สาระสารพัน : บทความพิเศษ
ตัวอ่อน = อสุจิ + ไข่

สวัสดีค่ะ

วันนี้ คุณครูมะม่วงจะสอนเรื่องการแก้สมการตัวอ่อนค่ะ

สมการตัวอ่อน คือตัวอ่อน = อสุจิ + ไข่ โดยที่ตัวอ่อนจะเติบโตเป็นทารก และเกิดมาเป็นคนในที่สุด หากไม่มีอะไรผิดพลาดระหว่างนั้น

ตั้งแต่ที่คนเรารู้จักสมการนี้จนถึงวันนี้ เราก็พยายามหาทางที่จะทำให้สมการนี้ไม่เกิดขึ้น ไม่เป็นจริง

วิธีการก็ “ไม่ยาก”เลยค่ะ แค่ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ให้อสุจิกับไข่มาเจอกัน ตัวอ่อนก็ไม่เกิดแล้ว ยากไปหรือเปล่าคะ

ถ้ายาก เป็นไปไม่ได้แน่ๆ เราก็ต้องตัดอสุจิ หรือไข่ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการลดจำนวน หรือ ความสมบูรณ์ลง

ถ้าจะต้องเจอกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้อสุจิมีปริมาณน้อยมากเกือบเท่ากับศูนย์ ก็จะเหลือแต่ไข่ ซึ่งแน่นอนตัวอ่อนไม่เท่ากับไข่แน่ๆ หรือไม่ให้มีไข่ที่สมบูรณ์ ก็จะเหลือแค่อสุจิ และเช่นกัน อสุจิไม่เท่ากับตัวอ่อนแน่ๆ

ถ้าทำได้ ตัวอ่อนก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะสมการไม่สมบูรณ์

วันนี้ เราจะมาดูว่า ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนมาถึงรุ่นเรา พยายามหาวิธีการใดบ้างที่จะทำให้สมการนี้ไม่เกิดขึ้น เรามาเริ่มต้นจากอสุจิกันก่อนค่ะ

ในปี ๑๙๕๐ คุณหมอทั้งหลายก็พอรู้เลาๆ แล้วว่า มียาบางชนิด เช่น ยาที่รักษาความดันโลหิตสูง และโรคทางจิตเภท ทำให้คนไข้ชาย “ปลอดเชื้อ”คือมีอสุจิปริมาณน้อยถึงไม่มีเลย แต่ยังไม่รู้ว่า ยานี้เข้าไปทำอะไรกับร่างกายส่วนอื่น นอกจากลดความดันโลหิต และรักษาอาการผิดปกติทางจิต

จน ๕๖ ปีให้หลังเราก็รู้ว่าทำไมและเพราะอะไร เมื่อนักวิจัยพบว่า ยาทั้ง ๒ ชนิดนี้มีผลต่อกล้ามเนื้อท่อส่งอสุจิ แปลว่า ร่างกายผลิตอสุจิได้เหมือนเดิม แต่มีปัญหาเรื่องการส่งอสุจิออกนอกร่างกาย แปลอีกทีได้ว่า มีผลกระทบกับสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ซึ่งหมายถึงอวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือไม่มีอารมณ์ และไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ การค้นพบนี้จึงนำไปสู่การผลิตยาคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย แต่ยังคงสมรรถภาพทางเพศอยู่ แต่ยังอีกนานค่ะ รอไปก่อน

ยาอีกหนึ่งตัวที่จะไปตัดอสุจิออกจากสมการ คือ RISUG มาจากชื่อเต็มว่า Reversible Inhibition of Sperm Under Guidance ยานี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาตัวยาในระยะที่ ๓ และกำลังทดลองใช้ในอินเดียค่ะ เป็นยาที่ฉีดเข้าไปที่ท่อนำอสุจิที่เป็นเส้นทางที่จะส่งอสุจิจากอัณฑะไปยังท่อปัสสาวะ โดยยานี้จะไปขวางทางท่อส่งอสุจิ อสุจิที่ฝ่าด่านออกมาได้ก็จะสะบักสะบอม เหนื่อยจนไม่สามารถเจาะเข้าไปในไข่ได้ ก็เหมือนเราเอา “บิ๊กแบ็ก”หรือถุงขนาดใหญ่ไปกั้นน้องน้ำช่วงน้ำท่วมน่ะค่ะ กั้นยังไงน้ำก็ยังซึมผ่านมาได้ แต่ในปริมาณที่น้อยมากจนไม่ส่งผลให้น้ำท่วมมากมาย ยานี้ฉีด ๑ เข็มอยู่ได้ ๑๐ ปีและไม่มีผลข้างเคียง และยังไม่มีวางจำหน่ายค่ะ

และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า พาทาเลต (Phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้พลาสติกอ่อนตัว มีความยืดหยุ่นก็เลยเอาไปใส่พลาสติกที่ทำของเล่นเด็ก หรือขวดพลาสติกใส่ของเหลวต่างๆ เช่น ขวดแชมพูที่สามารถบีบได้

แน่นอนค่ะว่า สารเคมีนี้มีผลต่อร่างกายคนในระบบสืบพันธุ์ โดยสามารถหยุดการผลิตฮอร์โมนเพศชาย หรือเทสโทสเตอโรน ทำให้ปริมาณอสุจิลดลง นักวิจัยที่ Population Council หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าสภาประชากร ก็เลยคิดว่าน่าจะเอาคุณสมบัติเฉพาะของพาทาเลตนี้ไปทำยาคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย

และที่สภาประชากรอีกเช่นกัน นักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องยาคุมกำเนิดอีก ๑ ชนิด คือ แอดจูดิน (Adjudin) ที่จะไปทำให้อสุจิอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถผสมกับไข่ได้ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นยานี้ในรูปแบบกอเอี๊ยะ หรือพลาสเตอร์แปะบนผิวหนัง หรืออาจจะเป็นยาฝังใต้ผิวหนัง

ขณะที่ยาคุมกำเนิดที่ผู้หญิงใช้กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะยังมีผลข้างเคียงอยู่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักเพิ่ม เลือดออกกะปริบกะปรอย

ถ้าผู้ชายใช้ยาคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายแทนก็จะช่วยเรื่องผลข้างเคียงที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายกินยาคุม

และในอนาคต ผู้หญิงก็จะมียาคุมกำเนิดและขยายระยะเวลาช่วงเจริญพันธุ์ออกไปพร้อมๆ กัน คือ มีประจำเดือนไปเรื่อยๆ เลื่อนวัยทองออกไปอีกประมาณ ๑๐ ปี จากวัยที่ควรจะหมดประจำเดือน ยาคุมกำเนิดในอนาคตตัวนี้จะไปฟื้นฟูไข่ที่ฝ่อค่ะ เพราะในแต่เดือนรังไข่ของผู้หญิงจะผลิตไข่หลายสิบใบ แต่จะมีแค่เพียงใบเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดตกออกมารอผสมกับอสุจิ ส่วนที่เหลือก็ฝ่อไปค่ะ

เมื่อมียาตัวนี้ไปทำให้ไข่ไม่ฝ่อ ก็จะยังมีไข่อยู่เรื่อยๆ รอตกในแต่ละเดือน นั่นหมายความว่า ผู้หญิงก็จะยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ไปเรื่อยๆ ค่ะ

เรามาย้อนกลับไปดูในอดีตว่า ที่ผ่านมาคนสมัยนั้นคุมกำเนิดกันอย่างไร

สำหรับผู้ชายใช้ถุงยางอนามัยค่ะ เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่อยู่ยงคงกระพัน และมีแนวโน้มว่าจะเป็นอมตะนิรันดร์กาล ถุงยางอนามัยในสมัยโบราณทำมาจากผ้าลินิน หรือจากลำไส้ กระเพาะ หรือผิวหนังของสัตว์

เรามีหลักฐานว่าคนโบราณใช้ถุงยางอนามัยจากการค้นพบถุงยางอนามัยที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. ๑๖๐๐ ที่ฝรั่งเศส ภาพที่ผนังถ้ำแห่งหนึ่งที่วาดเมื่อ ๑๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว มีภาพถุงยางอนามัย และภาพวาดอียิปต์เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่แล้ว ก็ทำให้รู้ว่ามีถุงยางอนามัยเกิดขึ้นแล้วในสมัยนั้นๆ แล้ว

และสำหรับผู้หญิง พวกเธอใช้ฟองน้ำค่ะ โดยเอาฟองน้ำนี้พันด้วยผ้าไหม เอาไปจุ่มน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู แล้วก็ใส่เข้าไปในช่องคลอด

ฟองน้ำนี้มีเชือกติดอยู่ด้วยเพื่อเอาไว้ดึงออกจากช่องคลอด เชื่อกันว่าด้วยคุณสมบัติของฟองน้ำ จะซึมซับอสุจิ และความกรดของน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูสามารถฆ่าอสุจิได้

ส่วนหญิงชาวยุโรปสมัยโบราณ เธอดื่มน้ำสมุนไพรหรือเหล้าที่ผสมกับผงอัณฑะตัวบีเวอร์ตากแห้ง เป็นความเชื่อที่ว่า ดื่มเครื่องดื่มสูตรนี้แล้วจะไม่ท้อง

และยังมีการใส่วัตถุเข้าไปในช่องคลอดเพื่อคุมกำเนิดด้วย สาวๆอียิปต์ ใช้สมุนไพรผสมกับน้ำผึ้ง รวมถึงอุจจาระจระเข้ แล้วใส่เข้าไปในช่องคลอด อุณหภูมิของร่างกายจะช่วยหมักส่วนผสมให้มีสภาพเป็นกรดที่มีฤทธิ์ฆ่าอสุจิได้ หรือใส่วัตถุ ๖ เหลี่ยมที่ทำจากไม้ โดยเชื่อว่าด้านใดด้านหนึ่งใน ๖ ด้านจะไปปิดกั้นปากมดลูก ไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้

ทั้งหมดนั่นคือ วิวัฒนาการวิธีการคุมกำเนิดของคนที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ค่ะ จะเห็นว่ามีวิธีการแก้สมการนี้มากมายตั้งแต่อดีตจนถึงอนาคต สำหรับปัจจุบันก็เลือกวิธีการตามสะดวกของแต่ละคนเอาเองค่ะ

ขอให้โชคดี มีความสุข ในวิธีการคุมกำเนิดแก้สมการตัวอ่อน ตามที่คุณเลือกค่ะ

สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นเรื่องที่น่าอ่านมากชอบมากเลยและจะทำตามที่คุณครูมะม่วงบอกทุกอย่าง
น้องนิว
(20 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 11:14:07)
ความคิดเห็นที่ 2
ทุกบทความของคุณ ดีมากมาย เป็นแฟนคลับค่า...
คุณยาย
(26 กันยายน 2555  เวลา 19:38:12)
ความคิดเห็นที่ 1
เป็นเรื่องเลาที่น่ารักมากๆและเป็นการเรียนรู้ถึงประวัติความเป็นมาของวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆตั้งแต่ยุกต์โบรัมโบราณแต่แอบแฝงไว้ด้วยเรื่องของการรัผิดชอบต่อสังคมและบุคคลเป็นข้อคิดที่ดีค่ะ
ป้าติ๋ม
(18 กันยายน 2555  เวลา 08:23:45)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18617652