักร่วมเพศมีอารมณ์รุนแรง อย่างน้อยก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ด้าน ผศ.ดร.วิลาสินีกล่าวว่า สังคมทุกวันนี้เฉยกับการนึกถึงอิทธิพลของสื่อต่อชีวิต สังคมรับรู้โลกและคนอื่นๆ ผ่านสื่อมาโดยตลอด แต่มีคำถามเกิดขึ้นว่า รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอคือความจริง ทั้งนี้บทบาทของสื่อโดยทั่วไปนั้น จะทำหน้าที่เป็นนายประตูคอยเลือกประเด็นข่าวสารบางประเด็นมานำเสนอ เป็นเหมือนคนคุมความมั่นคงในเรื่องต่างๆ ของสังคมทำตัวเหมือนเป็นคุณพ่อคุณแม่รู้ดี และอีกสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เรื่องของกลุ่มทุน โดยในปัจจุบันทุนนิยมจับตัวหนาแน่นกับอำนาจรัฐ เพื่อสนองตอบความมั่นคงของรัฐและทุน เรียกได้ว่า "อำนาจนิยมอุปภัมถ์อภิสิทธิ์" การที่สื่อจะอยู่รอดต้องใช้ระบบอำนาจและการอุปภัมถ์ เมื่อได้รับการอุปถัมภ์ก็ยอมเกิดอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นปัญหาอย่างมาก

"จากการสัมมนาเรื่องสื่อเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า สื่อต่างรู้ตัวว่าถูกแทรกแซงโดยรัฐและทุน โดยการใช้โฆษณา การกำหนดเนื้อหา และเลยไปถึงตัว บก. และกระบวนการซึมลึกทำให้สื่อเกิดสภาพเคยชินต่อเรื่องดังกล่าว นี่คือวัฒนธรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสื่อ" อาจารย์นิเทศฯจุฬาฯกล่าว
ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
38128964