เรื่องน่ารู้
ความคิดเรื่องเพศในตัวอย่างแบบเรียนระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา   : ศึกษาการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่อง “เพศ” ของรัฐไทย
Rating: 

บทนำ

     การ เรียนการสอนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาในประเทศไทยนับว่ามีความสำคัญมากต่อ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป้าหมายของการก่อกำเนิดระบบการศึกษาดังกล่าว ก็เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงานที่มีฝือมือขึ้นจำนวนมาก ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเต็มกำลัง ด้วยการเร่งละดมการลงทุนจากในประเทศและต่างประเทศ และเพื่อมิให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีขัดข้อง รัฐไทยซึ่งเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรและกำหนดเป้าหมายการศึกษา จุดประสงค์รายวิชา มาตราฐานรายวิชา จึงพยายามสร้างเนื้อหาตามรายวิชาต่างๆ ที่มีเนื้อหาในเชิงการกำกับ โน้มน้าว หรือสร้างกรอบคิดในการควบคุมการดำเนินชีวิตของแรงงาน มิให้ใช้ชีวิตไปในทางสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการผลิต อาทิ การสร้างกรอบคิดเรื่องเพศ ขึ้นมากำกับ ความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในรายงายชิ้นนี้เลือกศึกษาจากตัวอย่างแบบเรียนบางส่วนในระดับการศึกษา อาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา โดยใช้กรอบการศึกษา แนวคิดการครองความคิดจิตใจ (Hegemony)ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) มาร์กซิสเชิงวัฒนธรรมชาวอิตาลี มาประยุกต์ใช้ในการอธิบาย พบว่า รัฐไทยพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจผ่าน คติเรื่องเพศซึ่ง แบบเรียนพยายามสืบสาน/ตอกย้ำ ความคิด ความเชื่อเรื่องเพศ อันเป็นกระแสความคิดหลักของสังคม เพื่อความราบลื่นในการดำรงชีวิตและการคงอยู่ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี ที่เปิดโอกาสให้นายทุนทำการขูดรีด กดขี่ (Exploitation)ด้านค่าแรงของแรงงานและสร้างความแปลกแยก (Alienation) ในการดำเนินชีวิต ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในรายงานชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกศึกษาแบบเรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาซึ่งมีแบบเรียนได้ ถ่ายทอดโลกทัศน์แบบชนชั้นกลาง กล่าวคือ แบบเรียนถ่ายทอดคติ เรื่อง “เพศ”ตามแบบชนชั้นกลางกรุงเทพฯ นั่นเอง

       เพศสภาวะ (Gender)นับเป็น “วัฒนธรรม”ที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด อย่างไรก็ตาม ในที่นี้จำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่าง “เพสตามธรรมชาติ”(sex) กับ “เพศสภภาวะ”(Gender)ออก จากกันให้เห็นชัดเจน ในขณะที่ “เพศตามธรรมชาติ” นั้นเป็นลักษณะที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการมีอวัยวะเพศติดตัวมาแต่กำเนด บ่งบอกว่าคนๆนั้นเป็นหญิงหรือชาย แต่ “เพศสภาวะ” นั้นเป็นลักษณะทางเพศที่เกิดจาการประกอบสร้างของสังคมและวัฒนธรรม[2]ดังนั้นจึงแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่ละยุคสมัย ในวัฒนธรรมหนึ่งผู้หญิงอาจถูกกำหนดให้มีความอ่อนแอ เจ้าอารมณ์ รักเด็ก ฯลฯ แต่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ผู้หญิงอาจถูกกำหนดให้แข็งแรง กล้าหาญ ชอบทำสงคราม [3](เช่นผู้หญิงในเผ่าอะเมซอน) ในรายงานชิ้นนี้ผู้เขียนรายงานสนใจการนำแสนอเฉพาะในแง่เพศสภาวะเท่านั้น

เนื่อง จากเพศสภาวะมิใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากทว่าเกิดจาการประกอบสร้างของสังคมและวัฒนธรรมที่ดำเนินงานผ่านการทำงาน ของสถาบันและกลไกต่างๆของสังคม เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ศาสนา โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ โลกซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วโดยพลังของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และถูกย่อให้เล็กลงด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร สื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากในการ เชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ดังนั้น วัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศสภาวะ จึงเปลี่ยนแปลงได้ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยการกระทำของสถาบันทางสังคม/วัฒนธรรมนั้นเอง ในที่นี้ แบบเรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งของรัฐในการสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่องเพศต่อนัก ศึกษา

นักศึกษาในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา คือระบบการศึกษา เพื่อผลิตช่างอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพตามความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม[4]  เพื่อ เตรียมคนในระดับกลางเข้าสู่กระบวนการผลิตในระบบทุนนิยม เพื่อเป็นแรงงานระดับกลางที่มีความสามารถอยู่ในระดับหนึ่ง เข้าทำงานในสาขาอาชีพที่ได้รับการฝึกมา เข้าทำงานในฐานะช่างฝีมือในโรงงานต่างๆและสาขาต่างๆ  การ จัดหลักสูตรการสอน สื่อการศึกษา เนื้อหาในแบบเรียนก็ล้วนต้องตั้งอยู่บนการตอบสนองต่อความต้องการของ อุตสาหกรรม การเรียนการสอนในระดับดังกล่าวต้องมุ่งให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศเป็นหลัก หรือถ้าอธิบายด้วยแนวการศึกษาแบบมาร์กซิสก็คือ  การ จัดการเรียนการสอนในระดับดังกล่าวตอบสนองต่อความต้องการของผู้ลงทุนเพื่อที่ จะแสวงหาผลกำไรสูงสุดนั่นเอง ดังนั้นแบบเรียนในระดับดังกล่าวโดยเฉพาะแบบเรียนในรายรายวิชาด้านสังคม ศาสตร์ ย่อมต้องผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองต่อฐานคิดดังกล่าว

 แบบ เรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาในปัจจุบันนั้นมิใช่แบบเรียนที่ รัฐ(กระทรวงศึกษาธิการ)เป็นผู้ผลิตขึ้นมา รัฐเพียงแต่กำหนดจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาขึ้นมา โดยสำนักพิมพ์เอกชนจะต้องผลิตแบบเรียนที่มีเนื้อหาสอดคล้องและตรงตามจุด ประสงค์ที่รัฐกำหนด ในรายงานทดลองนำเสนอชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกศึกษาเนื้อหาจากแบบเรียนด้านสังคมศาสตร์ ของสำนักพิมพ์เอมพันธ์ ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงสุดและครอบคลุมในระดับประเทศ[5]

โดย แบบเรียนที่ผู้เขียนรายงานเลือกใช้ในการศึกษา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและประกาศนีบัตรวิชาชีพชั้นสูง ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาพ.ศ.2546 ประกอบด้วย

·         มารยาทและการสมาคม      (2201-1019)       ผู้เขียน  รศ.ปฬาณี  ฐิติวัฒนา        พ.ศ.2546

·         มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน(3000-1606)     ผู้เขียน  อภิชาติ พจน์จิราภรณ์       พ.ศ.2547

·         การพัฒนาบุคลิกภาพ           (2201-2316)       ผู้เขียน   รศ.ดร.อารี พันธ์มณี        พ.ศ.2549

·         ชีวิตและวัฒนธรรมไทย        (3000-1301)       ผู้เขียน  มณีรัตน์ ปิ่นวิเศษ             พ.ศ.2550

   งานวิชาการไทย ที่ทำการศึกษาโดยใช้แบบเรียนเป็นวัตถุในการทำการศึกษานั้น มีอยู่ไม่มาก เท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้ประกอบด้วย

Øตัวอย่างงานศึกษาของไทยเกี่ยวกับการศึกษาการกล่อมเกลาทางความคิดในแบบเรียนของรัฐไทย

    สุมินทร์ จุฑางกูร (2529)

ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การกล่อมเกลาทางการเมืองโดยใช้แบบเรียนหลวงเป็นสื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย สุมินทร์เห็นว่า เนื้อหาสาระในทางการเมืองของแบบเรียนหลวงในสมัยรัชกาลที่5 มุ่งเน้นที่จะปลูกฝัง คุณค่าและอุดมการณ์ทางการเมือง เพื่อให้นักเรียนมีคุณสมบัติดังกล่าว อาทิเช่น  การ สอนให้เป็นผู้ยอมรับต่ออำนาจรัฐสมัยใหม่ที่แตกต่างจากโครงสร้างอำนาจรัฐแบบ เดิม การสอนให้มีความจงรักภักดี หวงแหน เสียสละ และมุ่งที่จะทำประโยชน์ให้ชาติ ตลอดถึงความภูมิใจในความเป็นชาติไทย ท้ายสุดคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อถกเถียงสำหรับงานชิ้นดังกล่าวคือ ความจริงแล้วรัฐไทยสมัยนั้นยังไม่จริงจังกับการขยายการศึกษาลงสู่สามัญ การศึกษาสมัยนั้นจำกัดอยู่แค่พวกเจ้านายและขุนนาง[6]

    วัชรินทร์ มัสเจริญ (2533)

ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง แบบเรียนสังคมศึกษากับการกล่อมเกลาทางการเมืองในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จาก การศึกษาพบว่า หลักสูตรวิชาสังคมศึกษามีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างเอกภาพและความมั่นคงของชาติ ตามนโยบายของผู้นำทางการเมือง แบบเรียนซึ่งเป็นสื่อ ได้ถ่ายทอดปลูกฝังความรู้ความเข้าใจในสี่ประเด็นคือ การปลูกฝังสำนึกความเป็นพลเมืองในระบบรัฐชาติสมัยใหม่  เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชาติ สถาบันสำคัญของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา  จุด อ่อนของงานคือ ระดับการศึกษาที่ยึดแบบเรียนในระดับมัธยมศึกษา ที่อาจจะส่งผลทางความคิดได้ไม่กว้างขวาง รวมทั้งยังไม่สามารถเชื่อมโยงอุดมการณ์ทางการเมืองสมัยนั้น กับอุดมการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอันมีอิทธพลมาจากการเปลี่ยนแปลงในสมัย สฤษฎิ์ [7]

    นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2538)

ในบทความเรื่อง ชาติไทย และเมืองไทย ในแบบเรียนประถมศึกษา นิธิ เลือกศึกษาจากแบบเรียนวิชาภาษาไทย สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต(สปช.)และสร้างเสริมลักษณะนิสัย(สลน.) ชั้นประถมศึกษา หลักสูตรปี2521 นิธิเสนอว่า แบบเรียนไทยสมัยนี้ยังคงรักษาและถ่ายทอดจิตสำนึกชาตินิยมที่เน้นรัฐมากกว่า ชาติ การศึกษาภาคบังคับและแบบเรียนเป็นปัจจัยในการผลิตซ้ำทางวาทกรรมอันเป็นราก ฐานของโครงสร้างทางสังคม เป็นผลให้การอธิบายใดๆในเมืองไทยมีความสืบเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่

    ลักขณา  ปันวิชัย (2542)

ในบทความเรื่องอุดมการร์ของรัฐไทย ในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา พ.ศ.2464-2533;ไม่มี “ชาติของประชาชนชาวไทยลักขณาอธิบายว่า ชาติ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐ ดังนั้นเพื่อที่จะดำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองในแบบที่รัฐพึงพอใจ รัฐจำเป็นที่จะต้องสร้างและถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐลงสู่ประชาชน และสร้างมันให้กลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ประชาชนยอมรับและยึดถือเอา ไว้ร่วมกัน โดยแบบเรียนนั้นไม่ให้ความสำคัญชาติ ที่มาจากประชาชน แบบเรียนไทยนั้นอธิบายแต่ชาติที่มาจากเบื้องบน ที่คอยสอนสั่งประชาชน โดยยึดอุดมการณ์ “กษัตริย์นิยม”

    วารุณี โอสถารมย์ (2544)

งานของวารุณีเรื่อง แบบเรียนไทยกับเอเชียตะวันออกแย้งใต้ “เพื่อนบ้านของเรา” ภาพสะท้อนเจตนคติอุดมการณ์ชาตินิยมไทย วารุณี เสนอว่า แบบเรียนไทยด้านสังคมศึกษา และไทยศึกษานั้น ทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐที่สำคัญยิ่งในการสร่างพลเมืองที่ดีของรัฐในบริบท รัฐชาติสมัยใหม่ ให้มีความคิดอ่านอยู่แต่ในกรอบอุดมการณ์ของรัฐชาติ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย จึงถูกจินตนาการที่สร้างภาพให้มีฐานะเพียง “คนอื่น” ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามมีฐานะด้อยกว่าและไม่เป็นมิตรกับ “พวกเรา-คนไทย

 

      จาก การศึกษาของงานวิชาการในเมืองไทยนั้น จะพบว่ารัฐไทยนั้นได้ปลูกฝังความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองลงสู่ประชาชนไทย เรื่องมาอันเป็นประโยชน์ทางการปกครองและการจัดการทางการเมืองของชนชันปกครอง ในแต่ละสมัย   ในรายงานการศึกษา ชิ้นนี้ ผู้เขียนจึงต้องการทดลองนำเสนอ อุดมการณ์/ความคิดทางการเมืองในแบบเรียนในระดับอาชีวะศึกษาและเทคนิคศึกษา อันเป็นระบบการเรียนการสอนที่ผลิตคนขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อระบบการผลิตและ พัฒนาแบบเน้นการลงทุนอุตสาหกรรม ให้เข้าไปทำงานในโรงงานเพื่อผลิตหรือควบคุมการผลิตตามความต้องการของผู้ ประกอบการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อจุดมุ่งหมายของแบบเรียนนั้นเปลี่ยนเป็นแบบเรียนที่มีฐานคิดตามตรรกะแบบ ทุนนิยมเสรี แต่รัฐไทยก็ยังต้องปลูกฝังความคิด/อุดมการณ์ทางด้านการเมืองการปกครอง อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างพลเมืองของรัฐ ดังนั้นแบบเนื้อหาของแบบเรียนด้านสังคมศาสตร์ที่ถูกผลิตขึ้นจึงต้องปรับตัว ให้สอดรับกับแนวคิดดังกล่าว

     จะ เห็นได้ว่างานวิชาการเมืองไทยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เลือกอธิบายการสอดแทรกเนื้อหา/ประกอบสร้างทางความคิดในแบบเรียนของรัฐไทย โดยใช้กรอบคิดการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ซึ่งเป็นแนวการศึกษาแบบสังคมวิทยา ซี่งมีปัญหาตรงที่บทสรุปของการศึกษานั้นบ่งบอกถึงวิธีการในการครอบงำอย่าง ละเอียด ซึ่งการครอบงำนั้นมันมีปัญหาตรงที่เมื่อชนชั้นปกครองนั้นๆสิ้นสุดลง การครอบงำตรงนั้นก็อาจจะหมดไปได้ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นไปเช่นนั้นเสมอ กล่าวคือ แนวคิดการครองความคิดจิตใจจะให้ภาพเคลื่อนไหวของอำนาจและแสดงศักยภาพของชน ชั้นที่ถูกครอบงำในการต่อสู้/ต่อรองกับโครงสร้างอำนาจมากยิ่งขึ้น[8] ในรายงานชิ้นนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนรายงานทดลองเลือกใช้ กรอบการศึกษา/แนวทางการศึกษา ทางการเมืองแบบมาร์กซิสในเรื่องการครองความคิดจิตใจ(Hegemony)ของ อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ในการทำการศึกษาเนื้อหาในแบบเรียนและเสนอภาพใหม่ของแบบเรียนในฐานะกลไกในการ ส่งเสริมการพยายามครองความคิดจิตใจของรัฐไทย โดยเน้นที่ การศึกษาความคิดเรื่อง “เพศ” ที่ปรากฏในแบบเรียน ซึ่งงานวิชาการดังที่กล่าวมา ทำการศึกษาแต่ในมุมมองเรื่อง อุดมการณ์ของรัฐชาติ ความเป็นไทย ชาตินิยม

แนวทางการศึกษา/กรอบการศึกษา

      รายงานการศึกษาเรื่องความคิดเรื่องเพศในตัวอย่างแบบเรียนระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา : ศึกษาการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่องเพศของรัฐไทยชิ้นนี้เลือกใช้แนวคิดเรื่อง การครองความคิดจิตใจ ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci)ซึ่งเป็นแนวการศึกษาหลักที่กรัมชี่เขียนขึ้นใน Prison Notebooks เพื่ออธิบายถึงหนทาง/วิธีการปฎิวัติของชนชั้นกรรมาชีพในอิตาลี่ขณะกำลังติดคุก[9] เป็นกรอบในการมองและวิเคราะห์แบบเรียน

     วัชรพล พุทธรักษา (2549) ให้ความหมายของแนวคิดการครองความคิดจิตใจ[10] ว่าคือ การใช้อำนาจของกลุ่ม/ชนชั้นใดๆ เพื่อสร้างภาวะการครอบครองความคิด และมีอำนาจนำเนือกลุ่ม/ชนชั้นอื่นๆในสังคม โดยการใช้อำนาจดังกล่าวนั้นปราศจากการใช้ความรุณแรง หรือการบังคับในเชิงกายภาพ แต่เป็นการใช้อำนาจผ่านกลไกชนิดต่างๆ เพื่อครอบครองความคิด โน้มน้าว และทำให้เกิดการยอมรับ เพื่อก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความยินยอมพร้อมใจ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพลังทางสังคมและชนชชั้นต่างๆ โดยที่ผู้คนในกลุ่ม/ชนชั้นที่ถูกกระทำนั้นไม่ทราบ หรือไม่สามารถตระหนักได้ว่าตนได้ถูกครอบครองความคิดไปแล้ว[11]

   สุภางค์ จันทวานิช (2552) กล่าวไว้ว่า การครองความคิดจิตใจ คือ การครอบงำชนชั้นหนึ่งโดยใช้วิธีการทางการเมืองและอุดมการณ์ประสานเข้าด้วย กัน กล่าวคือมีกลุ่มคนในสังคมซึ่งตั้งใจครอบงำคนอื่นและลักษณะการครอบงำเกิดขึ้น ในระดับชนชั้น คือ นำเอาวิธีทางการเมืองมาผสมกับเราองอุดมการณ์ ทำให้เกิดจิตสำนึกทางชนชั้นที่ตามอุดมการณ์ที่สอดใส่[12]

       ใน งานเขียนชิ้นสำคัญเกี่ยวกับงานที่อธิบายแนวคิดกรัมชี่ชิ้นแรกๆของเมืองไทย คืองานของ สุรพงษ์ ชัยนาม อธิบายเสริมกันว่า ยึดความยินยอมเป็นหลัก อีกทั้งชนชั้นที่มุ่งสร้างการครองทางความคิดยังจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้นำทาง ด้านจริยธรรมและปัญญา ด้วยการสร้างปัญญาชนเพื่อส่วนรวมขึ้นมาใหม่ภายใต้รูปแบบของรัฐใหม่[13] สอดคล้องกับ สุชาย ตรีรัตน์ ที่เน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างของการครองความคิดจิตใจ(Hegemony) กับการครอบงำ (Domination) อยู่ที่อุดมการณ์นั้นได้แทรกซ้อนและซึมซาบลงสู่วิถีชีวิตของผู้คนทั้งปวง และลงไปในระดับสามัญสำนึก(Common sense)ในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว[14]

      จากนิยามดังกล่าว เราสามารถสรุปความหมายโดยรวมของคำว่า  การ ครองความคิดจิตใจ เป็นการพยายามวิเคราะห์เพื่อการเข้าถึง/เข้าใจ อุดมการณ์ วัฒนธรรม ที่ครอบงำชีวิตของผู้คนอยู่ กลยุทธ์ของการครองความคิดจิตใจ  คือ การครองอำนาจนำทางการเมือง และการครองอำนาจนำทางวัฒนธรรม ซึ่งจะเน้นการใช้สื่อ เพื่อสร้างความเห็นพ้องต้องกัน อันจะเป็นประโยชน์ในการจัดการและปกครอง  เพื่อสร้างกลุ่มทางประวัติศาสตร์ ช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (War of Position) และการสร้างความยินยอมพร้อมใจ(Consent)แนว คิดของกรัมชี่ ยังสามารถนำมาศึกษาปรากฎการณ์ต่างๆในสังคมได้อีกมาก ในสังคมที่ผู้คนต้องการแสวงหาคำตอบอย่างรีบร้อนการใช้ชีวิตและวิธีคิดที่ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของโลกทัศน์แบบทุนนิยม มิหนำซ้ำยังมีรัฐ ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาประสาท ให้ประชาชนในรัฐเชื่องชา/ชินชา/ปฎิเสธ ต่อการรู้จักตั้งคำถามกับอำนาจต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับตนเอง ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  แนวคิดของกรัมชี่คงมีส่วนที่ดีในการที่จะทำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับอำนาจต่างๆที่เข้ามาสัมพันธ์กับตัวเราตลอดเวลา  โดยเฉพาะ การมุ่งทำความเข้าใจโครงสร้างส่วนบน (Super Structure) ที่พยายามใช้อำนาจในการควบคุมชีวิตของผู้คน ในโลกเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยสิ่งที่สำคัญคือ ฐานคิดของกรัมชี่เต็มไปด้วยความหวัง และการปลดปล่อยคนยากจน กรรมกร จากการถูกกดขี่ แนวคิดของกรัมชี่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสู่ชีวิตที่ดีกว่า เท่าเทียมทั้งโอกาสทางการเมือง โดยมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ   

บทเรียนเรื่องเพศกับการพัฒนาบุคลิคภาพ : อุดมคติของชนชั้นกลาง

   ชน ชั้นกลาง คือกลุ่มชนที่มีบทบาทต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแพร่กระจายของวิถีชีวิตแบบทุนนิยม ชนชั้นกลางส่วนใหญ่จะแสดงออกอย่างชัดเจนในการดำรงรักษา “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” โดยไม่สนใจว่าความมั่นคงนั้นจะทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือ ไม่[15]  ใน แบบเรียนตัวอย่างนั้นนับได้ว่า ได้ทำหน้าที่ในการสืบลสานคติเรื่องเพศ แบบชนชั้นกลางกรุงเทพได้อย่างดี เช่นในเรื่องการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลิกภาพ

       “ผู้ที่