แวดวงสาธารณสุข : คือความเข้าใจ
เขาจะตรวจเลือดเอชไอวีเมื่อสมัครเรียนต่อไหม?

          ผมได้รับโทรศัพท์จากน้องคนหนึ่งที่ทำงานกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีว่า น้องถามว่าอยากเรียนต่อพยาบาล ต้องมีการตรวจเลือดเอชไอวีหรือไม่ ปรากฏว่าให้คำตอบกับเด็กไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจในการปฏิบัติ

          ช่วงนี้เป็นช่วงเทอมสุดท้ายและน้องๆ ที่มีเชื้อเอชไอวีจำนวนมากต้องหาสถานศึกษาใหม่โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา และจำนวนมากก็กังวลใจว่าจะเอายังไงกันดีกับชีวิตภายภาคหน้า และเรื่องการตรวจเลือดก่อนเข้าเรียน เจอกันทุกปี เดี๋ยวที่นั่น ที่นี่

          เอาโดยหลักการก่อนก็แล้วกัน

          “สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์” ของสำนักอัยการสูงสุดที่ต้องการคุ้มครองและได้ดำเนินการในทุกจังหวัด โดยมีอัยการจังหวัดมีหน้าที่เผยแพร่และคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ให้กับประชาชน ได้ระบุสิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ ๑๐ ข้อคือ

๑. สิทธิในความเป็นส่วนตัว (The Right to Privacy)

๒. สิทธิในการไปไหนมาไหนและความปลอดภัย สิทธิในการย้ายถิ่นฐาน (Right to Liberty and Security/Freedom of Movement)

๓. ความเป็นอิสระจากการปฏิบัติหรือการลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรมและต่ำทราม (Freedom from lnhuman and Degrading Treatment of Punishment)

๔. สิทธิในการทำงาน (Right to Work)

๕. สิทธิในการศึกษา (Right to Education)

๖. สิทธิด้านการสวัสดิการและการให้บริการทางสังคม (Right to Social Security and Services)

๗. สิทธิในการได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน (Right to Equal Protection of the Law)

๘. สิทธิในการสมรสและการมีครอบครัว (Right to Marriage and Family Life)

๙. สิทธิการรับการรักษาและดูแล (Right to Treatment and Care)

๑๐. สิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเองของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ (Right to Self-Determination of Affected Groups)

         จะขอพูดข้อที่เกี่ยวข้องก็คือ ข้อที่ ๕ สิทธิในการศึกษา (Right to Education)ว่า มีการระบุไว้อย่างไร

         สิ่งที่ห้ามกระทำ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในการศึกษา ๒ ข้อคือ

๑. การกีดกันหรือตัดโอกาสทางการศึกษาต่อของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์

๒. การบังคับให้ตรวจเลือดโรคเอดส์ อันเป็นเงื่อนไขขั้นต้นในการรับเข้าสถานศึกษา

 จะเห็นว่ากระทำไม่ได้ไม่ว่าจะสถานศึกษาไหนก็แล้วแต่

         ลองเข้าไปดูที่คุณสมบัติเฉพาะผู้ที่จะสอบเข้าเรียนต่อ ซึ่งขอยกตัวอย่างผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในสาขาแพทย์ เพราะว่า พยาบาล เภสัช ทันตแพทย์ ก็เหมือนกัน ระบุไว้ว่า

          ผู้สมัครเข้าศึกษาสาขาแพทยศาสตร์จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังต่อไปนี้

         ๕.๑ มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน

         ๕.๒ มีปัญหาทางจิตเวชขั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychosis) โรคประสาทรุนแรง (severe neurosis) หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality หรือ borderline personality รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

        ๕.๓ โรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย หรือส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาทิ โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง

 ๕.๔ โรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม เช่น
- โรคลมชักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (โรคลมชักที่ไม่มีอาการชักมาแล้วอย่างน้อย ๓ ปี โดยมีการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นโรคลมชักที่ควบคุมได้)
- โรคหัวใจระดับรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- โรคความดันเลือดสูงรุนแรง และมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดพยาธิสภาพต่ออวัยวะอย่างถาวร
- ภาวะไตวายเรื้อรัง

          ถ้าพิจารณาทั้งหมดแล้วก็จะเห็นว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้เป็นข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น

          อันนี้เป็นหลักการ คราวนี้มาดูการปฏิบัติจริง

          เมื่อมีการศึกษาต่อ น้องๆ ก็จะถูกตรวจสุขภาพ และบางทีก็มีการตรวจเลือดด้วย ความไม่สบายใจระแวงก็เกิดขึ้นได้ว่า จะมีการตรวจเอชไอวีด้วยหรือไม่??

          ทางออกก็คือ ถามสถาบันโดยตรงเลยว่า การตรวจเลือดนี้ตรวจอะไรบ้าง เพราะว่าเป็นสิทธิของเราที่เราจะรู้และอนุญาตว่าจะตรวจหรือไม่ ทางสถาบันไม่สามารถอ้างเป็นเงื่อนไขบังคับได้

          แต่ถ้าเกิดมีบางสถาบันเกิดนึกทะลึ่ง (ทะลึ่งด้วยสาเหตุอะไรก็ช่างเถอะ) บอกว่าจะต้องตรวจเอชไอวีด้วย แล้วพยายามยกข้ออ้างสารพัด ระเบียบ ความเหมาะสมอะไรก็สุดแล้วแต่ ต้องตรวจเลือดเอชไอวีให้ได้ ต้องทำอย่างไร?

          ตามประสบการณ์ที่พบ หน่วยงานราชการมีกฎหมายคุ้มครองห้ามละเมิดเด็ดขาด แต่ในทางปฏิบัติก็แอบๆ ทำกันอยู่แบบแนบเนียน (เหมือนกับนักเรียนท้องไง ตามระเบียบห้ามเอาให้ออก แต่ในทางปฏิบัติอีกเรื่อง)

           ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ข้อเสนอก็คือ ให้ทำการร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองสิทธิ และถ้าเป็นไปได้ ให้สถาบันการศึกษาช่วยออกเอกสารอะไรก็ได้ ที่เป็นหลักฐานได้ว่า ต้องตรวจเอชไอวีด้วย เพื่อที่จะเป็นหลักฐานชัดเจน การร้องเรียนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตนเองว่าเราเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถ้าไม่รู้จะร้องที่ไหนก็ลองติดต่อที่มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ โทรศัพท์ ๐ ๒๑๗๑ ๕๑๓๕ –๖

            อยากเรียนต่อ ก็ต้องได้เรียน จริงไหมครับกระทรวงศึกษาฯ

 
รูปจาก http://hepatitisanswers.com
     
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 12
อยากศึกษาต่อ แต่เป็นโชค คือ ทานข้าวใช้ช้อนร่วมกับพี่สาวข้างบ้าน คือไม่ทราบว่าเขาเป็นเอชไอวี พอหลังจากทานอาหารที่ใช้ชอนเดียวกันแล้เว ผ่านมาประมาณเกือบอาทิตย์ ก้อ อาเจียน เวียนศรีษะ ท้องเสีย รู้สึกเหมือนเป็นไข่หวัดคะก้อไม่ได้เอะใจอะไรคะ ใช้ชีวิต ตามปกติแต่ ก้อ รู้สึก เจ็บคอ ระคาย คอ เดียวเป็นเดียวหาย   ใช้ชีวิตตามปกติมาเป็นเวลา3ปี กว่าๆ  ตอน นี้เริ่ม มีผื่นคันเม็ดเล็กๆๆคล้ายๆๆภูมิแพ้ คะ ขึ้นที่ ข้อ พับแขน  รู้สึก คันมาก แต่ ไม่ นาน ก้อ หา   แล้ว ก้อ กลับ มาเป็นอิก  พอเรียน จบมหก คะอยากเป็นพยาบาลมาก เป็น ความฝันตั้งแต่เด็ก เวลาไปสมัคคะเราต้องเอาใบรับรองแพทย์ ไปยืนคะ เลยไม่กล้าไปสมัค จึงทำให้รู้สึกว่า  เสียโอกาสไป แต่ตอนนี้อยากที่จะมาสมัคเรียน อะคะ อยากรู้ว่า การตรวจสุข๓าพ เขาตรวจหาเชื้อ เอชไอวีป่าวคะ
ฉันไม่ได้ผิด แค่ไว้ใจ คนไกล้ตัวมากเกินไป
(19 เมษายน 2557  เวลา 15:31:48)
ความคิดเห็นที่ 11
ถ้าลูกได้รับเชื้อจากพ่อแม่มาตั้งแต่กำเนิด มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยนะ แต่เขาต้องมารับตรงนี้ แล้วจะทำยังไงกับอนาคตที่สวยงามของชาติ
โดนใจ
(4 มิถุนายน 2556  เวลา 11:49:15)
ความคิดเห็นที่ 10
ผู้ป่วยสามารถเข้่่ารับการศึกษาต่อได้ใช่ไหมค่ะ  สิทธิ 10 ยังใช่อยู่ไหมค่ะ   หนูอยากเรียนต่อค่ะ
สาวน้อย
(8 พฤษภาคม 2556  เวลา 18:31:58)
ความคิดเห็นที่ 9
เพิ่งได้อ่านบทความนี้ครับ เพราะวันนี้(5ตค.55)พาน้องชายไปตรวจเชื้อhivและพบว่า น้องได้รับเชื้อมา แต่ความฝันของน้องผมคืออยากเป็นหมอ และน้องมันก็เรียนเก่งพอสมควร ตอนนี้ภาวะโรคยังไม่ได้แสดงอาการอะไรเพราะอยู่ในระยะติดเชื้อ และยังไม่ได้รับยาต้าน เพราะสุขภาพยังแข็งแรงดีอยู่ มีสถานศึกษาทางการแพทย์อันไหนที่จำกัดสิทธิ์ผู้ที่ติดเชื้ออย่างชัดเจนบ้างไหมครับ ผมสงสารน้องผม เค้ายังเด็กมากๆ เค้าเจ็บปวดกับเรื่องนี้มากพอแล้ว ไม่อยากให้ต้องเครียดกับเรื่องอื่นอีกครับ ถ้าเข้าเรียนหมอไม่ได้จะได้ให้น้องผมตัดใจเด็ดขาดไปเลย  รบกวนท่านผู้รู้กรุณาให้ความกระจ่างผมด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
คนรักน้อง
(5 ตุลาคม 2555  เวลา 23:58:52)
ความคิดเห็นที่ 8
คือว่าพิการนิ้วเท้าอะค่ะ เนื่องจากรถชนกัน
นิรนาม
(16 มิถุนายน 2555  เวลา 18:18:43)
ความคิดเห็นที่ 7
ถ้าไม่ได้พิการตั้งแต่กำเนิดแต่เกิดจากอุบัติเหตุจะสามารถเรียนต่อพยาบาลได้ไหมค่ะ
นิรนาม
(16 มิถุนายน 2555  เวลา 18:16:58)
ความคิดเห็นที่ 6
  นักเรียนที่จะเข้าเรียนในสายการแพทย์ หรือสาธารณสุขจะมีการตรวจสุขภาพก่อนรับเข้าเรียนแน่นอน แต่จะให้เซ็นเอกสารเพื่อยินยอมตรวจด้วย(นักเรียนจะไม่ยอมให้ตรวจก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล)
 แต่ถ้าไม่มีการตรวจเลย นักเรียนที่ติดเชื้อจะมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น และสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ผู้ป่วยที่นักเรียนคนนั้นเข้าไปให้การรักษาหรือพยาบาลได้ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งบางชนิดเป็นเชื้อโรคชนิดดื้อยา และสามารถติดเชื้อได้จากการไอ จาม หรือหายใจ
 ในปัจจุบัน ตามสภาพความเป็นจริงวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น การตรวจสุขภาพประจำปีของโรงเรียนน่าจะมีการตรวจเชื้อโรคเอดส์ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าเราทราบตั้งแต่แรกจะได้ให้การรักษาเพื่อยับยั้งไม่ให้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
ครูคนหนึ่ง
(13 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 12:15:02)
ความคิดเห็นที่ 5
ตอนเรียนไม่ตรวจหรอกครับ แต่ตอนทำงาน บางสถานประกอบการตรวจแน่นอนครับ
นายนิรนาม
(15 ธันวาคม 2554  เวลา 13:15:19)
ความคิดเห็นที่ 4
ขอตอบคุณครูที่ห่วงใย
 เข้าใจถึงความห่วงใยและความเมตตาที่คุณครูมีต่อเด็ก ๆ  แต่การตรวจเลือดที่ละเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐานของเด็ก  ไม่ควรเกิดขึ้นในทุก ๆ สถานศึกษา  การดูแลตนเองของน้อง ๆ ที่ติดเชื้อเป็นคนละเรื่องกับการได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานค่ะ  
คนกระทรวงศึกษา
(3 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 17:38:04)
ความคิดเห็นที่ 3
เรื่องนี้ยิ่งพูดก็คงจะยาวไปอีกเรื่อยๆ ประเด็นมันน่าจะมีประมาณ 3-4 ประเด็น ที่เราต้องร่วมกันพิจารณา
1. เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการที่บอกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ และต้องได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิบางอย่างที่อาจจะถูกละเมิดได้
2. สิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิที่เยาวชนไทยทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกแบ่งแยก ไม่ว่าโดยกรณีใดๆ ก็ตาม  
...แต่.....
3. การเรียนในบางสาขาอาจเป็นปัญหาจริงๆ สำหรับน้องที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะหากน้องมีความจะเป็นต้องดูแลตัวเอง รักษาตัวเอง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ต้องไม่เครียดเกินไป ต้องรับประทานยา ต้องระมัดระวังไม่ให้ตนเองติดเชื้อฉวยโอกาสจากคนอื่นๆ ได้ง่าย หรือต้องรักษาระดับภูมิต้านทานตลอดเวลา ตรงนี้ อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะตัดสินใจเลือกเรียนอะไรดี  แน่นอนค่ะ ทุกคนมีความฝัน มีอาชีพที่ใฝ่ฝัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้ในสิ่งที่ตนต้องการ  แต่เราควรต้องหาสิ่งที่เหมาะสมให้กับตัวเรามากกว่า อันนี้อยากให้สะท้อนคิดก่อนการตัดสินใจใด ๆ ก็ตาม  เพราะหากเราไม่คิดอาจกลายเป็นผลเสียกับตัวเองได้
4. อยากบอกว่า เราอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่เราชอบ แต่เราสามารถชอบในสิ่งที่เราได้มาก็ได้นะค่ะ

มาถึงตรงนี้แล้ว ประเด็นการตรวจเลือดอาจกลายเป็นอีกประเด็นไป แต่น้องๆ ก็มีสิทธิเลือกสถานศึกาาที่ไม่ตรวจเลือดได้นะค่ะ และสุดท้ายสำคัญมาก ๆ ความรัก ความชอบและความฝันมาด้วยกัน หากเราไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป ชีวิตเราจะมีความสุข ตรงนี้แหละจะทำให้สุขภาพของเราแข็งแรง ภูมิต้านทานไม่ถูกทำลาย และสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมอีกมากมายค่ะ
ครูที่ห่วงใย
(1 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 18:39:18)
ความคิดเห็นที่ 2
ปัญหาซ้ำซากนี้นอกจากวิสัยทัศน์ เจตคติ และค่านิยม(รวมทั้งจิตใจคับแคบ และ.....)ของผู้เกี่ยวข้อง
ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้"ความเข้าใจ"ไม่เข้มข้นและทั่วถึง


ป้ามันทน์
(1 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 03:56:38)
ความคิดเห็นที่ 1
การรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกความรับผิดชอบร่วมอาจจะไม่เข้มข้นและทั่วถึง
ต.ย เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชนฯของอัยการสูงสุด มีสักกี่คนที่รับรู้
ป้ามันทน์
(1 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 03:54:16)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
20856914