มองมุมเยาว์
ห้ามเด็ก “เอากัน” ...ทำได้จริงไหม ผู้ใหญ่

 


      ทำไมนะ ผู้รณรงค์ไม่ลองพยายามหาวิธีฝังความคิดใส่สมองวัยรุ่นดูบ้างว่า...ต้องใช้ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์.. และทำให้ความคิดนั้นฝังไปจนถึงบนเตียง เพราะแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นกว่าการ พยายามฝังความคิดว่า เพศสัมพันธ์นั้นอันตรายทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมและต้องคลอดลูกเฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง

 


          ฉันยืนมองโปสเตอร์รณรงค์ โครงการศึกษาสาธารณสุขร่วมใจเทิดไท้องค์ราชัน ลดโรค เพิ่มสุข วัยรุ่นไทย

          ใบหนึ่งเป็นรูปเด็กผู้หญิงในเครื่องแบบนักเรียนกำลังทำหน้าคล้ายจะสิ้นลม ในมือถืออุปกรณ์ ที่ใช้ตรวจครรภ์ มีคำโปรยว่า "คิดให้ดีก่อนทำ"

          อีกใบเป็นรูปชายในเครื่องแบบนักเรียนกำลังอุ้มทารกตัวน้อย มีคำโปรยว่า "ผู้ชายเป็นต้นเหตุ ให้ผู้หญิงวัยรุ่นคลอดบุตร เฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง" และ "ผลจากการเช็คเรตติ้ง มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นคลอดบุตรเฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง"

          ฉันรู้และเข้าใจว่าโปสเตอร์รณรงค์ชิ้นนี้ ชูปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

          แต่อย่างแรกเลยนะ

          จากความรู้วิชาชีววิทยาพื้นฐานมากๆ การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากอสุจิผสมกับไข่ และไปฝังตัวที่ผนังมดลูก

          ดังนั้น หากบอกว่า "ผู้ชาย" และ "การมีเพศสัมพันธ์" เป็นต้นเหตุ สำหรับฉันมันไม่จริงเลย

          เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ทำให้ผู้หญิงท้องนั้นมีอยู่เป็นล้านๆ คน และการมีเพศสัมพันธ์กันก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงทุกคนท้องเสมอไป

          ประโยคเหล่านี้กระเทือนจิตใจผู้ชายนะที่ไปหาเขาว่าเป็นเหตุเกิดเรื่อง และทำให้วัยรุ่นขยาดต่อคำว่า "มีเพศสัมพันธ์" เพราะมันเป็น "ตัวการร้าย" พร้อมทั้งสั่งสอนว่า ควรคิดให้ดีก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

          แต่ในความเป็นจริง "เพศสัมพันธ์" มันใช่เรื่องที่ต้องใช้ความคิดด้วยหรือ มีใครมาใช้ความคิดเมื่อ "เข้าด้ายเข้าเข็ม" รึเปล่า

          แล้วหากคิดได้ว่าไม่ควร แต่อารมณ์มันวิ่งไปไกลกว่าความคิดแล้ว..จะทำอย่างไร

          ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องแสนธรรมดาที่ร่างกายเราเรียกร้อง เหมือนที่ท้องเราหิวข้าว โดยเฉพาะในวัยรุ่น ยิ่งเป็นช่วงวัยที่พร้อมจะสืบพันธุ์

          ดังนั้น คำว่า "ยังไม่ถึงวัยอันควร" ย่อมใช้ไม่ได้แน่ๆ

          เพราะทั้งร่างกายและอารมณ์ของวัยรุ่นมันแสดงออกแล้วว่า "นี่ล่ะ คือช่วงเวลาอันควรของฉัน"

          แต่ปัญหาคือ ในสังคมปัจจุบัน มันยังไม่ใช่เวลาจะเลี้ยงลูก แต่คือเวลาที่วัยรุ่นต้องเรียนหนังสือ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าผู้หญิงตั้งครรภ์เพราะอะไร ทำไมจึงไม่ป้องกันจากจุดนั้น เมื่อเทคโนโลยีก็ก้าวไปไกล ทำไมจึงไม่สอนให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัย หรือวิธีอื่นๆ

          ทำไมนะ ผู้รณรงค์ไม่ลองพยายามหาวิธีฝังความคิดใส่สมองวัยรุ่นดูบ้างว่า...ต้องใช้ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์.. และทำให้ความคิดนั้นฝังไปจนถึงบนเตียง เพราะแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นกว่าการ พยายามฝังความคิดว่า เพศสัมพันธ์นั้นอันตรายทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมและต้องคลอดลูกเฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง

          บลา..บลา..บลา..

          ยังมีโปสเตอร์อีกใบ เป็นภาพเด็กผู้หญิงยืนมั่นใจอยู่หน้ากระดานดำ พร้อมคำโปรยว่า "ฉันไม่พร้อมมี เพศสัมพันธ์" และต่อไปที่ด้านล่างว่า "กล้าประกาศให้รู้ ชีวิตนี้ไม่มีพลาด วัยรุ่นหญิงในวัยเรียน ต้องกล้าปฎิเสธในการมีเพศสัมพันธ์"

          ขอบอกหน่อยนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของฉันเมื่อเห็นภาพโปสเตอร์รณรงค์นี้ ซึ่งทำให้การรณรงค์นี้ไม่ได้ผลเลยคือ คำถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่าผู้หญิงไม่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์"

          ข้อมูลนี้เกิดจากการอนุมานเอาเองของผู้ทำ หรือการสุ่มตัวอย่าง แต่จากประสบการณ์ของฉันคือ

          ผู้หญิงบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากมีเพศสัมพันธ์ แต่เพราะสังคมแวดล้อมและค่านิยมที่สั่งสอน ว่า "ต้องเป็นคนรักนวลสงวนตัว"

          ..จะซ่าเรื่องไหนก็ต้องไม่ใช่เรื่องเพศ..

          ผู้หญิงที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งในเรื่องนี้คือผู้หญิงไม่ดี และมีคำด่าสำหรับผู้ที่แสดงออกเรื่องเพศ

          อย่างมากมาย ไม่มีใครอยากจะโดนประณามเช่นนั้น จึง "สั่งสอนตัวเองอีกที" ว่าเราไม่ได้มีความต้องการ ทางเพศ ดังนั้น เมื่อมีผู้ชายมาเอ่ยปากขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ก็พยายามจะปฎิเสธ ซึ่งอาจสำเร็จเพราะบางรายผู้ชายอาจหยุด (แต่ในใจผู้หญิงที่ปฏิเสธกลับรู้สึกว่า "ทำไมไม่ดำเนินการต่อ")

          บางรายผู้ชายยังพยายามตื๊อต่อไป และผู้หญิงก็ไม่ได้รู้สึกอย่างจริงจังว่า "ต้องปฎิเสธ" อาจเพราะในใจลึกๆ แล้ว ผู้หญิงเองก็มีความต้องการทางเพศเช่นเดียวกัน ดังนั้น การจะให้พูดอย่าง เต็มปากเต็มคำออกมาว่า "ฉันไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์" ก็คงเป็นเรื่องยาก

          การพยายาม "สะกดจิตผู้หญิงให้ไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์" เป็นผลร้ายต่อตัวผู้หญิงเอง เพราะเมื่อคิดว่า ยังไงเสีย ตนเองก็จะไม่มี จึงไม่เคยมีความรู้เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ รวมไปถึงความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น โรคต่างๆ ที่จะตามมา การรู้จักนับประจำเดือน

          เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้เตรียมพร้อม เช่น โดนบังคับ ข่มขืน อยู่ในอารมณ์มึนเมา หรืออยู่กับคนรักและอารมณ์กำลังพาไปโดยไม่รู้สึกอยากปฎิเสธ จึงเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้มากกว่าผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ

          การออกมารณรงค์ว่า "มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ผิดพลาด กลายเป็นตราบาปในชีวิต" ยิ่งเป็นการตอกย้ำค่านิยมให้สังคมเหยียดวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ รังเกียจผู้หญิงที่ท้องในวัยเรียน และทำให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นรู้สึกเหมือน "โดนทั้งแผ่นดินกดทับ" คิดว่าตัวเองทำความ ผิดรุนแรงและ..ไม่มีค่าอีกต่อไป ทั้งที่เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องอันตราย และไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้าม

          สิ่งที่อันตรายคือ การศึกษา สื่อ และสังคม ที่ไม่เคยให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ป้องกันโรคติดต่อและป้องกันการตั้งครรภ์ ทั้งยังซ้ำเติมคนที่พลาดตั้งครรภ์ในวัยเรียน และไม่เคยมีทางออก ให้นอกจาก...ผู้หญิงต้องก้มหน้าเลี้ยงลูกทั้งที่ไม่พร้อม หากคนไหนไปยุติการตั้งครรภ์และถูกจับได้ ก็โดนประณามว่าเป็น "แม่ใจยักษ์"

          ฉันก็ไม่เคยหยุดสงสัยซะทีว่า สังคมเราจะทำเรื่องธรรมชาติให้กลายเป็นความผิด ราวก่ออาชญา กรรมเพื่ออะไร

          เหตุใดผู่ใหญ่จึงเอาแต่ต่อต้าน กดเก็บความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แม้ว่าเทคโนโลยีและความรู้ เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ค่านิยม การศึกษา และสื่อของสังคมก็ยังคงพูด "เรื่องเดิมๆ" ซึ่งไม่อาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสียที

          อีกอย่างนะ ภาพวัยรุ่นหญิงมัธยมต้นที่นำมาใช้ในโปสเตอร์รณรงค์ชุดนี้ แสดงว่าผู้ทำก็คงรู้แล้วว่า วัยรุ่นเดี๋ยวนี้มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 13-14 ปี แต่ลองพลิกเข้าไปดูเนื้อหาการศึกษาระดับมัธยมต้น ในห้องเรียนสิ ยังทำราวกับเด็ก "ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร" ไม่เคยมีการสอนเรื่องเพศศึกษาในเชิงป้องกัน การรู้ทันอารมณ์ทางเพศ และความรู้ในเรื่องเหล่านี้ที่เอาไปใช้ได้จริงๆ ในชีวิตด้วยซ้ำ

          มีแต่เนื้อหา "สั่ง ห้าม อย่า" เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถยืนยันว่าจะประสบผลสำเร็จได้เลย ฉันขอรับรอง

          ก็ขนาดยืนดูภาพวัยรุ่นชายหน้าตาคมเข้มบนโปสเตอร์นี้ ฉันยังอดคิดในใจไม่ได้ว่า

          "แหม่ คัดหน้าตามาซะหล่อโดนใจ อยากรู้จักจัง

วีดีโอที่เกี่ยวข้องรับชมได้ที่นี่ V

 

 
     
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 37
เนยว่า ยิ่งทำให้รุจักการป้องกัน เด็กยิ่งไม่กลัว......เพราะเด็กรุว่าทำไปก้แค่นั้นเดี๋ยวค่อยป้องกันก้ได้
แต่ไม่คิดถึงเรื่องที่จะตามมา เช่น โรคติดต่อทางเทศ
ทั้งๆที่รู้ แต่ก้ไม่กลัว เพราะเด็ก ยังงัยก้เป็นเด็ก อยากรู้ อยากลอง
ห้ามยังงัยก้ห้ามไม่ได้ เพราะแค่แชทคุยกันไม่กี่นาที ไม่รู้จัก แต่ก้ยังนัดเจอกัน "มีรัยกัน"
เนยว่าสื่อทุกวันนี้มากกว่าที่เปนอิทธิพล
เด็ก.....
(14 พฤศจิกายน 2556  เวลา 17:39:06)
ความคิดเห็นที่ 36
ถ้ามีงานทำ  หารายได้เองโดยไม่เดือดร้อนพ่อแม่  ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน มีการป้องกันการท้องก่อนวัยอันควร ป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ุุได้  และคิดว่าตัวเองไม่มีค่า(สำหรับผู้หญิง) จะเอาใครสักร้อยคนก็ไม่มีใครว่าหรอกลูกเอ๋ย  สังคมทรามทุกวันนี้เพราะคำว่า  สิทธิมนุษยชน
หัวอกพ่อแม่
(17 ตุลาคม 2556  เวลา 14:59:48)
ความคิดเห็นที่ 35
อยากได้คลิปนี้ ไปจัดนิทรรการ
ครูเอี้ยง ขอด่วนครับ
(14 กันยายน 2556  เวลา 21:52:17)
ความคิดเห็นที่ 34
คิดว่าห้ามไม่ได้หรอกคะ เพราะการที่เด็กยอมมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรนั้น มาจากสามัญสำนึกของเด็กคนนั้นด้วยคะ เช่น อาจจะทำเพราะอยากรู้ อยากลอง หรือตามเพื่อนก็มีเยอะแยะไป อาจจะมีปัจจัยในหลายๆด้านที่ทำให้เด็กคนนั้นขาดสติยั้งคิด ข้อสำคัญที่เราไม่ควรมอง้ามนั้นเกิดจากผู้ปกคองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ลูกได้พอสมควรอทำให้เด็กคนนั้นจำเป็นที่จะปรึกษาเพื่อนแทน ทำให้ได้รับคำตอบผิดๆหรือความเชื่อผิดๆ มา ก็เป็นได้คะ
พสุพร กุลภัทรวิจิตร ชคธ.2/1 เลขที่ 25 (มุก)
(9 สิงหาคม 2556  เวลา 22:33:01)
ความคิดเห็นที่ 33
ไม่ควรห้ามค่ะ เพราะปัจจุบันเด็กส่วนใหญ่ก็มักจะรู้จักกับมันดีเกี่ยวกับเรื่องเพศ ผู้ใหญ่จะห้ามเด็กไม่ได้
เด็กก็ต้องควรรู้ว่าพร้อมหรือไม่พร้อม ต้องคิดแหละไตร่ตรองเอาเอง เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาต ที่ห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว :))
เบญจวรรณ สุขจิตร ชคธ.2/1 เลขที่ 19   (มิ้งค์)
(9 สิงหาคม 2556  เวลา 21:11:51)
ความคิดเห็นที่ 32
ในปัจจุบันนี้ไม่มีวัยรุ่นคนไหนที่จะไม่รู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์หรอก..เพราะวัยรุ่นจะชอบคบกันในเชิงชู้สาวเริ่มจากเพื่อนกลายเป็นแฟน
ผู้ใหญ่ควรเปิดใจยอมรับดีกว่าปิดกั้นเพราะอย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเด็กอย่างเราคิดอะไร ทำอะไรอยู่ การที่บอกว่า"ไม่ให้วัยรุ่นเอากัน"ก็ไม่สามารถห้ามได้หรอก
มันอยู่ขึ้นกับอารมณ์ของทั้ง2ฝ่ายว่าตอนนั้นเขามีสติยั้งคิดแค่ไหนเขาอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดู เอาใจใส่ และความรักคนในครอบครัวมีให้เขามากพอหรือไม่' ถ้าเขามีความสุขอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะไปหาความสุขจากคนอื่น
ดังนั้น:การมีเพศสัมพันธ์ก็ควรที่จะป้องกันไว้ก่อนผู้ชายก็ควรใส่ถุงยางส่วนผู้หญิงก็ควรกินยาคุมจะได้สบายใจทั้ง2ฝ่ายและจะได้ไม่มีผลเสียตามมา..
จุฑามาศ ทิพย์สมบัติ ชคธ2/1 เลขที่6
(8 สิงหาคม 2556  เวลา 14:41:01)
ความคิดเห็นที่ 31
การที่เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่เหมาะไม่ควร ....เขาใช้อะไรตัดสิน
อีกอย่าง สภาพแวดล้อมรอบข้างตัวเด็กอย่างพวกเราล่ะมีอะไรดีๆ ที่ผู้ใหญ่ทำให้ดูบ้าง
แล้วผู้ใหญ่เคยคิดจะคุยกับเด็กอย่างเราในเรื่องนี้จริงๆจังๆหรือเปล่า  เรืองแบบนี้มันต้องรับฟังปัญหากันมากกว่ามาบอกว่ามันไม่ดี...
ศศิธร สีขาว ชคธ.2/1 เลขที่1
(8 สิงหาคม 2556  เวลา 14:27:08)
ความคิดเห็นที่ 30
ผมว่านะ ผู้ใหญ่ห้ามไม่ได้หรอก เพราะไปเอากันตอนไหนก้ไม้รู้ ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นน่าจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกทั้งชายและหญิง ถ้าจะมีอะไรกันควรใส่ถุงยางไว้ป้องกันดีกว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ชอบใส่หรอกมันเหมือนมีอะไรมาขัดขวางง่าย มันไม่มันส์ แต่ควรจะป้องกันไว้ดีแล้ว ผู้หญิงก้เช่นเดียวกัน อาจจะกินยาคุมไว้ป้องกันบ้างไรบ้าง :)
นายชยกร เสนจันทร์ิฒิไชย ชคธ.2/1 เลขที่3
(5 สิงหาคม 2556  เวลา 20:31:43)
ความคิดเห็นที่ 29
ต้องถามตัวเองว่า  ถ้าพร้อมจะมีsex   พร้อมที่จะป้องกันไหม  ถ้าพร้อมก็โอเค  ถ้าไม่พร้อม...หากท้อง  เลี้ยงลูกได้ไหม  ... ถ้าเลี้ยงได้ ผมก็โอเคนะ  ที่ผู้ใหญ่บอก เพราะห่วง  เขาก็พยายามทำทุกอย่างแหละให้น้องๆได้มีอนาคตดีๆ  ไม่ได้ห้าม เอากัน  แต่มีอะไรกันแล้ว  ใครล่ะได้รับผล  ผมก็เคยเป็นวัยรุ่น  เวลาหน้ามืดขึ้นมาก็แทบกระโดดกระแทกข้างฝา  เข้าใจ  อดอยากปากแห้งมานาน  เพิ่งได้แต่งงานตอนอายุ 36  แก่เลย ...  สำรวจตัวเอง  ที่บอกว่ารักเมื่อพร้อม  ถ้าพร้อมก็ไม่ว่า  ...........
ดร.เทวินทร์  วารีศรี
(31 กรกฎาคม 2556  เวลา 10:39:01)
ความคิดเห็นที่ 28
เหอะๆๆๆ บอกประโยคนึงนะ ไอ้...คนเขียนโปสอ่ะเคยถามไหมว่า เด็ก แมร่งมีอารมหรือยัง จะห้ามเขาอ่ะ
ห้ามตัวเองได้หรือยัง
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
(5 กรกฎาคม 2556  เวลา 21:59:22)
ความคิดเห็นที่ 27
eQklN3 Fantastic article post.Thanks Again. Awesome. http://crork.com/
free bookmarks
(10 มิถุนายน 2556  เวลา 20:22:03)
ความคิดเห็นที่ 26
z4NkYy I cannot thank you enough for the blog.Really thank you! Fantastic.
social bookmarking service
(6 มิถุนายน 2556  เวลา 18:19:36)
ความคิดเห็นที่ 25
..เพศสัมพันธ์..เป็นเรื่องธรรมชาติ ของมนุษย์ นั่นคือ การขยายเผ่าพันธ์ การดำรงค์ซึ่งเผ่าพันธ์..ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ เป็นสิทธิโดดยชอบธรรม ของมนุษย์....
ิBall  NFA
(6 มิถุนายน 2556  เวลา 13:45:49)
ความคิดเห็นที่ 24
ห้ามฟ้าห้ามฝนห้ามคนเอากันไม่ได้
คน
(17 เมษายน 2556  เวลา 15:42:51)
ความคิดเห็นที่ 23
พวกคุณลองถามตัวคุณเองก่อนดีกว่าว่ามีอารมณ์ทางเพศไหม
ยิ่งคุณกรีดกันวัยรุ่นก็ยิ่งเก็บกด กดดันตัวเอง ซักวันชายแท้จะหายาก เพราะไม่ต้องกลัวท้อง
ชีวิตที่เคยผ่าน
(20 มีนาคม 2556  เวลา 01:32:29)
ความคิดเห็นที่ 22
คนเราควรมีเพศสัมพันธ์เมือ "พร้อม" คุณมีเงินของตนเองรึยัง, คุณเลี้ยงดูคนอื่นได้ไหม,คุณมีงานทำรึยัง,คุณมีปัจจัยสี่เป็นของตนเองไหม...  ถ้ายังละก็ "ช่วยตัวเองไปก่อนเถอะ"  เราไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
"sex" เป็นเรื่องธรรมชาติ... เป็นสิ่งที่สวยงามและทำให้ชีวิตเรามีความสุข  แต่ถ้าทำผิดกาละเทศะหรือผิดธรรมชาติละก็... "นรกชัดๆ"    
t_mom
(25 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 14:54:45)
ความคิดเห็นที่ 21
คนที่ไปด่าว่าคนเขียนก็ออกจะconservativeไปหน่อยนะคะ
สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว คุณควรยอมรับมันและสั่งสอนอบรมให้รู้จักการป้องกัน
ไม่ใช่การห้าม รวมไปถึงควรสอนการดูแลตัวเองเมื่อเกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจ
การที่เราไม่ยอมรับมัน ไม่ได้ช่วยให้มันลดลงหรือหายไปหรอกค่ะ

เรา17จะ18 แล้วก็ยังเป็นหญิงพรหมจารีย์อยู่ค่ะ เราจะดูแลความประพฤติของเรา
เราเองเป็นคนนึงที่ไฝ่ฝันจะมอบสิ่งนั้นให้กับสามีที่แต่งงานเพียงคนเดียวเท่านั้น
แต่หากเราไม่สามารถทำได้ เราจะไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่
แต่หาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนรอบข้าง และแน่นอนว่าไม่ใช่ทำแท้งแน่นอนค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ชอบบทความอลินนะ
.......
(7 ธันวาคม 2555  เวลา 19:45:55)
ความคิดเห็นที่ 20
ในขณะที่กฎหมายคุ้มครองเรื่องเพศ ยังให้ความสำคัญกับอายุในฐานะผู้เยาว์ แต่เรากำลังจะมาส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์กัน ถ้าอย่างนั้นคงต้องระบุว่า อนุญาตให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่ออายุเท่าไร ลองกลับมาทบทวนเจตนารมณ์ของกฏหมายกันใหม่ดีไหม จะได้ข้อสรุปว่าสังคมจะไปทางไหนกันแน่ จะคุ้มครองหรือจะส่งเสริม
ห่วงใยสังคม
(5 ธันวาคม 2555  เวลา 01:26:13)
ความคิดเห็นที่ 19
สวัสดีครับ ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า มันเกินไปรึเปล่าที่บอกว่า "การมีเพศสัมพันธ์ก็เหมือนท้องหิวอยากกินข้าว"
ผมว่ามันไม่ใช่ ตอนนี้ผมอายุ 15 แน่นอนครับ มันก็ต้องมีการอยากมีเพศสัมพันธ์อยู่แล้วเป็นปกติ แต่...
ในใจมันก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี
     ที่จริงก็เคยคิดว่า"ทำไมต้องห้ามให้ห้ามมีเพศสัมพันธ์ด้วย" เพราะกก็เหมือนที่บอกคือร่างกายมันเรียกร้องและบอกว่าพร้อมแล้ว ไหนจะมีอสุจิ ฝันเปียก ส่วนผู้หญิงก็เม็นมา เป็นสัญญาณว่า สามารถให้กำเนิดชีวิตได้แล้ว
     แต่หลังๆมาก็เริ่มคิดถึงว่า ในปัจจุบันนี้ค่านิยมคือห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ผมเลยมาคิดว่าทำไมจึงได้เหตุมาว่า
    สังคมสมัยนี้แน่นอนการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญเพื่อการไปเรียนต่อ สอบเข้าทำงานดีๆมีงานมีเงิน เลี้ยงตัวเอง พ่อแม่ ครอบครัว ถ้าเกิดมีเพศสัมพันธ์กันวัยเรียน แล้วท้องโดยไม่ตั้งใจ คือหมดอนาคต เพราะ เราจะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงดูลูกตัวเองทั้งๆที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย ต้องเอาภาระเด็กที่เกิดมาเนื่องจากความต้องการพียงชั่วครู่ ความลำบากในการเลี้ยงดูคงรับไม่ไหวหรอก ถ้าให้พ่อแม่เลี้ยงมันก็เหนื่อยท่านอีก ไหนต้องเลี้ยงดูลูกตัวเองกับหลาน เราก็ต้องออกมาเลี้ยงลูก ถ้ามีฐานะหน่อยแล้วพ่อแม่ยังคงพอยอมรับก็อาจจะหยุดเรียนไปคลอดลูกสักปีหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคนที่ฐานะไม่ค่อยดีละ ไม่พ้นทำแท้งหรือเอาเด็กไปทิ้ง ซึ่งเป็นการฆ่ามนุษย์ อย่าคิดว่า ท้องแค่เดือนสองเดือนเด็กมันยังไม่มีชีวิต ไม่รู้สึกอะไรนะครับ ตั้งแต่ปฏิสนธิมันก็เกิดชีวิตที่กว่าจะได้มาเกิดต้องทนว่ายแข่งกันมาถึงไข่อีก อยู่ๆต้องมาตายเพราะความไม่พร้อม
     ก็คือการมีเพศสัมพันธ์กันในวัยเรียนมันไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เพราะต้องการ"เงิน" แต่ถ้าสมัยยุคหินที่นอนในถ้ำ ล่าสัตว์ก็ว่าไปอย่าง (แต่อาจจะไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องลูกเพราะยังไม่โตพอที่จะสู้กับสัตว์ร้ายต่างๆ)
     
     แล้วการป้องกันจากจุดที่ว่า "ทำไมถึงท้อง" "ตอบ : ท้องเพราะอสุจิกับไข่ไปปฏิสนธิกัน" แล้วไปแก้ตรง "ใช้ถุงยาง"เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องเวลามีเพศสัมพันธ์เนี้ยนะ ผมคิดว่า เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะอะไร
     แสดงว่า ถ้าคุณต้องการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่ากับใครก็ตาม ก็มีได้เลยเหรอ? อยากมีก็มี มีแล้วจบไป แสดงว่า กว่าจะแต่งงานก็ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่คนสิถูกไหม
     ไอ้การที่วัยรุ่นท้องเราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุอย่าง"ใช้ถุงยาง" เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเพราะ"อยากรู้อยากลอง ต้องการ" เราก็ต้องปลุกจิตสำนึกว่า "มันยังไม่ควร" เราเป็นสัตว์ประเสริฐ ไม่ใช่ลิงชิมแปนซีที่ให้ตัวผู้เอากันหลายๆตัวเพื่อชีวิตรอดของลูกลิงกันการฆ่าโดยลิงตัวผู้อื่น

ผมเป็นคนหนึ่งนะที่ อยากให้คนที่เราแต่งงานด้วย เป็นคนที่ยังไม่เคยผ่านใครมาก่อน เพราะรู้สึกว่าถ้าผ่านใครมาแล้วนี่มันเหมือนกับคนที่เคยเสพกามมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าSEX เป็นสิ่งที่พอได้มาไม่ใช่พอแค่นั้น มันก็เหมือนกับแก้วไร้ก้นที่ยิ่งเติมก็ยิ่งต้องการมากขึ้น
แต่ยังไงซะ ถ้ารักจริงมันก็แต่งอยู่แล้วละ แต่จะบอกคือว่า "ถ้าซิงจนกว่าจะแต่งงานมันจะดีกว่าไหมละ?"
แน่นอนเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้หญิงหรือชายคนนั้นเคยรึยัง เพราะผู้หญิงแค่ออกกำลังกายหนักๆ เยื่อพรมมันก็ขาดเองได้อยู่แล้ว ผู้ชายเวลาช่วยตัวเองเส้นนั้นมันอาจจะเผลอขาดได้เหมือนกัน

   ความอยากมีเพศสัมพันธ์มันก็เป็นเรื่องธรรมชาตินั่นละครับ แต่สำหรับวัยรุ่นผมคิดว่า เราเองคงยังไม่ต้องการมีลูก ไม่ต้องการสืบพันธ์ตอนนั้น ไม่ต้องการภาระแน่นอน (เพราะแค่เรียนก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว)
   ผมคิดว่าสำหรับวัยรุ่นตอนนี้การมีเพศสัมพันธ์มันก็คือ "ความสนุก ความอยากลอง ความต้องการที่ไม่ใช่เพราะอยากสืบวงศ์พงตะกูล" มันเป็นเพียงแค่"อยาก"เท่านั้น

ขอบคุณครับ
ผ่านมา
(14 พฤศจิกายน 2555  เวลา 19:30:51)
ความคิดเห็นที่ 18
คำพูดที่ว่า  have Sex เหมือนหิวข้าว"คิดว่าพูดเกินไป"คุณมี Sex ทุกครั้งที่อยากมีหรือ....ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุใด?
ผู้หญิงไม่รู้ด้วยซำ...ว่าอยากมีเพศสสัมพันธ์.....อยากทราบว่าผู้หญิงยุคไหน....ใช่ยุคที่คุณอ้างว่า....วัยรุ่นรูอะไรมากมาย....แต่ผู้ใหญ่ตามไม่ทัน ครำครึ หัวโบราณรึเปล่า?
..ทุกคนอยากช่วยให้สังคมสีทั้งนั้น....คนที่ทำสื่อก็เช่นเดียวกัน....ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ใช่.....ไหนคุณบอกมาซิว่า แล้ววิธีการที่คุณคิดว่าใช่คืออะไร....แล้วคุณมีวิธีการอย่างไร.....ส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปัญหา...มักจะมีคนที่ชอบแสดงตนว่าเป็นพระเอก...นางเอก...ออกมาโจมตี ว่าคนนั้นไม่ดี...วิธีนี้ไม่ใช่.....แต่ก็ไม่เคยมีทางออก(โดยการกระทำที่คุณทำแล้วเห็นผลจริง)ให้เลย
...เด็กที่เกิดปัญหา....คุณลองไปสืบค้นดูซิว่า....พื้นฐานครอบครัว สิ่งแวดล้อม ของเขาเป็นอย่างไร??
...เราไม่ควรจะมาโทษ...ว่าเป็นความผิดของใคร...ควรมาดูทั้งระบบ.....ไม่มีสื่อใด....วิธีการใด...ที่จะสามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ ....หรือคุณ(เหมือนจะอวดตัวว่าเก่ง) ก็ลองบอกวิธีเจ๋งๆมาซักวิธีซิคะ....จะได้ไปลง กินเน็ตบุ๊ค...ให้
คนๆหนึ่งที่ห่วงเยาวชน
(3 พฤศจิกายน 2555  เวลา 17:21:13)
ความคิดเห็นที่ 17
ได้ไอเดียไปสอนลูกสาวละ ตอนนี้อยู่ ป.2
แม่แก้มอิ่ม
(3 ตุลาคม 2555  เวลา 12:37:31)
ความคิดเห็นที่ 16
น่าจะมีที่กดไลค์นะคะ ชอบในหลายๆความคิดเห็น
แต่ทุกคุวามคิดเห็นสะท้อนให้เห็นว่า เราไม่ได้มองข้ามเรื่องเหล่านี้เลย >_<
พุทธชาติ  อันชำนาญ
(1 ตุลาคม 2555  เวลา 13:34:55)
ความคิดเห็นที่ 15
เรื่องเด็กมีเซกส์ ทุกวันนี้สังคม โดยเฉพาะผู้ใหญ่ต้องยอมรับได้แล้วล่ะค่ะ ว่ามันเป็นเรื่องปกติ (แม้ว่าจะขัดๆ กับที่สั่งสอนกันมานมนาน) แต่เรื่องใหญ่ที่ควรจะ focus มากกว่านั้น คือตัวผู้ใหญ่เองไม่ใช่หรอคะ ที่ต้องบอกเด็กสิว่า เมื่อถึงเวลานั้นเราจะสามารถป้องกันตัวเองได้ยังไง ..ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ไม่มีใครก็พูด กล้าบอก เพราะเหมือนกับยิ่งบอกเหมือนยิ่งยุ ให้ทำ ..ก็นี่ไงคะผลลัพธ์ พอไม่บอก เด็กก็ไม่รู้ สุดท้ายก็นอนด้วยกันอยู่ดี แล้วก็นอนกันด้วยความไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ไม่เคยมีคนสอนด้วยสิ ..ก็เลยท้อง..ตรรกะง่ายๆ ..พอเถอะค่ะที่บอกว่าควรห้ามใจๆ สังคมเปลี่ยนไปไกลมากแล้ว
วัยรุ่นคนนึง
(30 กันยายน 2555  เวลา 22:08:45)
ความคิดเห็นที่ 14
พลาดแร้วก้อเริ่มใหม่  มีโอกาสสำหรับเราเสมอๆ
mmob
(21 กันยายน 2555  เวลา 13:49:53)
ความคิดเห็นที่ 13
การมีเพศสัมพันธุ์นั้นอาจเกิดขึ้นในวัยเรียนบางทีอาจจะตั้งท้องเเละทำให้ต้องเลิกเรียนแต่ชีวิตคนเราจะต้องมีการพิดพลาดกันได้
กมลพัฒน์  เอี่ยมสงคราม
(21 กันยายน 2555  เวลา 13:34:03)
ความคิดเห็นที่ 12
ควรจะมีคลิปตัวอย่างมาให้ดูไม่ต้องตรงก็ได้แค่ให้พอรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่ต้องยับยั้งใจไม่ให้เกินเลย
titichai
(21 กันยายน 2555  เวลา 13:33:59)
ความคิดเห็นที่ 11
เป็นคนนึงค่ะ ที่มีลูกสาววัย 17 หน้าตาจัดว่าดีเลยทีเดียว กลุ้มใจเช่นกันค่ะ แต่คงทำได้แค่สอนลูกให้รู้จักดูแลตัวเอง
ก็คุยและพูดกันตรงๆ ค่ะ แอบไปแอดเฟสบุ๊คเป็นเพื่อนของลูกไว้ (โดยใช้ชื่อคนอื่น) เพื่อติดตามดูพฤติกรรมลูก
ก็รู้วาลูกมีแฟนค่ะ ได้แต่บอกตัวเองให้ทำใจ แล้วค่อยๆ สอนลูก ไม่ห้ามลูกที่จะมีแฟน แต่ค่อยๆ สอนค่อยๆ ชี้ให้ลูกสาว
เห็นถึงความผิดพลาดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เคยบอกลูกตรงๆ ว่า " แม่ไม่ห้ามนะ เรื่องแฟน มีได้เป็นเพื่อนกัน ส่งเสริมกันเรียน ผู้ชายคนไหนถ้าไม่รักอนาคตตัวเองจะหวังให้เค้ามารักเราจริงๆ จังคงจะยาก แล้วอีกอย่างถ้าหนูเรียนไม่จบ อีกหน่อยหนูจะทำงานอะไร เห็นมั้ยเด็กคนนั้นไม่เรียนหนังสือ มีลูกก่อนด้วยความไม่พร้อม เวลาหนูแต่งตัวไปโรงเรียน แม่เห็นนะเค้าแอบมองลูก เค้าคงอยากไปเรียน ไปเจอเพื่อน แต่ก็ไปไม่ได้ ต้องขายของหาเงินเลี้ยงลูกของตัวเอง  ถ้าเค้าไม่ทำผิดพลาด ป่านนี้คงแต่งตัวไปโรงเรียนเหมือนหนูแล้วล่ะ ... ดูสิ ในขณะที่ผู้ชายได้ไปเรียนเหมือนเดิม เพราะพ่อแม่ผู้ชายส่งให้ลูกตัวเองเรียนต่อ แต่เด็กผู้หญิงไม่ได้เรียน ต้องนั่งเลี้ยงลูก แล้วก็ทะเลาะกันทุกวัน ไม่ดีเลย " .. ก็ดูเค้า คิดตามดีค่ะ แต่ไม่รู้ว่าคล้อยหลังแม่ไปแล้ว จะเป็นยังไงบ้าง .. กลุ้มค่ะ

ยอมรับค่ะ ว่าห่วงลูกมากๆ แต่ห้ามไม่ได้ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ...
คนเป็นแม่คน
(15 กันยายน 2555  เวลา 19:12:54)
ความคิดเห็นที่ 10
อยากให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีหน้าที่ดูแลเยาวชนวัยรุ่น ไม่ว่าจะถูกเรียกชื่อว่าอะไร"พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ นักการศึกษา ผู้บริหาร เจ้ากระทรวง ฯลฯ "เหล่านี้มีความตั้งใจจริงที่จะดูแลและแก้ไขปัญหาโดยไม่มีเงื่อนไขของการเมือง ผลประโยชน์และหรืออำนาจหน้าที่"เชื่อว่าปัญหาต่างๆก็จะทุเลาเบาบางลงได้
ป้าติ๋ม
(15 กันยายน 2555  เวลา 11:54:49)
ความคิดเห็นที่ 9
อายุเป็นปัจจัยสำคัญในการคิดและไตร่ตรองตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการฝึกให้คนโดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีความคิดเป็นระบบหรือคิดแบบมีเหตุมีผลจะช่วยลดความเสี่ยงในหลายเรื่องซึ่งการคิดเป็นระบบเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นมาก ผู้ใหญ่ในเมืองไทยส่วนใหญ่ก็ยังคิดไม่เป็นระบบเลย  ดังนั้นการที่เด็กคิดไม่เหมือนผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด  แต่สิ่งที่เด็กยุคใหม่มักลืมคิดไปคือความเหมาะสมตามบุคคลและกาลเทศะ ด้วยการมีประสบการณ์ชีวิต และข้อมูลที่ไม่รอบด้าน  ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศนี้ได้อีกวิธีหนึ่งคือการจัดหรือทำหลักสูตรการพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบให้กับเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลมาเลย ซึ่งการคิดเป็นระบบนั้นแท้จริงก็คือการคิดแบบอริยสัจสี่ของพระพุทธเจ้านั่นเอง คือวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาหรือทุกข์ถูกต้อง จนกระทั่งคิดไปถึงหนทางแก้ทุกข์
ประชิต  สุขอนันต์
(13 กันยายน 2555  เวลา 17:20:41)
ความคิดเห็นที่ 8
>>> มีใครมาใช้ความคิดเมื่อ "เข้าด้ายเข้าเข็ม" รึเปล่า
"ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ทำให้ผู้หญิงท้องนั้นมีอยู่เป็นล้านๆ คน"

>>> ค่านิยมที่สั่งสอน ว่า "ต้องเป็นคนรักนวลสงวนตัว"
ค่านิยมนี้เป็นปัญหา แต่ค่านิยมที่ปล่อยตัวปล่อยใจ กลับไม่เป็นเป็นปัญหา?

>>> คำว่า "ยังไม่ถึงวัยอันควร" ย่อมใช้ไม่ได้แน่ๆ
"ในสังคมปัจจุบัน มันยังไม่ใช่เวลาจะเลี้ยงลูก แต่คือเวลาที่วัยรุ่นต้องเรียนหนังสือ"
ดูเหมือนว่า ข้ออ้างเดียวที่สนับสนุนว่า "นี่ล่ะ คือช่วงเวลาอันควรของฉัน" ก็คือ ร่างกายมันพร้อม
ส่วนเหตุอื่นๆดูจะขัดแย้งหมด

>>> ผู้หญิงต้องก้มหน้าเลี้ยงลูกทั้งที่ไม่พร้อม หากคนไหนไปยุติการตั้งครรภ์และถูกจับได้ ก็โดนประณามว่าเป็น "แม่ใจยักษ์"
การกระทำอย่างนั้น ยังไม่นับว่าผิดอีกหรอครับ
และรู้ทั้งว่าผลที่ตามมา มันสามารถก่อให้เกิดผลที่...เลวร้ายได้ขนาดนั้น ก็ยังจะดันทุรังทำลงไปอีก อันนี้ ควรโทษใครครับ
ผมว่า อย่ามาเบี่ยงประเด็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิด ดีกว่าครับ
ส่วนที่ผิด ก็ต้องยอมรับก่อนว่ามันผิดจริง
ยอมรับแล้ว ก็มาหาทางแก้ต่อ

>>> ทำเรื่องธรรมชาติให้กลายเป็นความผิด ราวก่ออาชญา กรรมเพื่ออะไร
ชอบอ้างกันเหลือเกินนะครับ ว่ามันเป็น "เรื่องธรรมชาติ"
ไม่ผิดครับ
แต่ว่า เหตุคือธรรมชาติเป็นคนรักสนุกอย่างนี้ ผลมันก็มีธรรมชาติที่จะติดเอดส์+ตั้งครรภ์ ก็เหมาะสมกันกับเหตุดีไม่ใช่หรอครับ
ถ้าจะดันทุรังเรียกผลลัพธ์อย่างนี้ว่าไม่ใช่ความผิด... ธรรมชาติทุกอย่างของมนุษย์ก็ไม่มีอะไรผิดหรอกครับ แม้แต่การฆ่าคน
คุณพูดเหมือนว่า เหตุมันไม่ผิด แต่ผลมันผิด ดังนั้น ผลต้องถูก การทำแท้งต้องถูก
ทางเลือกมีอย่างน้อย 3 ทาง 1 วัดค่าความจริงใหม่ 2 เปลี่ยนชุดตรรกะ 3 ข้อสรุปนี้เป็นเท็จ


ไม่เถียงครับว่าเราต้องสอนเรื่องการป้องกัน แต่ผมว่า ไม่เห็นต้องไปโอ๋เด็กเลย

>>> "แหม่ คัดหน้าตามาซะหล่อโดนใจ อยากรู้จักจัง”
ถ้าคุณมีลูก และผมหาวิธีมีอะไรกับลูกของคุณได้จนสำเร็จอย่างปลอดภัย
คูณจะแฮปปี้กับข้อเท็จจริงนี้จริงๆหรอครับ (ถ้ายังไม่รู้สึกอะไร ผมไม่อยากพูดหรอก แต่เปลี่ยนจากลูกของคุณเป็นว่าผมมีอะไรกับแม่ของคุณแทน คุณจะได้เรียกผมว่าพ่อ) (ผมทำตามธรรมชาตินะ)
โดนเข้าอย่างนี้ ถ้าไม่โกรธก็โกหกแล้วครับ
.
.
.
และมันก็เป็นความเจ็บช้ำน้ำใจอันนี้เอง ที่ทำให้เราสร้าง "สั่ง ห้าม อย่า" ขึ้นมาเพื่อปกป้องคนที่เรารัก
(ข้อโทษด้วยครับที่ต้องใช้ตัวอย่างที่แรงขนาดนี้ แต่ไม่ใช่นั้น สารอาจจะไปไม่ถึง ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่คุณใช้ทำนองการเขียนแบบนี้)


หวังว่า บทความชิ้นต่อไป คงไม่ใช่ "ห้ามเด็กเป็นคนอกตัญญู ทำได้จริงหรือ ผู้ใหญ่" นะครับ
เพราะคนยุคนี้ อาจจะไม่ใช้ค่ากับการรู้คุณคนอีกต่อไปแล้ว
WTF
(12 กันยายน 2555  เวลา 04:38:44)
ความคิดเห็นที่ 7
เข้าใจนะกับปัญหาทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่น ทุกปัญหามีทางออก ถ้าเรารู้จักป้องกัน
ผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก
(10 กันยายน 2555  เวลา 16:09:01)
ความคิดเห็นที่ 5
น้องๆวัยรุ่นที่รักทุกคน ต้องรักตัวเองให้มากๆ บางครั้งไม่มีใครสอนเราแบบวัยรุ่นต้องการ

การสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ผู้สอนต้องเก่งจิตวิทยาด้วยและรู้ทันศัพท์วัยรุ่นด้วย เอาครูจบตรงมาจริงแต่ขาด

ทักษะชีวิตไม่รู้วัยรุ่นเขาทำอะไรแล้วตอนนี้ ครูเคยโดดเรียนไปดูหนังกะเพื่อนป่าว มันต้องเอาครูมืออาชีพมาสอน

เรื่องนี้ พวกเราวัยรุ่นเราก็อยากเป็นคนดีไม่อยากอุ้มท้องก่อนเรียนจบ คุณครูขาเข้าใจวัยรุ่นป่าว.......
คนสวยอาชีวะ
(8 กันยายน 2555  เวลา 11:11:18)
ความคิดเห็นที่ 4
คนเราคล้ายกับเดรัจฉานแทบทุกอย่างเลย
คือ กิน นอน และเสพกาม
แต่ต่างกันตรงที่ ความละอาย
PM
(7 กันยายน 2555  เวลา 21:02:54)
ความคิดเห็นที่ 3
เออ.....เรื่องเพศและความต้องการทางเพศนั้น ...เป็นสัญชาตญาณปกติของสัตว์ทุกชนิด คนเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้...ดังนั้นเราท่านทั้งหลายควรเปิดใจกว้างๆสักหน่อย พึงโปรดพิจารณาความคิดเห็นดังกล่าวว่า...เรื่องเพศและอารมณ์ทางเพศย่อมมีในชีวิตจริงของเรา ..ดังนั้นจึงควรหาวิธีทำความเข้าใจ เพื่อให้ปัญหาที่เราพบอยู่ทุกยุคทุกสมัย  แต่ยังหาวิธีแก้ไขไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควรจะเป็น...ถ้าหากเราห้ามไม่ได้ ...ก็ควรหาวิธีป้องกันดีกว่ากระมัง...เช่นการรณรงค์ ปลูกฝัง การใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ในกรณีที่ยังไม่พร้อม และยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน น่าจะดีกว่าวิธีห้ามทั่วๆไป
     อนึ่ง ผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายก็โปรดเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงและสังคมไร้พรมแดนในปัจจุบัน....ยอมรับดีกว่า...ที่จะห้ามปรามกัน นะครับ.....
     และขอฝากถึงวัยรุ่นทั้งหลายโปรดใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตให้มากๆ แล้วอนาคตที่ดีไม่ไกลความจริงหรอกครับ...
ดร.ฤกษ์ชัย  พลศรี
(7 กันยายน 2555  เวลา 20:24:28)
ความคิดเห็นที่ 2
ในโลกแห่งความเป็นจริง วัยรุ่นมักไปไกลเกินกว่าที่ผู้ใหญ่คิด เพราะเขาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้รวดเร็วไม่ว่าอยู่ที่ไหน ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องควรหัดมาใส่ใจและเปิดใจที่จะคุยและยอมรับฟังเรื่อง อย่างว่า ,อารมณ์ ,ความรู้สึก เพื่อไม่ให้สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว อย่างน้อยๆก็ดีกว่าไม่ป้องกันเลย แต่หากมันพลาดไปแล้วจะได้สอนเป็นคติเตือนใจกันต่อไป
beer
(6 กันยายน 2555  เวลา 15:17:00)
ความคิดเห็นที่ 1
ดั่งคำพังเพยที่ว่า "ยิ่งห้ามเหมือนกับยิ่งยุ" สื่อทุกวันนี้..จะทำอะไรลงไปต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนก่อนว่าจะมีผลด้านลบหรือด้านบวก  มากกว่ากัน..เพราะสื่อลักษณะนี้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้มาก..และมีอิทธพลมากด้วย...ควรจะเป็นลักษณะเตือนใจ...การรู้จักป้องกัน..และถึงผลที่ตามมา..มากกว่า
กิจจา  ไชยเยศ
(6 กันยายน 2555  เวลา 10:06:09)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19550337