เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โครงการเพศวิถีศึกษาเพื่อเยาวชน เผยผลสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนต่อการใช้ถุงยางอนามัย ในงาน “ครั้งแรก ครั้งไหน...ถุงยาง ก็ใช่ Oh Yes!” ที่สยามสแควร์
ผลการสำรวจ พบว่า วัยรุ่นร้อยละ ๕๐.๑ เคยมีเพศสัมพันธ์ และเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดนั้น เยาวชนร้อยละ ๖๔ ใช้ถุงยางอนามัย โดยวัยรุ่นอายุ ๑๓ – ๑๕ ปีใช้ถุงยางน้อยกว่าวัยรุ่นอายุ ๑๖ – ๑๘ ปีคือร้อยละ ๔๐.๗ และร้อยละ ๖๓.๘ ตามลำดับ ซึ่ง ๓อันดับแรกของเหตุผลที่วัยรุ่นใช้ถุงยางโดยถตอบได้มากกว่า ๑ ข้อ คือ ๑.) กลัวท้อง/กลัวแฟนท้องร้อยละ ๕๕.๑ ๒.) ใช้ทุกครั้งเป็นประจำ ร้อยละ ๓๑.๑และ๓.) ไม่มั่นใจว่าคู่นอนมีโรคหรือไม่ ร้อยละ ๒๓.๖
ขณะที่เพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของเยาวชนร้อยละ ๓๖ ไม่ใช้ถุงยางอนามัย โดยร้อยละ ๒๖.๖ ไม่ทันได้เตรียม แต่ดันมีเซ็กส์ ร้อยละ ๒๓.๑ คิดว่าไม่น่าจะท้อง เพราะหลั่งนอก และร้อยละ ๑๘.๒ เคยใส่ถุงยางอนามัยแล้วไม่เสร็จ ไม่ถึงจุดสุดยอด
อย่างไรก็ตาม เมื่อแบ่งผลการสำรวจตามเพศ พบว่า วัยรุ่นชายที่มีเพศสัมพันธ์ใช้ถุงยางอนามัย ร้อยละ ๗๐.๖ ส่วนเพศหญิงใช้ถุงยางร้อยละ ๕๗.๕ ซึ่งเหตุผลของการไม่ใช้ถุงยางของฝ่ายชาย ๕ อันดับแรก คือ๑.) ไม่ทันได้เตรียม แต่ดันมีเซ็กส์ ๒.) เคยใช้ถุงยางอนามัยแล้ว แต่รู้สึกว่าเนื้อไม่แนบเนื้อ ๓.) อายแฟน กลัวแฟนรับไม่ได้ หาว่าไม่ไว้ใจ ๔.) ใส่ถุงยางแล้วไม่เสร็จ ไม่ถึงจุดสุดยอด ๕.) ไม่น่าท้อง เพราะหลั่งนอก
ขณะที่เหตุผลของฝ่ายหญิงคือ ๑.) ไม่น่าท้อง เพราะหลั่งนอก ๒.) ไม่ทันได้เตรียม แต่ดันมีเซ็กส์ ๓.) ใส่ถุงยางแล้วไม่เสร็จ ไม่ถึงจุดสุดยอด ๔.) ใส่แล้วขัดจังหวะ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ๕.) กินยาคุมฉุกเฉินเอาก็ได้ และใส่ถุงยางแล้วเจ็บอวัยวะเพศ
นางสาวดวงเดือน มีมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม จ.นครสวรรค์ กล่าวถึงผลการสำรวจว่า กลุ่มวัยรุ่นตอนต้นอาจยังไม่กล้าซื้อถุงยางเพราะอายุน้อย กลัวว่าคนอาจมองไม่ดี ดังนั้นต้องให้ความรู้ให้วัยรุ่นมีค่านิยมที่ถูกต้อง เช่น รู้เรื่องการใช้ถุงยางว่าเป็นเรื่องปลอดภัยหรือเพศสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่ทันได้เตรียมถุงยางซึ่งผู้ชายก็ไม่ได้เตรียม และผู้หญิงก็ไม่รู้จักการป้องกันที่ถูกต้อง คิดว่ามีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวคงไม่เป็นไร
"อย่างการกินยาคุมอาจลืมกินได้ซึ่งแม้ช่วยให้ไม่ท้อง แต่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้” นางสาวดวงเดือน กล่าว
ด้าน นางกมลทิพย์ ยุทธิวัฒน์ ครูเพศศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ว่า จากผลการสำรวจจะเห็นว่าเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เกิดกับเด็ก เช่น การไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น เด็กน่าจะทำได้ยากขึ้น ด้วยสถานการณ์ในชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดคู่ได้ง่ายขึ้นมีเทคโนโลยีที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศมากขึ้น จึงต้องทำความเข้าใจว่าเด็กอาจมีโอกาสมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น และถ้าหากมีแล้วเป็นเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยหรือไม่ อย่างไร
“อย่างที่เด็ก ม.ต้นใช้ถุงยางน้อยกว่า ม.ปลายอาจเป็นเพราะเขายังไม่มีความรู้ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คิดว่าจะมี เราก็ต้องให้ความรู้เขา และชวนคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้อาจเกิดได้” ครูเพศศึกษากล่าวและว่า ผลการสำรวจยังทำให้เห็นว่าคนทั่วไปยังไม่ตระหนักเรื่องเอดส์ว่าเป็นเรื่องของตัวเอง
นางกมลทิพย์ เสนอว่า หากจะแก้ปัญหาของวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ ต้องไม่แก้ปัญหาแบบฝนตกแล้วกางร่ม แต่ต้องแก้ปัญหาในระยะยาว เช่น ให้วัยรุ่นเข้าถึงถุงยางได้ง่าย มีถุงยางอนามัยแจก รวมถึงจัดให้มีการเรียนการสอนเพศศึกษา หรือให้มีแกนนำเพื่อนในการบอกต่อความรู้ หรือแนะนำกัน เพราะวัยรุ่นมักเชื่อเพื่อนมากกว่าครู ซึ่งการแก้ปัญหาเช่นนี้ต้องใช้เวลา
อย่างไรก็ตาม การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ เป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาย หญิง และเพศทางเลือก อายุระหว่าง ๑๓ – ๑๘ ปี ใน ๙ จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ นครสวรรค์ ระยอง ชลบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช อุดรธานี ชัยภูมิ ศรีสะเกษ และกรุงเทพมหานครจำนวน ๗๙๖ คน
|