มองมุมเยาว์
อคติ

           “อคติ” แม้เป็นเพียงคำเล็กๆ แต่ความหมายของมันดูไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไร ก็แน่ล่ะ ใครถูกบอกว่าเป็นจอมอคติก็คงต้องสำนึกไว้ว่าคุณอาจจะไม่ค่อยมีใครคบมากนัก

          แต่ถึงกระนั้น อคติก็มีอยู่ในตัวทุกคนทั้งเธอ ทั้งเขา ทั้งคุณ ทั้งผม

          บางคนอาจแย้งว่าไม่จริง ฉันนี่แหละเป็นกลาง ปราศจากความเบี่ยงเบน คุณกำลังเข้าใจผิด (หรือเกิดอคติขึ้นมา) ว่าความอคติที่ผมหมายถึงคือความใจแคบ ซึ่งจริงๆ แล้วอคติเป็นแค่กลไกทางความคิดหนึ่งของคนเท่านั้น

          ลองสมมติว่าคุณขึ้นรถเมล์แล้วเหลือที่ว่างสองที่ ที่ว่างอันหนึ่งเป็นที่นั่งข้างคนตัวใหญ่ๆ ดำๆ หน้าตาดูไม่ค่อยเต็มบาท แต่ก็พอดูออกว่าไม่อันตราย ส่วนอีกที่นั่งอยู่ข้างคนผิวขาว แต่งตัวภูมิฐาน หน้าตาค่อนข้างดี คิดว่าคุณจะเลือกที่นั่งไหน?

          ไม่บอกก็รู้ว่าคนส่วนมากคงจะเลือกข้อสอง และถึงแม้ว่าคุณอาจจะยังไม่ทันฉุกคิดว่าจะเลือกที่นั่งไหน ผมก็เชื่อว่า “บางอย่าง” คงดลใจให้คนเลือกที่นั่งแรกอยู่ดี

          จะเห็นได้ว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นแค่อิสระในการเลือก แท้จริงแล้วมันอาจซ่อนอยู่ด้วยอคติจางๆ ของเราเอง ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเพราะใจแคบหรืออยากกีดกันใคร แต่เป็นเพราะเราผ่านการเรียนรู้จากสังคมมามากมาย สุดท้ายเราตัดสินใจเลือกสิ่งที่คิดว่าดีและปลอดภัยต่อเรามากที่สุด ซึ่งในจุดนี้ก็อาจถือว่าเป็นข้อดีก็ได้

          อย่างไรก็ตาม การบ่มเพาะอคติไว้ในจิตใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีสักเท่าไรนัก เพราะมันเหมือนกับการสร้างกำแพงที่มีลวดหนามกั้นตัวเองกับสิ่งรอบข้าง ไม่ให้เรามีโอกาสได้ชะโงกดูชัดๆ ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

          ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องOkuribito หรือชื่อสากลว่า The Departure ที่เข้าฉายใน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งว่าด้วยอาชีพที่เกี่ยวกับคนตาย คือการจัดการร่างของศพให้มีความเรียบร้อยที่สุดก่อนจะนำลงโลงเพื่อฌาปนกิจ ไม่ว่าจะแต่งหน้า เช็ดตัว ใส่เสื้อผ้า เพื่อให้สภาพสุดท้ายของศพก่อนถูกเผานั้นเป็นภาพที่งดงามในสายตาญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่

          พระเอกของเรื่องที่จำใจต้องรับงานนี้ เนื่องจากไม่มีงานทำก็ถูกรังเกียจจากผู้คนรอบข้างว่าทำงานกับศพบ้าง หากินกับคนตายบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นยังไม่เคยเห็นการทำงานที่แท้จริง เพียงได้ยินว่าเป็นงานเกี่ยวกับศพ อคติในใจก็ก่อตัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

          ทว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่พระเอกทำนั้นเป็นงานที่เต็มไปด้วยความทรงเกียรติ พิธีการจัดการศพนั้นดำเนินไปด้วยความสุขุม เยือกเย็นและดูทรงพลัง ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนและอดทนอย่างมาก เมื่อภรรยาและเพื่อนได้เห็นการทำงานที่แท้จริงของเขาแล้ว ความรู้สึกด้านลบที่มีก็ค่อยๆ หายไป

          สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คืออคตินั้นอาจจะทำให้เราถูกปิดกั้นในการเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง ซึ่งบางครั้งและหลายครั้งก็ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและความสัมพันธ์ที่ดีได้

          ฉะนั้นแล้วหากไม่อยากให้อคติค่อยๆ กัดกินจิตใจที่สวยงามของเราให้เกิดริ้วรอยด่างดำ ผมคิดว่าสิ่งที่ควรทำคือการ “รู้ตัว”

          คนที่รู้ตัวว่าเมามากแล้ว ย่อมไม่ดื่มเหล้าเพิ่ม  ซึ่งไม่ต่างกัน หากเรารู้ตัวว่าเริ่มเกิดอคติต่อสิ่งไหนแล้ว เราอาจปรับจิตใจให้คลายความอคตินั้นลงได้ หากเราเชื่อว่าอคติเป็นสิ่งไม่ดี แต่หากรู้ตัวว่ากำลังมีอคติอยู่ แล้วยังคงมันไว้อย่างนั้น ผมคิดว่ามีอยู่สองอย่างคือคุณยังไม่ “รู้ตัว” หรือไม่ก็ คุณเชื่อว่า “อคติเป็นสิ่งที่ดี”

          ที่สังคมทุกวันนี้มีการแบ่งพรรคพวกเป็นฝักเป็นฝ่าย ต่างไม่มีใครยอมรับใคร ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอคติที่คนเรามีต่อกัน ฉะนั้นแล้วหากเรายอมลดคนละนิดคนละหน่อย บาดแผลจากความขัดแย้งก็น่าจะลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง

          แม้การเปิดประตูบ้านทิ้งไว้จะไม่ค่อยปลอดภัย แต่ผมรับรองว่าการเปิดใจให้กว้าง จะปลอดภัยกว่าปิดไว้อย่างมหาศาลครับ           

 
รูปจาก http://dhammarak.net
     
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
อคติมีอยู่กับทุกคนจริงๆ
แต่ก็ควรเปิดใจมองคนอื่นบ้าง
คุณอาจจะพบว่าที่จริงแล้ว เขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก้ได้ ..
Ailada
(26 มิถุนายน 2556  เวลา 16:16:42)
ความคิดเห็นที่ 7
ความมีอคติในทุกคนล้วนมี แต่อยู่ที่ว่าความอคติของเรามีผลต่อเราในทางที่ดีหรือทางที่ไม่ดี :))
Guitar
(9 สิงหาคม 2554  เวลา 17:46:37)
ความคิดเห็นที่ 6
บางครั้งอคติก็เกิดจากบุคคลรอบข้าง ทำให้เรามีอคติเองช่วยไม่ได้
111
(8 กรกฎาคม 2554  เวลา 15:54:39)
ความคิดเห็นที่ 5
แยกกันออกได้ไม๊คะ  ระหว่าง อคติของคุณ กับมายาคติ......
ครูก้อย มปน.
(30 มิถุนายน 2554  เวลา 15:00:08)
ความคิดเห็นที่ 4
ถูกต้องเลยค่ะ อคติ4 มีอยู่ในใจคนทุกคนตามธรรมชาติ แต่เราจะรู้สึกตัวกันบ้างหรือเปล่าเท่านั้น คำแนะนำท่านมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะความเป็นครูกับลูกศิษย์ขอให้เปิดใจให้กว้างในทุก ๆ เรื่องแล้วคุณครูจะได้ข้อมูลที่อาจจะตรงข้ามกับที่คุณครูคิดหรือคุณครูเห็นจริงๆนะ
ครูแมว
(18 มิถุนายน 2554  เวลา 07:47:32)
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นบทความที่ให้ข้อคิด  คติเตือนใจเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้
ครูke
(16 มิถุนายน 2554  เวลา 20:53:02)
ความคิดเห็นที่ 2
เขียนดีจัง เข้าใจง่าย เห็นภาพ สั้นกระชับ ให้เต็มสิบค่ะ
เบนซ์
(12 มิถุนายน 2554  เวลา 21:24:18)
ความคิดเห็นที่ 1
อคติเป็นสิ่งที่ดี  เราอย่าเอาอคติองเราไปวัดความเป็นคนของตนอื่น
ครู
(5 มิถุนายน 2554  เวลา 19:30:31)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18499475