เรื่องน่ารู้
ความคิดเรื่องเพศในตัวอย่างแบบเรียนระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา   : ศึกษาการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่อง “เพศ” ของรัฐไทย
Rating: 

บทนำ

     การ เรียนการสอนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาในประเทศไทยนับว่ามีความสำคัญมากต่อ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป้าหมายของการก่อกำเนิดระบบการศึกษาดังกล่าว ก็เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงานที่มีฝือมือขึ้นจำนวนมาก ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเต็มกำลัง ด้วยการเร่งละดมการลงทุนจากในประเทศและต่างประเทศ และเพื่อมิให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีขัดข้อง รัฐไทยซึ่งเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรและกำหนดเป้าหมายการศึกษา จุดประสงค์รายวิชา มาตราฐานรายวิชา จึงพยายามสร้างเนื้อหาตามรายวิชาต่างๆ ที่มีเนื้อหาในเชิงการกำกับ โน้มน้าว หรือสร้างกรอบคิดในการควบคุมการดำเนินชีวิตของแรงงาน มิให้ใช้ชีวิตไปในทางสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการผลิต อาทิ การสร้างกรอบคิดเรื่องเพศ ขึ้นมากำกับ ความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในรายงายชิ้นนี้เลือกศึกษาจากตัวอย่างแบบเรียนบางส่วนในระดับการศึกษา อาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา โดยใช้กรอบการศึกษา แนวคิดการครองความคิดจิตใจ (Hegemony)ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) มาร์กซิสเชิงวัฒนธรรมชาวอิตาลี มาประยุกต์ใช้ในการอธิบาย พบว่า รัฐไทยพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจผ่าน คติเรื่องเพศซึ่ง แบบเรียนพยายามสืบสาน/ตอกย้ำ ความคิด ความเชื่อเรื่องเพศ อันเป็นกระแสความคิดหลักของสังคม เพื่อความราบลื่นในการดำรงชีวิตและการคงอยู่ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี ที่เปิดโอกาสให้นายทุนทำการขูดรีด กดขี่ (Exploitation)ด้านค่าแรงของแรงงานและสร้างความแปลกแยก (Alienation) ในการดำเนินชีวิต ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในรายงานชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกศึกษาแบบเรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาซึ่งมีแบบเรียนได้ ถ่ายทอดโลกทัศน์แบบชนชั้นกลาง กล่าวคือ แบบเรียนถ่ายทอดคติ เรื่อง “เพศ”ตามแบบชนชั้นกลางกรุงเทพฯ นั่นเอง

       เพศสภาวะ (Gender)นับเป็น “วัฒนธรรม”ที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด อย่างไรก็ตาม ในที่นี้จำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่าง “เพสตามธรรมชาติ”(sex) กับ “เพศสภภาวะ”(Gender)ออก จากกันให้เห็นชัดเจน ในขณะที่ “เพศตามธรรมชาติ” นั้นเป็นลักษณะที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการมีอวัยวะเพศติดตัวมาแต่กำเนด บ่งบอกว่าคนๆนั้นเป็นหญิงหรือชาย แต่ “เพศสภาวะ” นั้นเป็นลักษณะทางเพศที่เกิดจาการประกอบสร้างของสังคมและวัฒนธรรม[2]ดังนั้นจึงแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่ละยุคสมัย ในวัฒนธรรมหนึ่งผู้หญิงอาจถูกกำหนดให้มีความอ่อนแอ เจ้าอารมณ์ รักเด็ก ฯลฯ แต่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ผู้หญิงอาจถูกกำหนดให้แข็งแรง กล้าหาญ ชอบทำสงคราม [3](เช่นผู้หญิงในเผ่าอะเมซอน) ในรายงานชิ้นนี้ผู้เขียนรายงานสนใจการนำแสนอเฉพาะในแง่เพศสภาวะเท่านั้น

เนื่อง จากเพศสภาวะมิใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากทว่าเกิดจาการประกอบสร้างของสังคมและวัฒนธรรมที่ดำเนินงานผ่านการทำงาน ของสถาบันและกลไกต่างๆของสังคม เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ศาสนา โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ โลกซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วโดยพลังของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และถูกย่อให้เล็กลงด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร สื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากในการ เชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ดังนั้น วัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศสภาวะ จึงเปลี่ยนแปลงได้ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยการกระทำของสถาบันทางสังคม/วัฒนธรรมนั้นเอง ในที่นี้ แบบเรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งของรัฐในการสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่องเพศต่อนัก ศึกษา

นักศึกษาในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา คือระบบการศึกษา เพื่อผลิตช่างอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพตามความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม[4]  เพื่อ เตรียมคนในระดับกลางเข้าสู่กระบวนการผลิตในระบบทุนนิยม เพื่อเป็นแรงงานระดับกลางที่มีความสามารถอยู่ในระดับหนึ่ง เข้าทำงานในสาขาอาชีพที่ได้รับการฝึกมา เข้าทำงานในฐานะช่างฝีมือในโรงงานต่างๆและสาขาต่างๆ  การ จัดหลักสูตรการสอน สื่อการศึกษา เนื้อหาในแบบเรียนก็ล้วนต้องตั้งอยู่บนการตอบสนองต่อความต้องการของ อุตสาหกรรม การเรียนการสอนในระดับดังกล่าวต้องมุ่งให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศเป็นหลัก หรือถ้าอธิบายด้วยแนวการศึกษาแบบมาร์กซิสก็คือ  การ จัดการเรียนการสอนในระดับดังกล่าวตอบสนองต่อความต้องการของผู้ลงทุนเพื่อที่ จะแสวงหาผลกำไรสูงสุดนั่นเอง ดังนั้นแบบเรียนในระดับดังกล่าวโดยเฉพาะแบบเรียนในรายรายวิชาด้านสังคม ศาสตร์ ย่อมต้องผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองต่อฐานคิดดังกล่าว

 แบบ เรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาในปัจจุบันนั้นมิใช่แบบเรียนที่ รัฐ(กระทรวงศึกษาธิการ)เป็นผู้ผลิตขึ้นมา รัฐเพียงแต่กำหนดจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาขึ้นมา โดยสำนักพิมพ์เอกชนจะต้องผลิตแบบเรียนที่มีเนื้อหาสอดคล้องและตรงตามจุด ประสงค์ที่รัฐกำหนด ในรายงานทดลองนำเสนอชิ้นนี้ ผู้เขียนเลือกศึกษาเนื้อหาจากแบบเรียนด้านสังคมศาสตร์ ของสำนักพิมพ์เอมพันธ์ ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงสุดและครอบคลุมในระดับประเทศ[5]

โดย แบบเรียนที่ผู้เขียนรายงานเลือกใช้ในการศึกษา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและประกาศนีบัตรวิชาชีพชั้นสูง ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาพ.ศ.2546 ประกอบด้วย

·         มารยาทและการสมาคม      (2201-1019)       ผู้เขียน  รศ.ปฬาณี  ฐิติวัฒนา        พ.ศ.2546

·         มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน(3000-1606)     ผู้เขียน  อภิชาติ พจน์จิราภรณ์       พ.ศ.2547

·         การพัฒนาบุคลิกภาพ           (2201-2316)       ผู้เขียน   รศ.ดร.อารี พันธ์มณี        พ.ศ.2549

·         ชีวิตและวัฒนธรรมไทย        (3000-1301)       ผู้เขียน  มณีรัตน์ ปิ่นวิเศษ             พ.ศ.2550

   งานวิชาการไทย ที่ทำการศึกษาโดยใช้แบบเรียนเป็นวัตถุในการทำการศึกษานั้น มีอยู่ไม่มาก เท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้ประกอบด้วย

Øตัวอย่างงานศึกษาของไทยเกี่ยวกับการศึกษาการกล่อมเกลาทางความคิดในแบบเรียนของรัฐไทย

    สุมินทร์ จุฑางกูร (2529)

ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การกล่อมเกลาทางการเมืองโดยใช้แบบเรียนหลวงเป็นสื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย สุมินทร์เห็นว่า เนื้อหาสาระในทางการเมืองของแบบเรียนหลวงในสมัยรัชกาลที่5 มุ่งเน้นที่จะปลูกฝัง คุณค่าและอุดมการณ์ทางการเมือง เพื่อให้นักเรียนมีคุณสมบัติดังกล่าว อาทิเช่น  การ สอนให้เป็นผู้ยอมรับต่ออำนาจรัฐสมัยใหม่ที่แตกต่างจากโครงสร้างอำนาจรัฐแบบ เดิม การสอนให้มีความจงรักภักดี หวงแหน เสียสละ และมุ่งที่จะทำประโยชน์ให้ชาติ ตลอดถึงความภูมิใจในความเป็นชาติไทย ท้ายสุดคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อถกเถียงสำหรับงานชิ้นดังกล่าวคือ ความจริงแล้วรัฐไทยสมัยนั้นยังไม่จริงจังกับการขยายการศึกษาลงสู่สามัญ การศึกษาสมัยนั้นจำกัดอยู่แค่พวกเจ้านายและขุนนาง[6]

    วัชรินทร์ มัสเจริญ (2533)

ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง แบบเรียนสังคมศึกษากับการกล่อมเกลาทางการเมืองในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จาก การศึกษาพบว่า หลักสูตรวิชาสังคมศึกษามีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างเอกภาพและความมั่นคงของชาติ ตามนโยบายของผู้นำทางการเมือง แบบเรียนซึ่งเป็นสื่อ ได้ถ่ายทอดปลูกฝังความรู้ความเข้าใจในสี่ประเด็นคือ การปลูกฝังสำนึกความเป็นพลเมืองในระบบรัฐชาติสมัยใหม่  เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชาติ สถาบันสำคัญของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา  จุด อ่อนของงานคือ ระดับการศึกษาที่ยึดแบบเรียนในระดับมัธยมศึกษา ที่อาจจะส่งผลทางความคิดได้ไม่กว้างขวาง รวมทั้งยังไม่สามารถเชื่อมโยงอุดมการณ์ทางการเมืองสมัยนั้น กับอุดมการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอันมีอิทธพลมาจากการเปลี่ยนแปลงในสมัย สฤษฎิ์ [7]

    นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2538)

ในบทความเรื่อง ชาติไทย และเมืองไทย ในแบบเรียนประถมศึกษา นิธิ เลือกศึกษาจากแบบเรียนวิชาภาษาไทย สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต(สปช.)และสร้างเสริมลักษณะนิสัย(สลน.) ชั้นประถมศึกษา หลักสูตรปี2521 นิธิเสนอว่า แบบเรียนไทยสมัยนี้ยังคงรักษาและถ่ายทอดจิตสำนึกชาตินิยมที่เน้นรัฐมากกว่า ชาติ การศึกษาภาคบังคับและแบบเรียนเป็นปัจจัยในการผลิตซ้ำทางวาทกรรมอันเป็นราก ฐานของโครงสร้างทางสังคม เป็นผลให้การอธิบายใดๆในเมืองไทยมีความสืบเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่

    ลักขณา  ปันวิชัย (2542)

ในบทความเรื่องอุดมการร์ของรัฐไทย ในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา พ.ศ.2464-2533;ไม่มี “ชาติของประชาชนชาวไทยลักขณาอธิบายว่า ชาติ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐ ดังนั้นเพื่อที่จะดำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองในแบบที่รัฐพึงพอใจ รัฐจำเป็นที่จะต้องสร้างและถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐลงสู่ประชาชน และสร้างมันให้กลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ประชาชนยอมรับและยึดถือเอา ไว้ร่วมกัน โดยแบบเรียนนั้นไม่ให้ความสำคัญชาติ ที่มาจากประชาชน แบบเรียนไทยนั้นอธิบายแต่ชาติที่มาจากเบื้องบน ที่คอยสอนสั่งประชาชน โดยยึดอุดมการณ์ “กษัตริย์นิยม”

    วารุณี โอสถารมย์ (2544)

งานของวารุณีเรื่อง แบบเรียนไทยกับเอเชียตะวันออกแย้งใต้ “เพื่อนบ้านของเรา” ภาพสะท้อนเจตนคติอุดมการณ์ชาตินิยมไทย วารุณี เสนอว่า แบบเรียนไทยด้านสังคมศึกษา และไทยศึกษานั้น ทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐที่สำคัญยิ่งในการสร่างพลเมืองที่ดีของรัฐในบริบท รัฐชาติสมัยใหม่ ให้มีความคิดอ่านอยู่แต่ในกรอบอุดมการณ์ของรัฐชาติ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย จึงถูกจินตนาการที่สร้างภาพให้มีฐานะเพียง “คนอื่น” ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามมีฐานะด้อยกว่าและไม่เป็นมิตรกับ “พวกเรา-คนไทย

 

      จาก การศึกษาของงานวิชาการในเมืองไทยนั้น จะพบว่ารัฐไทยนั้นได้ปลูกฝังความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองลงสู่ประชาชนไทย เรื่องมาอันเป็นประโยชน์ทางการปกครองและการจัดการทางการเมืองของชนชันปกครอง ในแต่ละสมัย   ในรายงานการศึกษา ชิ้นนี้ ผู้เขียนจึงต้องการทดลองนำเสนอ อุดมการณ์/ความคิดทางการเมืองในแบบเรียนในระดับอาชีวะศึกษาและเทคนิคศึกษา อันเป็นระบบการเรียนการสอนที่ผลิตคนขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อระบบการผลิตและ พัฒนาแบบเน้นการลงทุนอุตสาหกรรม ให้เข้าไปทำงานในโรงงานเพื่อผลิตหรือควบคุมการผลิตตามความต้องการของผู้ ประกอบการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อจุดมุ่งหมายของแบบเรียนนั้นเปลี่ยนเป็นแบบเรียนที่มีฐานคิดตามตรรกะแบบ ทุนนิยมเสรี แต่รัฐไทยก็ยังต้องปลูกฝังความคิด/อุดมการณ์ทางด้านการเมืองการปกครอง อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างพลเมืองของรัฐ ดังนั้นแบบเนื้อหาของแบบเรียนด้านสังคมศาสตร์ที่ถูกผลิตขึ้นจึงต้องปรับตัว ให้สอดรับกับแนวคิดดังกล่าว

     จะ เห็นได้ว่างานวิชาการเมืองไทยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เลือกอธิบายการสอดแทรกเนื้อหา/ประกอบสร้างทางความคิดในแบบเรียนของรัฐไทย โดยใช้กรอบคิดการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ซึ่งเป็นแนวการศึกษาแบบสังคมวิทยา ซี่งมีปัญหาตรงที่บทสรุปของการศึกษานั้นบ่งบอกถึงวิธีการในการครอบงำอย่าง ละเอียด ซึ่งการครอบงำนั้นมันมีปัญหาตรงที่เมื่อชนชั้นปกครองนั้นๆสิ้นสุดลง การครอบงำตรงนั้นก็อาจจะหมดไปได้ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นไปเช่นนั้นเสมอ กล่าวคือ แนวคิดการครองความคิดจิตใจจะให้ภาพเคลื่อนไหวของอำนาจและแสดงศักยภาพของชน ชั้นที่ถูกครอบงำในการต่อสู้/ต่อรองกับโครงสร้างอำนาจมากยิ่งขึ้น[8] ในรายงานชิ้นนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนรายงานทดลองเลือกใช้ กรอบการศึกษา/แนวทางการศึกษา ทางการเมืองแบบมาร์กซิสในเรื่องการครองความคิดจิตใจ(Hegemony)ของ อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ในการทำการศึกษาเนื้อหาในแบบเรียนและเสนอภาพใหม่ของแบบเรียนในฐานะกลไกในการ ส่งเสริมการพยายามครองความคิดจิตใจของรัฐไทย โดยเน้นที่ การศึกษาความคิดเรื่อง “เพศ” ที่ปรากฏในแบบเรียน ซึ่งงานวิชาการดังที่กล่าวมา ทำการศึกษาแต่ในมุมมองเรื่อง อุดมการณ์ของรัฐชาติ ความเป็นไทย ชาตินิยม

แนวทางการศึกษา/กรอบการศึกษา

      รายงานการศึกษาเรื่องความคิดเรื่องเพศในตัวอย่างแบบเรียนระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษา : ศึกษาการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่องเพศของรัฐไทยชิ้นนี้เลือกใช้แนวคิดเรื่อง การครองความคิดจิตใจ ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci)ซึ่งเป็นแนวการศึกษาหลักที่กรัมชี่เขียนขึ้นใน Prison Notebooks เพื่ออธิบายถึงหนทาง/วิธีการปฎิวัติของชนชั้นกรรมาชีพในอิตาลี่ขณะกำลังติดคุก[9] เป็นกรอบในการมองและวิเคราะห์แบบเรียน

     วัชรพล พุทธรักษา (2549) ให้ความหมายของแนวคิดการครองความคิดจิตใจ[10] ว่าคือ การใช้อำนาจของกลุ่ม/ชนชั้นใดๆ เพื่อสร้างภาวะการครอบครองความคิด และมีอำนาจนำเนือกลุ่ม/ชนชั้นอื่นๆในสังคม โดยการใช้อำนาจดังกล่าวนั้นปราศจากการใช้ความรุณแรง หรือการบังคับในเชิงกายภาพ แต่เป็นการใช้อำนาจผ่านกลไกชนิดต่างๆ เพื่อครอบครองความคิด โน้มน้าว และทำให้เกิดการยอมรับ เพื่อก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความยินยอมพร้อมใจ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพลังทางสังคมและชนชชั้นต่างๆ โดยที่ผู้คนในกลุ่ม/ชนชั้นที่ถูกกระทำนั้นไม่ทราบ หรือไม่สามารถตระหนักได้ว่าตนได้ถูกครอบครองความคิดไปแล้ว[11]

   สุภางค์ จันทวานิช (2552) กล่าวไว้ว่า การครองความคิดจิตใจ คือ การครอบงำชนชั้นหนึ่งโดยใช้วิธีการทางการเมืองและอุดมการณ์ประสานเข้าด้วย กัน กล่าวคือมีกลุ่มคนในสังคมซึ่งตั้งใจครอบงำคนอื่นและลักษณะการครอบงำเกิดขึ้น ในระดับชนชั้น คือ นำเอาวิธีทางการเมืองมาผสมกับเราองอุดมการณ์ ทำให้เกิดจิตสำนึกทางชนชั้นที่ตามอุดมการณ์ที่สอดใส่[12]

       ใน งานเขียนชิ้นสำคัญเกี่ยวกับงานที่อธิบายแนวคิดกรัมชี่ชิ้นแรกๆของเมืองไทย คืองานของ สุรพงษ์ ชัยนาม อธิบายเสริมกันว่า ยึดความยินยอมเป็นหลัก อีกทั้งชนชั้นที่มุ่งสร้างการครองทางความคิดยังจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้นำทาง ด้านจริยธรรมและปัญญา ด้วยการสร้างปัญญาชนเพื่อส่วนรวมขึ้นมาใหม่ภายใต้รูปแบบของรัฐใหม่[13] สอดคล้องกับ สุชาย ตรีรัตน์ ที่เน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างของการครองความคิดจิตใจ(Hegemony) กับการครอบงำ (Domination) อยู่ที่อุดมการณ์นั้นได้แทรกซ้อนและซึมซาบลงสู่วิถีชีวิตของผู้คนทั้งปวง และลงไปในระดับสามัญสำนึก(Common sense)ในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว[14]

      จากนิยามดังกล่าว เราสามารถสรุปความหมายโดยรวมของคำว่า  การ ครองความคิดจิตใจ เป็นการพยายามวิเคราะห์เพื่อการเข้าถึง/เข้าใจ อุดมการณ์ วัฒนธรรม ที่ครอบงำชีวิตของผู้คนอยู่ กลยุทธ์ของการครองความคิดจิตใจ  คือ การครองอำนาจนำทางการเมือง และการครองอำนาจนำทางวัฒนธรรม ซึ่งจะเน้นการใช้สื่อ เพื่อสร้างความเห็นพ้องต้องกัน อันจะเป็นประโยชน์ในการจัดการและปกครอง  เพื่อสร้างกลุ่มทางประวัติศาสตร์ ช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (War of Position) และการสร้างความยินยอมพร้อมใจ(Consent)แนว คิดของกรัมชี่ ยังสามารถนำมาศึกษาปรากฎการณ์ต่างๆในสังคมได้อีกมาก ในสังคมที่ผู้คนต้องการแสวงหาคำตอบอย่างรีบร้อนการใช้ชีวิตและวิธีคิดที่ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของโลกทัศน์แบบทุนนิยม มิหนำซ้ำยังมีรัฐ ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาประสาท ให้ประชาชนในรัฐเชื่องชา/ชินชา/ปฎิเสธ ต่อการรู้จักตั้งคำถามกับอำนาจต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับตนเอง ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  แนวคิดของกรัมชี่คงมีส่วนที่ดีในการที่จะทำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับอำนาจต่างๆที่เข้ามาสัมพันธ์กับตัวเราตลอดเวลา  โดยเฉพาะ การมุ่งทำความเข้าใจโครงสร้างส่วนบน (Super Structure) ที่พยายามใช้อำนาจในการควบคุมชีวิตของผู้คน ในโลกเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยสิ่งที่สำคัญคือ ฐานคิดของกรัมชี่เต็มไปด้วยความหวัง และการปลดปล่อยคนยากจน กรรมกร จากการถูกกดขี่ แนวคิดของกรัมชี่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสู่ชีวิตที่ดีกว่า เท่าเทียมทั้งโอกาสทางการเมือง โดยมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ   

บทเรียนเรื่องเพศกับการพัฒนาบุคลิคภาพ : อุดมคติของชนชั้นกลาง

   ชน ชั้นกลาง คือกลุ่มชนที่มีบทบาทต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแพร่กระจายของวิถีชีวิตแบบทุนนิยม ชนชั้นกลางส่วนใหญ่จะแสดงออกอย่างชัดเจนในการดำรงรักษา “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” โดยไม่สนใจว่าความมั่นคงนั้นจะทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือ ไม่[15]  ใน แบบเรียนตัวอย่างนั้นนับได้ว่า ได้ทำหน้าที่ในการสืบลสานคติเรื่องเพศ แบบชนชั้นกลางกรุงเทพได้อย่างดี เช่นในเรื่องการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลิกภาพ

       “ผู้ที่มีบุคลิกภาพดีย่อมได้เปรียบ เป็นที่ต้องตาต้องใจแก่ผู้พบเห็น ตลอดจนมักประสบความสำเร็จในการสมัครเข้าทำงาน และการประกอบอาชีพ…บุคลิกภาพ จึงส่งผลต่อ ความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลวของตนเองและองค์กร บุคคลิกภาพที่ดีที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ ขุมพลังอันยิ่งใหญ่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและการประกอบอาชีพ ทั้งด้านการเงิน ตำแหน่ง และสังคม[16]

แบบเรียนให้ความสำคัญกับการมุ่งพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลอย่างมากการพัฒนาบุคลิกภาพนั้น โดยเน้นการพัฒนาทางด้าน การพุดจา อารมณ์  การสมาคม และเน้นการพัฒนาทางกายอย่างมาก  ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ อันได้แก่ รูปร่าง ทรวดทรง ความสูง น้ำหนัก หน้าตา สีผม ผิวพรรณ แบบเรียนเน้นย้ำว่า

       “สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของบุคคลและความสามารถในการทำงาน[17]

สิ่งซึ่งน่าสนใจคือการที่แบบเรียนนำเสนอ รูปร่าง/หน้าตาลักษณะภายนอก ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัย ว่า

คนรูปร่างอ้วนท้วม มักเป็นคนที่ชอบทำอะไรง่ายๆ ไม่ชอบพิธีการ ชอบสังคม และความสนุกสนาน เข้ากับคนง่าย ชอบให้คนเอาใจ ขาดความอ่อนหวาน อารมณ์คงที่ และมีความอดทนคนรูปร่างล่ำสันมาดนักกีฬา มักเป็นคนว่องไว กระฉับกระเฉง ชอบออกกำลังกาย กล้าแสดงออก จิตใจค่อนข้างแข็งกระด้าง ไม่ชอบอยู่คนเดียว อดทนต่อความเจ็บปวด สู้ปัญหา และชอบเข้าสังคม…คนรูปร่างผอมสูงมักมีนิสัยเชื่อยชา ตอบสนองและเปลี่ยนความรู้สึกไว ชอบอยู่คนเดียว ตื่นเต้นง่าย ไม่ชอบเข้าสังคม กลัวความเจ็บปวด ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ

ประเด็น คือ การนำเสนอรูปลักษณ์ภายนอกและร่างกายบ่งบอกลักษณะดังกล่าวได้จริงหรือ นี่ยังม่าน่าสนใจเท่ากับว่าการนำเสนอประเด็นดังกล่าว ได้ไปกระทบต่ออำนาจและสิทธิในการกระทำการใดๆของบุคคลเสียแล้ว อย่างน้อยคงเป็นในระดับชีวิตประจำวัน กล่าวคือ คนอ้วน ได้ถูกตีตราไว้แล้วว่าเป็นคนไม่ชอบทำอะไรที่ยุ่งยาก ชอบความสนุกสนาน ดังนั้น คนอ้วนก็คงไม่เหมาะกับเรื่อง ยุ่งยาก เค่งเครียด กระมัง คนสูงมีนิสัยเชื่อยชา ขี้เกียจง่าย  ดัง นั้นโรงงานต่างๆก็ไม่ควรรับคนสูงๆเข้าทำอย่างใช่หรือไม่ เห็นจะมีแต่คนรูปร่างล่ำสัน มาดนักกีฬากระมังที่ สมควรดำรงอยู่ในโลกทุนนิยมเสรีที่สุด เพราะช่างตอบสนองต่อบุคลิกภาพอันพึงประสงค์ของ ตลาดแรงงานเสียเหลือเกิน

นอกจากนั้นแบบเรียนยังเจาะลึกไปถึง ลักษณะบนใบหน้า เช่น

  “คนที มีหูกางเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เก็บความลับไม่อยู่ คนตาเล็กเป็นคนไม่กล้าแสดงออก คนผิวหน้าและร่างกายดูหยาบเป็นคนม่ละเอียดอ่อน คนไม่ค่อยสบตาคน เป็นคนไม่ค่อยจริงใจกับใคร และมักทำงานไม่สำเร็จตามที่พูดไว้” [18]

จะ เห็นได้ว่าแบบเรียนนำเสนอสิ่งที่จะสร้างอคติต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง การนำเสนอข้อมูลดังกล่าว แบบเรียนก็ไม่ได้อ้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือทางวิชาการใดๆ และจะเป็นประโยชน์ใดๆในการที่แบบเรียนนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่ได้จาการนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว คือ อคติต่อรูปร่างหน้าตาที่จะไปกดทับ/ปิดกั้น อัตลักษณ์ บางอย่าง และเป็นการสร้างค่านิยมต่อรูปร่างใหม่เช่น คนหางตาคมมีพลัง กล้าตัดสินใจ คนใบหน้ากลมรูปไข่เป็นคนอารมณ์ดี คนจมูกงอนเป็นคนน้ำใจดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

เมื่อแบบเรียนมีฐานคิดในเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพอยู่ที่การตอบสนองต่อโลกทัศน์แบบความต้องการของตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี    จึง ไม่ต้องแปลกใจที่ปัจจุบัน คนหันมาเปลี่ยนแปลงตนเองที่ภายนอกอย่างมาก โดยเนื้อหาของแบบเรียนยังคงนำเสนอในกรอบคิดเรื่องเพศที่มีแต่ชายและหญิง โดยแบบเรียน เน้นการนำเสนอเนื้อหาของฝ่ายหญิงอย่างมากเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เพศหญิงเป็นเพศที่นิยมความสวยงามมากกว่า เพศหญิงต้องตกแต่งจึงจะสวย ซึ่งสะท้อนวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่อย่างยิ่ง  สิ่ง ซึ่งควรปฎิบัติในการพัฒนาบุคลิกภาพคือ การดูแลเรื่องของ รูปร่าง แบบเรียนนำเสนอแง่ลบของความอ้วนอย่างเดียว แบบเรียนเสนอว่าความอ้วนเป็นโรคภัย ชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการควบุคมอาหาร การทานยาลดความอ้วน การออกกำลังกาย  การ ดูแลเรื่องใบหน้า การแต่งหน้า การทำผม ตา คิ้ว หู จมูก ฟัน คาง อก มือ แขน เล็บ ผิวพรรณ เอว ขา ต่างๆเหล่านี้ แบบเรียนมีการเลือกอธิบายอย่างละเอียด แบบเรียนมักสร้างความคิดเรื่องร่างกายที่ไม่ดีมาก่อน แล้วจึงนำเสนอทางแก้ปัญหา ซึ่งก็หนีไม่พ้นการแก้ปัญหาและการตกแต่งหน้าตาด้วยเทคโนโลยี่สมัยใหม่

จึง อาจสรุปได้ว่า แบบเรียนได้สร้างอัตลักษณ์เรื่องร่างกายที่ดีขึ้น รวมทั้งได้สร้าง อัตลักษณ์ทางร่างกายที่แย่และต้องแก้ไขพร้อมกัน อันจะทำให้ อัตลักษณ์ที่ดีตามที่แบบเรียนกำหนด กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ซึ่งเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก อันจะมีผลทำให้อัตลักษณ์ รูปร่าง หน้าตา ที่ไม่ตรงกับที่แบบเรียนชี้นำ ต้องถูกกดทับ ปิดกั้น กลายเป็นสิ่งไม่ดีไปเสีย ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อมองในมิติของอำนาจ จะพบว่าวัฒนธรรมรูปร่าง/หน้าตาที่ถูกสร้างด้วยแบบเรียนนั้น เกิดขึ้นพร้อมกับอำนาจในเชิงโอกาสที่ดีกว่า ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่คนสวย/หล่อ ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าในการประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ในสังคมที่มีโลกทัศน์แบบทุนนิยมเป็นตัวผลักดัน ซึ่งวัฒนธรรมที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็น ตัวตนในอุดมคติของชนชั้นกลางในกระแสปัจจุบันทั้งสิ้น

 

บทบาททางเพศในสังคมอุดมคติ :การจำกัดสิทธืและเสรีภาพทางเพศ

    ใน แบบเรียน วิชา มารยาทและการสมาคม มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน และการพัฒนาบุคลิกภาพ แบบเรียนถ่ายทอดอุดมคติแบบชนชั้นกลางในกรุงเทพอย่างชัดเจน อาทิ เรื่องมารยาทต่างๆ ข้อปฏิบัติที่เข้มงวด การอนุรักษ์ วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เป็นต้น  ล้วน เป็นจริตของชนชั้นกลางในกรุงเทพทั้งสิ้น วัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางมีความสืบเนื่องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างมาก แม้ว่าจะมีความแปรเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม แต่เนื้อหาในแบบเรียนในปัจจุบันก็แทบไม่ต่างจาก เนื้อหาของแบบเรียนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชนชั้นกลางยังคงอ่านแบบเรียนที่มีเนื้อหาไม่ต่างจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิ์ เพียงแต่ไม่ใช่เล่มเดียวกัน[19]        เนื้อหาในแบบเรียนนั้นสอดคล้องกับ คติของชนชั้นกลางไทยเป็นอย่างยิ่ง เช่น คติเรื่องการเคารพผู้อาวุโสกว่า ยกย่องศักดินา เป็นต้น

สังคม ที่ดีในทรรศนะของชนชั้นกลางต้องเป็นสังคมที่เคารพผู้อาวุโส ผู้ที่มีอายุมากกว่า มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงกว่า ต้องเป็นสังคมที่มีหัวมีก้อย เพราะสังคมแบบดังกล่าวจะนำมาซึ่งความสงบสุข เพราะแต่ละคนต่างรู้ข้อจำกัด/ขอบเขตของสิทธิเสรีภาพตน ไม่กระทำการใดที่ละเมิดกันตามฐานะของตน     แน่ นอนที่สุด ในเรื่องมารยาทและวัฒนธรรมไทยนั้น แบบเรียนเลือกที่จะนำเสนอเฉพาะในกรอบคิดทางเพศแค่หญิงกับชาย เพราะวัฒนธรรมไทยแต่เดิมซึ่งอิงแอบกับฐานคติจากพุทธศาสนาซึ่งจำแนกเพศไว้ เพียงแค่สองเพศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอธิบายในเรื่อง การแสดงและการปรับปรุงอิริยาบท มารยาทในการแต่งกาย มารยาทในการสมาคม มารยาทในการเข้าร่วมงานสังคม มารยาทในการพูดสนทนา มารยาทในการฟัง การเขียนเพื่อการติดต่อสมาคม มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในวงธุรกิจและอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนเนื้อหา ข้อปฏิบัติในการประกอบศาสนพิธี จะเห็นได้ว่ากรอบจารีตประเพณีต่างๆที่แบบเรียนได้สั่งสอนนั้น ไม่มีทางเลือกของเพศที่สามเลย วัฒนธรรมจารีตต่างๆยังเป็นแค่เพียงกรอบคิดที่จำกัดอยู่ที่สองเพศ  ซึ่งก็ใจได้เพราะหลักคิดดังกล่าวก็เป็นแนวความคิดหลักของสังคมอยู่

    เป็น ที่น่าสังเกตว่าแบบเรียน วิชามารยาทและการสมาคมนั้น ซึ่งนำเสนอ ข้อจำกัดของผู้หญิงอย่างมาก เช่นความเป็นหญิงมักจะถูกตอกย้ำในบทเรียน เรื่องความสุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทที่อ่อนหวาน ดังนั้นไม่ว่าในบทต่างๆจะนำเสนอประเด็นใดๆนั้น เพศหญิงจึงถูกสอนเรื่องข้อจำกัด ข้อควรระวังมากกว่าเพศชาย อาทิเช่น เรื่องมารยาทในการแต่งกาย การพูด

    “ สำหรับผู้หญิง ความสุภาพในการแต่งกายต่างไปจากผู้ชาย ความสุภาพและไม่สุภาพอาจอยู่ที่แบบของเสื้อและลวดลาย หรือแม้กระทั่งทรงผม การใช้เครื่องสำอาง ความคับหลวมของเสื้อ ความสั้นยาวของกระโปรง ”[20]

   “โดยเฉพาะผู้หญิง แต่งกายสุภาพ หน้าตาดี ควรใช้วาจาสุภาพที่ทำให้เป็นเสน่ห์กับตัวเอง”[21]

  และ เมื่อสำรวจดูบทเรียนในส่วนข้อปฎิบัติทางศาสนาคงไม่ต้องพูดถึง เพราะในมุมของศาสนา ผู้หญิงถูกมองในแง่ลบในแง่ที่ว่าจะนำมาซึ่งกิเลส กามตันหา[22]  ส่วนในเรื่องของบทบาทของผู้หญิง นั้นแบบเรียนคาดหวังให้ผู้หญิงมีความเพียบพร้อมในด้านแบบ เรียนคาดหวังให้ผู้หญิงในอุดมคตินั้นต้องมีความเพียบพร้อมในเชิงพฤติกรรมและ รูปลักษณ์ภายนอก รวมทั้งบทบาทและสถานภาพ แบบเรียนพยายามกล่าวถึงผู้หญิงในอุดมคติว่า ควรมีกิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยน เฉลียวฉลาด ปรนนิบัติสามี รักเดียวใจเดียว และรับผิดชอบในงานบ้าน ส่วนสถานภาพ ควรมีการศึกษาดีและมีอาชีพมั่นคง รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิงที่ต้องสวยงาม ต้องสะดุดตาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รูปร่างสูงโปร่ง พูดจาไพเราะ น่าทะนุถนอม และมีกิริยามารยาทเรียบร้อย

        ดังนั้นแบบเรียนจึงมีส่วนในการถ่ายทอด มาตรฐานความงาม ไปสู่นักศึกษาในระดับดังกล่าวซึ่งเป็นอุดมคติแบบชนชั้นกลางกรุงเทพฯทั้งสิ้น   จึง อาจกล่าวได้ว่าแบบเรียนในระดับอาชีวะและเทคนิคศึกษาดังกล่าว ก็มีหน้าที่ในการผลิตซ้ำ/ตอกย้ำการนำเสนอภาพผู้หญิงที่มีบทบาทแบบเพศดั้ง เดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีการนำเสนอภาพผู้หญิงที่มีบทบาททางเพศแบบใหม่บางส่วน แต่ก็ยังเป็นบทบาททางเพศแบบใหม่ที่ยังไม่มีความก้าวหน้ามากนักและยังถูก จำกัดขอบเขตไว้บางส่วน แบบเรียนยังนำเสนอภาพความอ้วนในแง่ลบ เพราะความอ้วนถูกนิยามว่ากลายเป็นโรคที่ต้องกำจัด จึงทำให้สังคมมองคนอ้วนในด้านลบ เป็นต้น

     ส่วน ภาพลักษณ์และบทบาทในอุดมคติของแบบเรียนนั้นคือผู้ที่มีความเป็นผู้นำ ต้องให้เกียตผู้หญิง ต้องเป็นสุภาพบุรุษ ชายไทยที่ดี ต้องมีความกตัญญูเป็นหลัก ไม่เจ้าชู้สำส่อน มีความรับผิดชอบเป็นต้น เป็นผู้นำของครอบครัว ซึ่งก้สอดรับกับอุดมคติแบบชนชั้นกลางทุกอย่าง และวัฒนธรรมหลักของสังคมทุกอย่าง แต่ก็เป็นกรณีคล้ายคลึงกับผุ้หญิงคือ ในการสร้างมาตราฐานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพฤติกรรม บทบาทความเป็นเพศชาย หรือแม้กระทั่งรูปลักษณ์ทางเพศของผู้ชายในอุดมคติที่สังคมไทยโดยเฉพาะใน บริบททุนนิยมปัจจุบันที่นิยมความหล่อเหลา ตามแบบต่างชาตินั้น ทำให้มาตราฐานดังกล่าวไปกดขี่คนที่เขาไม่เป็นไปตามมาตราฐานดังกล่าวได้ กล่าวคือ เมื่อเราสร้างแบบของผู้ชายดีๆขึ้นมาทั้งด้านหน้าตาและหน้าที่ ขณะเดียวกัน ผู้ชายที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็จะถูกมองว่าต่ำกว่าในเชิงคุณค่า ซึ่งยังไม่นับเพศที่สามที่ไม่เคยได้รับความสนใจจากแบบเรียนดังกล่าวของรัฐ ไทยเลย เมื่อเราไม่นิยมที่จะพูดความจริงดังกล่าว ก้คงไม่ต้องพูดถึงสิทธิมนุษยชนเรื่องอื่นๆได้อีก รัฐไทยจึงกลายเป็นผู้ดำเนินการกดขี่ทางเพศในเชิงการพยายามสร้างการครองความ คิดในเรื่องดังกล่าวจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน

    

คติเรื่อง “เพศ” ในสังคมไทยกับตัวตนของคนสมัยใหม่ :ความขัดแย้งเชิงความคิด

     ใน สังคมโลกาภิวัตน์นั้น โลกทั้งโลกถูกย่อให้เล็กลงด้วยเทคโนโลยี่การสื่อสาร การปะทะกันของวัฒนธรรมต่างถิ่น จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คติเรื่องเพศ ในท้องถิ่นต่างๆล้วนต้องถูกปะทะกับแนวคิดที่อ้างตนว่ามีอารยะมากกว่า ความคิดเรื่องเพศจึงมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ที่เป็นการต่อสู้เพื่อความหลากหลายทางเพศ กรอบคิดเรื่องชายหญิง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่สุดเสมอไป เพราะความเป็นเพศ (Gender)ที่ ถูกสังคมประกอบสร้างขึ้นมานั้น กำลังจะถูกทำลายไปด้วยทัศนะแบบเสรีนิยม ที่เน้นความเท่าเทียมกันของมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้ว โลกทุนนิยมเสรี ก็ยังคงสร้างการกดขี่ทางเพศอยู่ดี เพราะกรอบคิดดังกล่าว ก่อให้เกิดชนชั้น ความแตกต่าง ช่องว่างระหว่างรายได้ การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ขึ้นในสังคม ความสุขของปัจเจกบุคคล ขึ้นอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สิน การกดขี่ทางเพศจึงยังคงอยู่ เช่น ภรรยาของชนชั้นกรรมกร เป็นต้น ดูแล้วคุณค่าทางเพศหรืออะไรที่มาขัดขวางโอกาส และการแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในระบอบเศรษฐกิจดังกล่าวจึงกลายเป็น สิ่งที่ต้องปล่อยวาง/ไม่สนใจ หรือขจัดทิ้งเสีย

       แต่ ในแบบเรียนดังกล่าวนั้น ยังคงนำเสนอมนุษย์ในอุดมคติที่มีความเป็นไทย มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอุดมคติของหญิงไทยนั้น ที่แบบเรียนสื่อถึง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา รูปถ่าย นั้นจะต้องเป็นกุลสตรี ทั้งทางกาย วาจา ใจ ส่วนชายนั้น ต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้นำ เข้มแข็ง ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอก บทบาทและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดหลักที่ปรากฏอยู่ในแบบเรียน วิชาชีวิตและวัฒนธรรมไทย และมารยาทและการสมาคม ซึ่งมีแนวโน้มไปทางอุดมคติทางเพศของชนชั้นกลางและของรัฐเสียมาก โดยอิงกับคติของศาสนา(พุทธศาสนา) อาทิ ในบทเรียนของหนังสือเรียนเรื่องมารยาทและการสมาคมมีการนำเสนอข้อปฏิบัติใน ศาสนพิธี หรือมีการนำหลักธรรมมาใช้ในการเป็นเหตุผลสนับสนุนการสร้างมาตราฐานความเป็น เพศ และลักษณะนิสัยในด้านสังคมที่ดี ในส่วนของรัฐเอง แบบเรียนก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีในการนำเสนอ พลเมือง สะงคม ในอุดมคติ เช่นการนำเสนอแต่นโยบายที่มาจากภาครัฐส่วนกลาง ประเพณี วัฒณธรรม ยุทธศาสตร์วัฒนธรรมกับพัฒนาประเทศ  แผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ[23] เป็นต้น

        แต่ บทเรียนอีกเล่มคือ การพัฒนาบุคลิกภาพ และมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน จะนำเสนอคติ ทางเพศในแง่ที่เสรีมากกว่า กล่าวคือ จะไม่โยงจำเพาะกับความเป็นเพศกระแสหลัก นั่นคือ ชายและหญิง แต่จะกล่าวถึงหลักการกว้างๆเพื่อให้ปัจเจกบุคคลไปปฏิบัติตาม นั่นคือ แบบเรียนมีความโน้มน้ามกรอบคิดของปัจเจกที่ตอบสนองต่อโลกทัศน์แบบทุนนิยม โลกาภิวัฒน์เสียมากกว่า ฉะนั้น ตัวตนของนักศึกษาที่ได้ศึกษาจากแบบเรียนดังกล่าว จึงมีความลักลั่น ขัดแย้งเชิงแนวคิดกันเอง โดยที่ตนเองนั้นก็ไม่รู้ตัว กล่าวคือ ด้านหนึ่งก็สนใจในความเป็นไทย ยึดถือ ความเป็นเพศแบบไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ปะทะกับแนวคิดโลกเสรี ที่ปล่อยวางจากคุณค่าบางอย่าง มาอยู่บนฐานคิดเชิงมูลค่า สังเกตได้จาก เรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพทางเพศ และมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ในแบบเรียนนั้น ได้นำเสนอเน้นย้ำตลอด ถึงประโยชน์ที่จะได้รับในด้านการงาน การเงิน และตำแหน่ง  นี่คือความลักลั่น/ย้อนแย้งกันเองของแบบเรียน ที่นำเสนอคุณค่าและจุดมุ่งหมายเรื่องเพศ

  

“มนุษย์ในอุดมคติ” กับโลกอุตสาหกรรมนิยม

              

   เมื่อปี พ.ศ. 2538มีผู้จบการศึกษาในหลักสูตรอาชีวะและเทคนิคศึกษาจำนวน 82,516 คน[24] แต่ในปัจจุบัน จำนวนผู้จบการศึกษาในแต่ละปี เฉพาะในหลักสูตรได้เพิ่มจำนวนขึ้นกว่า7 เท่าตัว ถ้านับรวมจำนวนนักศึกษานอกหลักสูตรด้วยแล้ว ก็จะมีผู้จบการศึกษาในระดับดังกล่าวแต่ละปีกว่าล้านคน  แสดง ว่ารัฐไทยนั้นมีความมุ่งมั่นในการที่จะผลิตคนที่เรียนในระดับดังกล่าวเพิ่ม ขึ้น เรื่องถูกตอบย้ำว่าเป็นจริง ถ้าดูจากกรอบการพัฒนาการศึกษาของไทยปี 2550-2554 นั้น จะพบว่ารัฐไทยตั้งเป้าหมายที่จะให้มีผู้ศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา โดยมีสัดส่วนสายสามัญ : สายอาชีวศึกษา เท่ากับ 50 : 50 [25]     จะ เห็นได้ว่าหลักสูตรอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา จึงเป็นระบบการศึกษาที่มุ่งผลิตคนขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อแนวทางการพัฒนา ประเทศตามตรรกะของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี  การ มุ่งพัฒนาประเทศด้วยการมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรม ทำให้เกิดโรงงานขึ้นเป็นจำนวนมาก แรงงานที่มีทักษะความรู้ ความสามารถ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการการผลิตในระบบทุนนิยม

        แน่นอนที่สุด แบบเรียนในระดับดังกล่าวย่อมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ เสริมสร้างโลกทัศน์ดังกล่าวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น  ผู้ เขียนจะไม่กล่าวถึงหนังสือเรียนรายวิชาอื่นซึ่งย่อมต้องมีเนื้อหาตรงตามราย วิชาเป็นธรรมดา แต่ในแบบเรียนด้านสังคมศาสตร์นั้น อันที่จริงนับว่าไม่ค่อยมีประโยชน์นัก ในการประกอบวิชาชีพ ถ้าจะมีประโยชน์บ้างก็ต้องเลือกนำเสนอในเนื้อหาที่มันจะทำให้ผู้เรียนมีความ คิดหรือโลกทัศน์ตามโครงสร้างส่วนบน/กระแสการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงหลักของ สังคม นั่นคือ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีนั่นเอง

        แนว คิดของกรัมชี่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวิพากษ์ ปรากฏการณ์ต่างๆของสังคมและการเมือง โดยเฉพาะนำมาการวิพากษ์ชนชั้น ผู้นำในการเมืองภายในประเทศ ภายใต้บริบทของรัฐไทยที่เป็นรัฐรวมศูนย์การปกครอง ปัจจุบันมีการพูดถึงกรัมชีเป็นอย่างมากในวงวิชาการไทยเนื่องจาก แนวคิดของกรัมชี่สามารถนำมาอธิบายจุดประสงค์ของแบบเรียนในโลกที่อุตสาหกรรม เป็นใหญ่ได้

      เมื่อ ประเทศไทยเราเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมสังคมสมัยใหม่ ทิศทางการพัฒนาประเทศจึงเป็นไปตามตรรกของทุนนิยมเป็นหลัก การพัฒนาประเทศมีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมและเป็นระบบอย่างมากตั้งแต่การเกิด แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ การมุ่งพัฒนาประเทศด้วยการสร้างเส้นทางการคมนาคม การสร้างมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค การพัฒนาด้านการสื่อสารและพลังงาน ล้วนเป็นพื้นฐานในการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มุ่งเข้าสู่สังคมที่ยึด อุตสาหกรรมเป็นรายได้หลักของประเทศ การเปิดเสรีทางการลงทุน ในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ที่จะระดมเม็ดเงินในการลงทุนจากต่างประเทสและภาคเอกชน รัฐไทยนับว่าได้เอื้อให้เกิดการลงทุนด้วยการอำนวยความสะดวกในหลายๆด้านให้ กับชนชั้นนายทุน [26]โดย รวมแล้วการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไทย ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศในทุกรัฐบาลตามตรรกะของเสรีนิยม ที่เปิดให้ทุนสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวมากที่สุด โดยอุดมการณ์หลักของชนชั้นปกครองที่เข้ามามีอำนาจในการเมืองไทย ทุกยุคทุกสมัยล้วนตระหนักถึงการพัฒนาในแง่เศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการจ้างงานให้ได้มากที่สุด เพิ่มพลังการผลิต ขยายพื้นที่การจ้างงานให้ได้มากและทั่งถึงที่สุด เมื่อคนในประเทศมีงานทำ    ความยากจนก็จะหมดสิ้นลงในที่สุด  เมื่อ เป้าหมายของการทำให้ประชาชนกินดีอยู่มีความสุข คือการต้องพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้มีตัวเลข รายได้ประชาชาติสูงขึ้นทุกปี การที่ผู้ปกครองจะมาจากใครจึงไม่สำคัญ  การเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์ การจัดสรรทัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียมจึงถูกมองข้ามมาในอดีตชน ชั้นปกครองต้องการแค่เพียงการการไม่มีปากเสียง ความสมานฉันท์ สามัคคีกันอยู่เฉยๆปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำที่จะหาทางแก้ไข ให้ หน้าที่ของประชาชนมีเพียงการเลือกตั้งผู้แทนเท่านั้น ในโลก “อุตสาหกรรมนิยม”เช่นนี้ เนื้อหาในแบบเรียน จึงต้องสอดคล้องกับ กระแสดังกล่าว

         ตัวอย่าง ชัดเจนที่กรัมชี่ได้ชี้ให้เห็นถึงการยึ้ดครองพื้นที่การใช้ชีวิตประจำวัน หรือการเมืองในเชิงวัฒนธรรม ได้แก่ อุดมคติบางอย่างเช่น อุดมการณ์เรื่องความขยันหมั่นเพียรของกรรมาชีพ ความขยันหมั่นเพียรจะไม่ทำให้คนยากจน คนยากจนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นเพราะไม่ขยัน ขี้เกียจ กินเหล้า ถ้าหางานทำและทำงานอย่างอดทน สู้งานก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เห็นได้ว่าชุดความคิดดังกล่าวได้ปกปิดคำอธิบายความยากจนอื่นๆอีก ในความเป็นจริงแล้ว การอธิบายความยากจนก็ยังมีข้อถกเถียงอีกมาก เช่น มาร์กซิสเสนอว่าความยากจนเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจและโอกาสในการเข้าถึงจาก การดำเนินนโยบายการพัฒนาของรัฐไทยในอดีต เป็นต้น  หรือกรณีที่กว้างกว่าคือกรณีสถาบันครอบครัวและชีวิตทางเพศของคนงาน[27]กรัมชี่ให้ข้อสรุปว่า อุดมการณ์           เรื่อง เพศและครอบครัว ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้สายพานการผลิตแบบทุนนิยมขับเคลื่อนไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ กล่าวคือ หากคนงานมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือหมกมุ่นในเรื่องเพศส่วนตัวมากเกินไปในยาม ค่ำคืน อาจนำไปสู่การหย่อนประสิทธิภาพทางการผลิตในโรงงานในช่วงเวลากลางวัน ดังนั้นอุดมการณ์แบบผัวเดียวเมียเดียวจึงถูกนำมาอบรมบ่มเพาะคนงาน  เพื่อ ที่จะจัดการวินัยในชีวิตเกี่ยวกับเรื่องเพศของคนในกลุ่มนี้อย่างเข้มงวด ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรัมชี่จึงกล่าวว่า ศีลธรรมเรื่องเพศไม่ได้วางอยู่บนหลักเหตุผลของมนุษยชาติ  หากแต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของหลักการสั่งสมกำไรในระบบทุนนิยมนั่นเอง  

         จะ เห็นได้ว่าตัวตนของมนุษย์ในโลกอุตสาหกรรมนั้นถูกรัฐชาติ ตีกรอบจำกัดการใช้ชีวิตไว้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องเพศ แบบเรียน รัฐไทยจึงกลายเป็นเพียงกลไกหนึ่งของรัฐที่กลายเป็นเครื่องมือทางทางชนชั้น หนึ่งในการครอบงำอีกชนชั้นหนึ่ง  

 

รัฐไทยกับการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจเรื่องเพศในแบบเรียน  :  บทสรุปและเสนอแนะ

ทาง ชนชั้น ได้ออกแบบหลักสูตรที่มุ่งสนองต่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ อันเป็นความปรารถนาของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะในเรื่อง “ความเป็นเพศ” ที่แบบเรียนยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในการเป็นเครื่องมือ/กลไกของรัฐ ในการสร้างการครองความคิดจิตใจ ต่อประชาชน ซึ่งในกรณีของรายงานชิ้น คงเป็นกลุ่มนักศึกษาในระดับ อาชีวะและเทคนิคศึกษา ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าเรียนในระดับดังกล่าวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และเมื่อนักศึกษาดังกล่าวได้จบการศึกษาไป ก็จะเข้าสู่ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ บริการแทบทั้งหมด ซึ่งแรงงานในระดับการศึกษานี้ถือว่าเป็นแรงงานในระดับกลาง มีทักษะ ความสามารถและฝีมือมากว่า ผู้ใช้แรงงานที่เป็นกรรมกร รวมทั้งได้รับรายได้ที่มากกว่า ส่วนจึงกลายเป็นชนชั้นกลางโดยปริยาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย/ราบรื่น ในกระบวนการผลิตและการแสวงหาประโยชน์โอกาสทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลาง รัฐไทยจึงต้องทำหน้าหน้าที่ในการสร้างการครองความคิดจิตใจ โดยรายงานชิ้นนี้ เลือกศึกษาในเรื่องเพศและความเป็นเพศ อันเป็นสิ่งซี่งถูกประกอบสร้างขึ้นมา

    โดย บริบทความเปลี่ยนแปลงนั้น คติเรื่อง “เพศ” ในบริบทสังคมการเมืองการปกครองแบบเก่าของไทย เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ สำคัญมาก มีการใช้อำนาจอย่างมากในการห้ามปรามทางเพศ มีการแยกบทบาทชายหญิงอย่างชัดเจน ผู้หญิงกลายเป็นเบี้ยล่าง เป็นวัตถุสนองความใคร่ทางเพศของชาย ต้องปรนนิบัติชาย ด้วยการอบรมกล่อมเกลาของแบบเรียนในสมัยเก่า เช่นคติ เรื่องการรักเดียวใจเดียว เพศหญิงถูกควบคุมในเรื่องดังกล่าวมากกว่าชาย ชายในสังคมอดีตสามารถมีภรรยาได้จำนวนมาก ผู้หญิงในจารีตสังคมแบบเก่าจึงถูกปิดกั้นในเชิงโอกาส ส่วนผู้ชายนั้นชัดเจนว่าในจารีตสังคมแบบเก่าชายมีความเหนือกว่าอย่างมาก ทั้งยังได้รับความชอบธรรมจากศาสนา(พุทธศาสนา)จนการมีลูกชายดูจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าลูกสาว โอกาสต่างๆก็ดีกว่า เช่นหน้าที่การงาน โอกาสทางการศึกษา ทางธรรม เป็นต้น  ส่วน การจะกล่าวถึงเพศที่สามในจารีตสังคมแบบเก่านั้น คงไม่ต้องกล่าวถึงมากเพราะ เพศที่สามในสังคมจารีตแบบเก่านั้น มีความหมายถึงความผิดปรกติ วิปลาศแบบเรียนในสมัยก่อนจึงเป็นเครื่องมือของรัฐอย่างชัดเจน แต่ อาจมีข้อจำกัดเรื่องบริบทและช่วงเวลา ของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองนั้นๆซึ่งจะเป็นตัวแปรในการบ่งถึง ปริมาณของบุคคลและเพศ ในการเข้าถึงการศึกษาดังกล่าว

      แต่ ในสังคมสมัยใหม่ที่ความจริง/คุณค่าสูงสุดที่ ชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองเคยสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการปกครองผู้ถูก ปกครองนั้น ถูกลดความสำคัญลงอย่างมาก จนแทบจะไม่มีคุณค่าแล้วในปัจจุบัน แต่ในขณะที่ชนชั้นปกครองไทย ยังคงอยู่ในระหว่างเปลี่ยนผ่านในเชิงโครงสร้างอำนาจ ชนชั้นปกครองตามจารีตแบบเก่า ซึ่งต้องอาศัยคุณค่าแบบเก่าในการสร้างการครองความคิดจิตใจคนสมัยใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แบบเรียนของรัฐไทยในยุคปัจจุบัน เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง/ลักลั่น ในเชิงความคิด โดยเฉพาะในเรื่องการประกอบสร้างความคิดเรื่อง “ความเป็นเพศ”(Gender) นั้น ชัดเจนว่าแบบเรียนบางเล่มมีแนวโน้มในการออกแบบเนื้อหาที่เอียงไปในทางตอบ สนองต่อทุนนิยม แต่แบบเรียนอีกเล่มกลับยืนตรงข้ามกัน ในการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ และเรียกร้องให้อนุรักษ์คุณค่าแบบไทยเดิม เอาไว้

     ใน ที่นี้เองรัฐไทยจึง ทำหน้าที่อย่างหลากหลายในการออกแบบหลักสูตร จุดประสงค์ และเป้าหมายรายวิชาเพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการคุณค่า วัฒนธรรม ความเป็นเพศ ในแง่หนึ่งต้องตอบสนองต่อการโหยหวนหาอดีต กรอบคิดเรื่องชาย-หญิง อันจะช่วยผดุง โครงสร้างสังคมแบบดั้งเดิม อนุรักษ์นิยม ชนชั้นปกครองแบบเก่า ศาสนา และระบบราชการแบบรวมศูนย์ อันเนื่องมาจากโครงสร้างอำนาจนี้ก็ยังมีอิทธิพลอยู่ทั้งในเชิงความคิด อำนาจ ในปัจจุบัน แต่อีกแง่หนึ่ง หลักสูตรและแบบเรียนก็ต้องตอบสนองต่อโลกทัศน์แบบทุนนิยมเสรี เพื่อผลิตคนเข้าสู่โลกแห่งอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างสังคมแบบใหม่ สัมพันธภาพทางอำนาจแบบใหม่ ที่เน้นความเท่าเทียมทางอำนาจ และโอกาส  บท เรียนเรื่องเพศ จึงถูกปรับปรุง/ปรับแต่งใหม่ให้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยบทเรียนนั้นได้นำเสนออุดมคติเรื่องเพศ ตามแบบชนชั้นกลาง อันเป็นชนชั้นที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในยุคโลกาภิวัฒน์ เรื่องเพศในแบบเรียนในวิชาที่มีเนื้อหาตอบสนองต่อตลาด จึงลดข้อจำกัดเรื่องเพศชาย-หญิงลง  รัฐ ไทยในปัจจุบัน จึงเป็นรัฐที่ก้ำกึ่ง ระหว่างการพยายามสร้างการครองความคิดจิตใจโดย สอดแทรกคุณค่า/คติเรื่อง “เพศ”ของจารีตสังคมแบบเก่า กับของจารีตตามสังคมแบบสมัยใหม่ แต่ถึงอย่างไร  แบบเรียนก็ยังให้ความสำคัญกับความเป็นรัฐอยู่ดี  โดยข้อที่น่าตั้งคำถามคือ  ถึงอย่างไรก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องของเพสที่สามอยู่ดี คงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปถึงการเรียกร้องต่อสังคมของกลุ่มเพศที่สาม

 

บรรณานุกรม

กาญจนา แก้วเทพ,ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา,พิมพ์ครั้งที่ 2,(กรุงเทพฯ:เอดิสันเพรสโปรดักส์.2549)

กาญจนา แก้วเทพ และ สมสุข หินวิมาน,สายธารแห่งนักคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกับ สื่อสารศึกษา ,(กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.2551),

กรมแผนการศึกษา .ภาวะการมีงานทำผู้สำเร็จอาชีวศึกษา, กรมอาชีวะศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ,2539 .

ใจ อึ้งภากรณ์ และคณะ.“อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม 2”. (กรุงเทพฯ:ชมรมประชาธิปไตยแรงงาน2545)

ทวีศักดิ์ สุรชาติธำรงรัตน์.  “รัฐทุนนิยมประชาธิปไตยชนชั้นกระฎุมพีไทย พ.ศ. 2535-2548 : รัฐ ในฐานะเครื่องมือแห่งชนชั้นครอบงำ”(วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์2550).

ธเนศ วงศ์ยานนาวา.เพศ จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ.(กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.2551)

นิธิ  เอียวศรีวงศ์,รากหญ้าสร้างบ้าน ชนชั้นกลางสร้างเมือง,(กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.2552)

ปฬาณี  ฐิติวัฒนา  ,มารยาทและการสมาคม  ,(นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2546),

มณีรัตน์  ปิ่นวิเศษ,ชีวิตและวัฒนธรรมไทย, (นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์,2550),

ลักขณา ปัณวิชัย,“อุดมการร์ของรัฐไทย ในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา พ.ศ.2464-2533;ไม่มี “ชาติของประชาชนชาวไทย”ในแบบเรียน”, ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่21 ฉบับที่ 3 (2542)

วัชรพล พุทธรักษา,รัฐบาลทักษิณกับความพยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ”  ,(วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549).

วีระพันธ์ สิทธิพงศ์ ,ปรัชญาอาชีวะและเทคนิคศึกษา(กรุงเทพฯ : เอพี่กราฟิค ดีไซน์การพิมพ์ ,2541)

ศิริพร ยอดกมลศาสตร์,การนิยามชนชั้นกลางในสังคมไทย,ใน ชนชั้นกลางในกระแสทุนนิยม , ณรงค์ เพชรประเสริฐ บก.(กรุงเทพฯ:เอดิสันเพรส,2548)

สุชาย ตรีรัตน์, รัฐไทย : รัฐรวมศูนย์ ศูนย์รวมปัญหา, เอกสารเพื่อการศึกษาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่น ลำดับที่ 5 โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่น คณะ  สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ [มปป.]

สุภางค์ จันทวานิช,ทฤษฎีสังคมวิทยา,พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552) ,

สุรพงษ์  ชัยนาม.“อันโตนิโอ   กรัมชี กับทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่”   ปาจารยสาร ปีที่8 ฉบับที่6 (ธันวาคม 2524)

อารี พันธ์มณี,การพัฒนาบุคลิกภาพ,(นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์,2549)

McLellan, David,Marxism after Marx ,(New York : Palgrave Macmillan, 2007),

Ouintin Hoare and Geoffrey Nowell Smith. Selections from the Prison Notebooks of Antonio Gramsci. (New York : International Publishers, 1971),

สื่อออนไลน์

      “สำนักพิมพ์เอมพันธ์”มุ่งมั่นพัฒนาไม่หยุดนิ่ง , เข้าถึงได้จาก http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=66&nid=47918   ,5 มีนาคม 2553.

สำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา, สรุปรายงานผลKPI ตาม...งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของสอศ. เข้าถึงได้จากhttp://bme.vec.go.th/      (8 มีนาคม 2553)



          [1]    5141045524 นิสิตภาควิชาการปกครอง ชั้นปีที่ 2คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯโทร 08-7741-9923ส่ง รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร วิชาเพศกับการเมือง ; ผู้เขียนรายงานขอขอบคุณ อ.สุชาย ตรีรัตน์ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อ.วัชรพล พุทธรักษา และ สาทร ศรีเกตุ ที่มีส่วนในการทำให้รายงานชิ้นนี้สำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

          [2]    กาญจนา แก้วเทพ,ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา,พิมพ์ครั้งที่ 2,(กรุงเทพฯ:เอดิสันเพรสโปรดักส์.2549).474.

          [3]    เพิ่งอ้าง.474.

          [4]    วีระพันธ์ สิทธิพงศ์ ,ปรัชญาอาชีวะและเทคนิคศึกษา(กรุงเทพฯ : เอพี่กราฟิค ดีไซน์การพิมพ์ ,2541),13.

          [5]    ดู“สำนักพิมพ์เอมพันธ์”มุ่งมั่นพัฒนาไม่หยุดนิ่ง , เข้าถึงได้จาก http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=66&nid=47918   ,5 มีนาคม 2553.

          [6]    ดูข้อวิจารณ์งานดังกล่าวเพิ่มเติมในลักขณา ปัณวิชัย,“อุดมการร์ของรัฐไทย ในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา พ.ศ.2464-2533;ไม่มี “ชาติของประชาชนชาวไทย”ในแบบเรียน”, ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่21 ฉบับที่ 3 (2542),106-107

          [7]    ดูข้อถกเถียงในลักขณา ปัณวิชัย,2542,อ้างแล้ว,107

          [8]     กาญจนาแก้วเทพและสมสุขหินวิมาน,สายธารแห่งนักคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกับสื่อสารศึกษา,(กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.2551),186.

          [9]     ดูเพิ่มเติมใน  McLellan, David,Marxism after Marx ,(New York : Palgrave Macmillan, 2007),200-203และงานเขียนของกรัมชี ในOuintin Hoare and Geoffrey Nowell Smith. Selections from the Prison Notebooks of Antonio Gramsci. (New York : International Publishers, 1971),

          [10]     ในงานของวัชรพล ใช้คำว่า การครองอำนาจนำ ดูวัชรพล พุทธรักษา, “รัฐบาลทักษิณกับความพยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ”  ,(วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549).25.

          [11]    เพิ่งอ้าง,29

          [12]     สุภางค์ จันทวานิช,ทฤษฎีสังคมวิทยา,พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552) ,188.  

          [13]     สุรพงษ์  ชัยนาม.“อันโตนิโอ   กรัมชีกับทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่”   ปาจารยสารปีที่8 ฉบับที่6 (ธันวาคม2524) หน้า74

          [14]     สุชายตรีรัตน์, รัฐไทย: รัฐรวมศูนย์ศูนย์รวมปัญหา, เอกสารเพื่อการศึกษาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นลำดับที่5 โครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่นคณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่[มปป.],10.

          [15]     ศิริพร ยอดกมลศาสตร์,การนิยามชนชั้นกลางในสังคมไทย,ใน ชนชั้นกลางในกระแสทุนนิยม , ณรงค์ เพชรประเสริฐ บก.(กรุงเทพฯ:เอดิสันเพรส,2548),145-146.

          [16]     อารี พันธ์มณี,การพัฒนาบุคลิกภาพ,(นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์,2549),1.

          [17]     เพิ่งอ้าง,2.

          [18]    เพิ่งอ้าง,14-15.

          [19]    นิธิ  เอียวศรีวงศ์, รากหญ้าสร้างบ้านชนชั้นกลางสร้างเมือง,(กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.2552),98.

          [20]    ปฬาณี  ฐิติวัฒนา  ,มารยาทและการสมาคม  ,(นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2546),21.

          [21]    เพิ่งอ้าง,80.

          [22]     ดู ธเนศ วงศ์ยานนาวา.เพศ จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ.(กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มติชน.2551),225-232.

          [23]     ดู มณีรัตน์  ปิ่นวิเศษ,ชีวิตและวัฒนธรรมไทย, (นนทบุรี : สำนักพิมพ์เอมพันธ์,2550),174-189.

          [24]     กรมแผนการศึกษา .ภาวะการมีงานทำผู้สำเร็จอาชีวศึกษา, กรมอาชีวะศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ,2539 . หน้า 4

          [25]     สำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา, สรุปรายงานผลKPI ตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของสอศ. เข้าถึงได้จากhttp://bme.vec.go.th/      (8 มีนาคม 2553)

          [26]      ทวีศักดิ์ สุรชาติธำรงรัตน์.  “รัฐทุนนิยมประชาธิปไตยชนชั้นกระฎุมพีไทย พ.ศ. 2535-2548 : รัฐ ในฐานะเครื่องมือแห่งชนชั้นครอบงำ”(วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์2550).185

          [27]     ใจ อึ้งภากรณ์ และคณะ. “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม 2”. (กรุงเทพฯ:ชมรมประชาธิปไตยแรงงาน2545),220.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
This forum needed sahknig up and you've just done that. Great post!
Meesuk
(8 มกราคม 2556  เวลา 03:00:18)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18503446