ฅ.ฅนก้าวย่าง : ผู้บริหาร

นเรศ โปร่งแสง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุตรดิตถ์ เขต ๑ ผู้เป็นหัวหอกผลักดันงานเพศศึกษาใน จ.อุตรดิตถ์ ด้วยบทบาท “เพศจังหวัด” 

นเรศเล่าว่า เขาเป็นรองผู้อำนวยการฯ ได้รับมอบหมายให้ดูกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเขาเคยสงสัยว่าเพศศึกษารอบด้านคืออะไร ก็เลยอาสาไปเข้าอบรมในเรื่องนี้

นเรศ โปร่งแสง

“การอบรมทำให้เห็นปัญหาของนักเรียนวัยรุ่นของเรา และได้ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ ป.๑ - ม.๖ ซึ่งบังคับให้สอนเพศศึกษาอยู่แล้ว อยู่ในกลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนจำเป็นต้องสอน” รองผู้อำนวยการฯ กล่าวและว่า แต่ถ้าให้ครูไปออกแบบการจัดการเรียนรู้เองอาจไม่คล่องตัว เพราะอาจไม่ได้เรียนรู้เพศศึกษาอย่างรอบด้านมาก่อน

หลังจากเห็นว่า การจัดการเรียนรู้เพศศึกษามีความสำคัญ เขาได้ของบประมาณจากองค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวนกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อปีที่แล้ว (๒๕๕๒) เพื่อมาจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักเรียน ทั้งเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งแวดล้อม ประกันภัย รวมถึงเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน ๘ โรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาเขต ๑

“เราคัดโรงเรียนขยายโอกาส ๘ โรง ให้ทดลองใช้หลักสูตรเพศศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งเด็กก็เห็นความสำคัญ ว่าเป็นการเรียนรู้แบบไม่ใช้การสอน แต่ฝึกให้เขาคิด วิเคราะห์ได้ แล้วเราก็ได้เรียนรู้พร้อมกับเด็ก ส่วนครูก็สนใจแผนการจัดการเรียนรู้ เพราะว่าสะดวกในการนำไปใช้”

 

รองผู้อำนวยการฯ กล่าวว่า จุดเด่นของแผนการเรียนรู้เพศศึกษา คือการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ครูบอก เล่า หรืออธิบายคนเดียว เมื่อก่อนมีแต่เล่าสู่กันฟังว่ายึดผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ไม่รู้แปลว่าอะไร เมื่อมีแผนต้นแบบ ครูก็จะเกิดไอเดีย เห็นภาพชัดขึ้นว่ายึดผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นอย่างไร

“มันถือเป็นต้นแบบการออกแบบการเรียนรู้ให้กับสาระอื่นได้ด้วย” ประธานคณะทำงานฯ บอกและว่า โดยหลักของการจัดการเรียนรู้ คนสอนต้องเป็นคนออกแบบแผนการสอนเอง แต่ภาระครูมีเป็นจำนวนมาก จะให้ไปเขียนทุกแผนฯ ก็ไม่ไหว ซึ่งถ้าแผนการสอนอันไหนดีก็มาพัฒนาต่อ แต่ถ้าจะสะดวกคือ มีคณะทำงานที่ทดลองใช้แผนการสอนแล้ว พัฒนาแล้ว มาขยายผล เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูในการจัดการเรียนรู้

ขณะที่บทบาทของ สพป.ในการผลักดันการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในโรงเรียนนั้น นเรศบอกว่า โดยทั่วไป เขาก็ไม่ได้เน้นมาก เพราะโดยสาระการเรียนรู้ของนักเรียนมีหลากหลาย ก็แล้วแต่โรงเรียนว่าจะเห็นความสำคัญในเรื่องเพศศึกษามากน้อยแค่ไหน เพราะแค่อ่านออกเขียนได้ก็ทำได้ยากแล้ว

“อย่างภาษาไทยก็ยังมีปัญหาอยู่ อยู่ที่ว่าโรงเรียนจะเน้นจุดไหนเป็นพิเศษ แต่พื้นฐานคือต้องเน้นการอ่านออกเขียนได้ก่อน” รองฯ นเรศกล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากการขยายผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาไปยังโรงเรียนขยายโอกาสแล้ว ในส่วนของโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการเพศศึกษารอบด้าน “ก้าวย่างอย่างเข้าใจ” ใน จ.อุตรดิตถ์เองก็มีความเข้มแข็งในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาเป็นอย่างมาก รองฯ นเรศ ให้ความเห็นว่า ที่โรงเรียนส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนเพศศึกษาได้อย่างเป็นระบบเนื่องจากว่าผู้บริหารและครูให้ความสำคัญ

“ทั้งศึกษานิเทศก์ คุณครู ผู้บริหารโรงเรียนให้ความสำคัญ เขาเห็นดีเห็นงามกับเรา หลังจากที่เราได้คัดเลือกโรงเรียนมาแล้ว พัฒนาครูต้นแบบ ครูทั้งหมด และทีมงานก็เข้มแข็ง จริงๆ ผมก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรมากมาย เป็นคนกำหนดนโยบาย และพาเขาทำ”

นเรศให้ความเห็นว่า อาจเนื่องมาจากโรงเรียนภายใต้โครงการฯ ใน จ.อุตรดิตถ์นั้น มีแผนการเรียนการสอนที่ชัดเจน มีคู่มือการสอน และมีวิธีการสอนที่ผ่านการพัฒนามา ครูก็จะเห็นชัดเจน เข้าใจ และสะดวกต่อการใช้ จึงทำให้การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาเป็นระบบ แต่โรงเรียนนอกโครงการฯ เขาไม่มีแผน ไม่เห็นทิศทาง ก็อาจจะมองข้าม ละเลยไป อาจจะสอนบ้างไม่สอนบ้าง ทั้งที่โรงเรียนโดยทั่วไปต้องสอนเพศศึกษา เพราะหลักสูตรการศึกษากำหนดมาอยู่แล้วว่าโรงเรียนต้องสอน ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนจะสอนแบบไหน  

ส่วนบทบาทของคณะทำงานเพศศึกษาจังหวัดนั้น นเรศบอกว่า เป็นการขับเคลื่อนเรื่องเพศศึกษาด้วยภาคีหลายๆ ภาคีร่วมกัน อย่างหน่วยงานจากสาธารณสุข เขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น ทั้งที่ปกติ สพป.เขต ๑ กับเขต ๒ ก็ไม่ขึ้นตรงต่อกันอยู่แล้ว การร่วมกันทำงานก็ทำให้งานใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา

“เรามีคณะทำงานอยู่ ก็ตั้งผมเป็นประธานคณะทำงานเพศศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วชื่อมันยาว เขาก็แซวว่าเอาสั้นๆ ละกันเนอะ ว่าเพศจังหวัด หรือเพศใหญ่ เพราะเป็นประธาน เขาก็เล่นมุกกันเฉยๆ เรื่องตำแหน่งเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้นแหละ”

ในขณะที่ การแยกเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมฯ และมัธยมฯ ออกจากกันนั้น ในเรื่องการประสานงานระหว่างโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ ประธานคณะทำงานฯ เห็นว่า ไม่น่ามีปัญหา เพราะคณะทำงานเพศศึกษาฯ มีอยู่ในทุกสังกัด ก็ช่วยกันทำงาน  

 “เราก็ทำงานในจังหวัดเราอยู่ เรื่องสังกัดเป็นเรื่องสมมติ เราก็ต้องทำงานด้วยกัน ช่วยกัน ก็อยู่ในจังหวัดเดียวกัน” รองฯ นเรศกล่าวและว่า คณะทำงานฯ มีหน้าที่เพียงเข้าไปช่วยเสริม ไม่ได้ไปกำกับสั่งการข้ามเขต ข้ามหน่วยงาน เพราะไม่มีอำนาจขนาดนั้น แต่เป็นเพียงผู้ประสานงาน ผู้ช่วย เสริมเติมเต็ม และขับเคลื่อน

นเรศยังกล่าวถึงการขยายผลการสอนเพศศึกษาว่า แนวทางคือต้องขยายผลให้กับโรงเรียนมัธยมฯ ก่อน ส่วนระดับประถมฯ ก็ค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้มีมาก แค่ให้อ่านออกเขียนได้ก็ลำบากแล้ว 

ส่วนเรื่องของความยั่งยืนในการสอนเพศศึกษานั้น รองผู้อำนวยการฯ ให้ความเห็นว่า น่าจะอยู่ที่โรงเรียน เนื่องจากคณะทำงานฯ อาจจะเปลี่ยนแปลงบทบาท เปลี่ยนตำแหน่งกันบ้าง หลังจากที่โรงเรียนเห็นความสำคัญและความจำเป็นแล้ว เพศศึกษาก็จะยั่งยืนเอง

“ต่อไปเราอาจจะไม่ต้องมีคณะทำงานก็ได้ เพราะแต่ละโรงเรียนสามารถเดินเองได้ ใหม่ๆ ก็ต้องช่วยกันตั้งไข่ หัดก้าวกันหน่อย พอโรงเรียนเป็นต้นแบบได้ ก็จะขยายผล ต่อยอดไปได้อีก” นเรศสรุป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ควรร่วมกันจัดหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก  มีมุมมองที่ชัดเจน  ให้ถือเป็นหลักสูตรบังคับ  ผู้ที่จบการศึกษาครุศาสตร์ควรผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาและการใช้ทักษะชีวิต   เพื่อสามารถมาถ่ายทอดให้เด้กได้
ภัทรภา  กทม
(6 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 21:37:15)
ความคิดเห็นที่ 3
อยากให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญในเรื่องเพศศึกษา
ในวัยเรียน โดยให้ความรู้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6
สอนในรู้เสมือนวิชาอื่นๆ จะทำให้เป็นเกราะป้องกันตัว
ไม่ทำให้เกิดปัญหาท้องก่อนวัยอันควร ทำแท้ง และปัญหา
สังคมอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน เห็นด้วยกับท่านรอง นเรศ ค่ะ
เอาใจช่วยผลักดันค่ะ
นักวิชาการศึกษา
(23 ธันวาคม 2553  เวลา 08:13:20)
ความคิดเห็นที่ 2
 ขอสนับสนุนความคิดคุณ  สังคมไทยทุกวันนี้น่าเป็นหว่ง
ครูรากหญ้า
(20 ธันวาคม 2553  เวลา 09:44:37)
ความคิดเห็นที่ 1
ใช้ครับอาจารย์   ผมเองก็เป็นแกนนำเรื่องนี้มานานครับ ตั้งแต่ที่ผมอยู่ มอ2 เป็นแกนนำโครงการเพื่อนตืนเพื่อน  ให้คำปรึกษา  แลพก็เป็นแกนนำอีกหลายโครงการ  ผมว่าถ่าเราของบสนับสนุนอย่างกับ สสส ได้จะดีมากเลยครับ  และให้ความสำคัญให้น้องทุก ๆ สถาบัญการศึกษาที่สนใจอยากที่จะของบประมาณในการสนับสนุน  ทำโครงการเกียวกับเรื่องเพส  มีการประชาสัมพันธ์การเดินรณรงค์  ทำเป็นกิจกรรมของสถาบัน  เราก้แค่คอยให้คำปรึกษา  ตรวจสอบ สงเสริมประชาสัมพันธ์ ทำแบบนี้ทุกๆ ปีเชื่อเถอะครับเรื่องรามแบบที่เป็นข่าวลดลงมากมายอย่างแน่นอนผมคิดนะ  เพราะทุกคนที่เป็นเยาวชนจะเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น  ดูแลตัวเองมากขึ้นไม่นึกแต่อยาก  สนุกอย่างเดียว  
เวฟพิษณุโลก
(17 ธันวาคม 2553  เวลา 02:28:26)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18499183