สาระสารพัน : บทความพิเศษ
เฟซบุ๊คกับบล็อก

หลังจากที่คุณครูมะม่วงอ่านเรื่องที่สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาพูดถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น บล็อก เฟซบุ๊ค ที่จะช่วยเด็กวัยรุ่นจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง  และการสื่อสารกับคนอื่น ที่จะช่วยลดปัญหาทางด้านพฤติกรรมของวัยรุ่นลงได้  (จากเรื่อง Blogging Helps Teens with Social Problems, APA Says) 

คุณครูมะม่วงก็เลยอยากจะแบ่งปันสิ่งที่อ่านให้คุณพ่อคุณแม่ของลูกวัยรุ่นที่กำลังใช้หรือติดสื่อสังคมออนไลน์ ก็เลยเขียนจดหมายเปิดผนึกเรื่องบล็อกและเฟซบุ๊คฉบับนี้ขึ้น

..........................

เรียนคุณพ่อคุณแม่

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลเรื่องที่ลูกๆ ติดอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้สื่อสาร พูดคุยกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้างอยู่หรือเปล่าคะ  ถ้าลูกคุณอยู่ในกลุ่มนี้  ถือว่าเป็นปกติของวัยรุ่นสมัยนี้  คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องวิตกกังวลให้มากเกินไปเลยค่ะ เพราะว่าจะห้ามก็ห้ามไม่ได้ จะจำกัดเวลาเล่น เด็กก็จะแอบไปเล่นที่อื่น ที่ลับหูลับตา ห่างไกลสายตาคุณพ่อคุณแม่อีก

 

จริงๆ แล้วการสื่อสารแบบใหม่นี้ก็มีประโยชน์นะคะ ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น  จากการศึกษาของสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่าการติดต่อกันทางออนไลน์ ในรูปแบบบล็อก (blog) จะช่วยให้วัยรุ่นจัดการกับความกลัว  ความประหม่า  และจะช่วยให้รับมือกับการเข้าสังคมได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนว่าบล็อก คืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร

บล็อกเป็นเครื่องมือสื่อสารแบบใหม่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ซึ่งก็เหมือนกับหน้าร้านบนอินเทอร์เน็ต ที่ใช้ประกาศข่าวสาร ขายของ แสดงความคิดเห็น เผยแพร่ผลงาน แบ่งปันรูปที่ไปเที่ยว เขียนไดอารี่ เล่าเรื่องที่พบเจอ และอื่นๆ อีกมากมาย จะใส่รูป เพลง หรือตกแต่งด้วยดาวกระพริบๆ มีดอกไม้โปรยปราย มีหมาวิ่งไปวิ่งมาก็ได้ค่ะ  สิ่งต่างๆ ที่เอาขึ้นไปไว้บนบล็อก หรือที่เรียกว่า โพสต์ (post) จะเรียงลำดับเรื่องจากใหม่ไปเก่า เรื่องใหม่ก็อยู่หน้าสุด เรื่องเก่าก็อยู่ล่างสุด  อาจจะแยกหมวดหมู่ด้วยก็ได้ 

 

โดยมากแล้ว บล็อกจะเขียนโดยคนๆ เดียว เรื่องราว หรือรูปภาพที่แสดงบนบล็อก จะมีช่องแสดงความคิดเห็น (comment) ที่เปิดเป็นพื้นที่ให้ทั้งคนเขียนและคนอ่าน แสดงความคิดเห็นต่อท้ายเรื่องหรือภาพนั้นๆ หรือคุยกันก็ได้   

เรื่องราวในบล็อก มักจะเป็นข้อมูลที่คนเขียนรู้ หรือมีประสบการณ์แล้วเอามาถ่ายทอดผ่านตัวอักษร ในภาษาที่อ่านง่าย ไม่เป็นทางการ

ส่วนเฟซบุ๊ค (facebook)  ก็คล้ายๆ กับบล็อก ซึ่งก็คือ พื้นที่ส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัว ใส่รูปภาพ เพิ่มรายชื่อผู้ใช้อื่นเป็นเพื่อนที่เข้ามาดูหน้าเฟซบุ๊คเราได้ แล้วเราก็สามารถโพสต์ความรู้สึก สิ่งที่อยู่ในใจ สิ่งที่อยากบอกได้ทุกๆ วินาทีเลยค่ะ โพสต์เรื่องที่เราเขียน รูปถ่าย เพลง ขายของ ซึ่งทุกอย่างก็มีช่องแสดงความคิดเห็นให้เขียนได้   แต่บางคนก็ให้อ่าน ให้ดูเฉยๆ ไม่ให้ใส่ความเห็น เราไปดูหน้าเฟซบุ๊คของเพื่อน ดูข้อมูลของเพื่อนได้ด้วยค่ะ  ในเฟซบุ๊คจะมีปุ่มกด like  ซึ่งก็มีหลายความหมาย ไม่ว่าจะเป็น  ชอบ  อ่านแล้ว หรืออยากติดตามความคิดเห็น

ในวันนี้  สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งบล็อกและเฟซบุ๊คเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนได้เร็วที่สุด ในสถานการณ์ต่างๆ ก็ได้ช่องทางเหล่านี้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ข้อมูลล่าสุดจะปรากฏขึ้นภายในเสี้ยววินาที เช่น ในช่วงที่เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หรือในช่วงน้ำท่วม ก็ได้เฟซบุ๊คที่ให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าจากคนในพื้นที่ ที่ส่งข่าวทันสถานการณ์ผ่านเฟซบุ๊ค หรือการรวมตัวกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างกะทันหัน ที่เรียกว่า flash mob ก็นัดหมายกันผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อรู้จักสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบบล็อก และเฟซบุ๊คกันแล้ว ตอนนี้ก็มาดูว่า มันมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

บล็อกกับการเขียนบันทึก

สารานุกรมหรือหนังสือรวบรวมความรู้เรื่องความผิดปกติทางจิตบอกว่า การเขียนบันทึกบอกเล่าอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของเจ้าตัว เป็นการบำบัดที่สร้างสรรค์อย่างหนึ่ง  นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวร่างกาย การเต้น ศิลปะ ดนตรี   นักจิตวิทยาบอกอีกด้วยว่า สำหรับวัยรุ่น การเขียนบันทึก ดนตรี และการเคลื่อนไหวร่างกาย  เป็นการบำบัดที่ได้ผลดีที่สุดในเรื่องการจัดการอารมณ์ ความรู้สึก  เมื่อพ่อแม่ให้ลูกๆ เขียนบันทึกความรู้สึกที่ไม่ดี สิ่งไม่ชอบ ก็จะพบว่า ลูกๆ มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและทัศนคติที่ไม่ดีน้อยลง 

บันทึก เป็นที่ที่ปลอดภัยที่จะเก็บความลับคับใจ  เป็นที่ระบายความเครียด  ความรู้สึกที่เราได้เจอสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจโดยเฉพาะในทางที่ไม่ดี  เมื่อได้ระบายออกมาแล้ว ก็จะรู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลาย  ความรู้สึกต่อสิ่งไม่ดีเหล่านั้นก็จะลดลง สิ่งที่ค้างคาในใจ ในหัวก็ค่อยๆ น้อยลง  จากที่อารมณ์ขุ่นมัวเหมือนกับน้ำที่มีสิ่งสกปรกหลายอย่างเจือปน ก็ค่อยๆ ตกตะกอน และใสขึ้น  

จากบันทึกที่เขียนผ่านปากกา ดินสอ ลงในกระดาษ วันนี้เมื่อมีบล็อกในอินเทอร์เน็ตขึ้นมา ก็ทำให้เรามีบันทึกในรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับรูปแบบชีวิตในวันนี้  ที่จะเขียน จะเข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ แบ่งปันให้คนอื่นอ่านด้วยก็ได้ หรือจะเก็บไว้อ่านคนเดียวก็ได้ค่ะ

 

การเขียนบันทึกส่วนตัว กับการเข้าสังคม

โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เมื่อรู้ว่าการเขียนบันทึกในบล็อก เป็นการบำบัดอารมณ์ ความรู้สึกของเด็กๆ วัยรุ่นได้  แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะกังวลต่อไปอีกว่า  เรื่องส่วนตัวที่เด็กๆ เขียน แล้วใครๆ ก็เข้ามาอ่านได้นั้น เป็นการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเกินไปหรือเปล่า จะทำให้เด็กวัยรุ่นเจ้าของเรื่องเกิดความรู้สึกอาย อาจจะโดนล้อ หรือกลายเป็นเหยื่อทางอารมณ์ ทางความคิด ให้คนอื่นเอาไปขยายให้เป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องราวใหญ่โตหรือเปล่า  

นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิสราเอลศึกษาเรื่องดังกล่าวและพบว่า การเขียนบล็อกให้ประโยชน์มากกว่าโทษค่ะ โดยอธิบายว่า ถึงแม้ว่าจะมีข้อความออนไลน์ในแนวกลั่นแกล้งหรือล่วงละเมิด แต่ส่วนมากแล้วจะพบว่า การแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่เขียนในบล็อกจะเป็นการสนับสนุน  ให้กำลังใจ  ให้คำแนะนำในทางบวกมากกว่า

 

บล็อก กับพัฒนาการทางอารมณ์

ในการศึกษาเรื่องบล็อกของสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา นักจิตวิทยาทดสอบกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นให้สร้างบล็อกส่วนตัวและติดต่อกับเพื่อนในกลุ่มผ่านข้อความทางบล็อก   พบว่าเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีขึ้น  มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ความกลัว กังวล ประหม่าในการเข้าสังคม ความเครียดทางอารมณ์ และพฤติกรรมด้านลบ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากมีการสื่อสารกันทางบล็อก

 

เฟซบุ๊ค  เหรียญสองด้าน

ปีที่แล้ว  สำนักข่าวแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริการายงานว่า จากการศึกษาของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า เด็กในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเฟซบุ๊คจะเกิดความรู้สึกซึมเศร้า เกิดความกดดันทางอารมณ์ ความรู้สึกจากการเล่นเฟซบุ๊ค  ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ หรือใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ  เด็กๆ บอกว่า บางครั้งพวกเขาคิดว่าเฟซบุ๊คเป็นเหมือนกับเวทีในการประกวดดังๆ  และข้อมูลต่างๆ บนเฟซบุ๊ค ก็ทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองและผลการเรียน  สิ่งที่พบนี้ ทำให้พ่อแม่เห็นโทษจากการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ  ซึ่งต่างจากผลการทดลองกับเด็กในเรื่องบล็อกของสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา   

ในขณะเดียวกัน เด็กวัยรุ่นบางคนบอกว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์จะทำให้พวกเขาติดต่อกันได้มากขึ้น  และพบว่าเด็กที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์มีจุดยืนในตัวเอง และช่วยบรรเทาความซึมเศร้าได้ในบางคน

 

ประสบการณ์ส่วนตัวของคุณครูมะม่วง

ดิฉันใช้เฟซบุ๊คมาราว ๓ ปี ปีแรกใช้เล่นเกม หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนเรื่องราวต่างๆ ที่ดิฉันพบเจอ กับงานเขียนเรื่องเพศศึกษา ดิฉันไม่มีบล็อกส่วนตัว

การเขียนเรื่อง เขียนบทความ ทำให้ดิฉันได้ทบทวนตัวเอง เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น รู้ถึงสิ่งที่ตัวเองชอบ ทักษะที่ตัวเองมี และมีโอกาสนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดและแบ่งปันกับคนอื่น   ขณะที่เขียน เหมือนได้ย้อนกลับไปในวัน เวลา และเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง เห็นรายละเอียดผ่านกระจกที่ใสกว่าเดิม และเมื่ออ่านทวนซ้ำเพื่อแก้ไขสิ่งเล็กๆ น้อยๆ  สิ่งสำคัญที่ต้องการจะบอกในเรื่องก็เห็นชัดขึ้น เข้าใจมากขึ้น  "งวด" ขึ้นเรื่อยๆ  จนสามารถตกผลึกในบางเรื่องได้ 

ดิฉันอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่เขียนเรื่องลงในเฟซบุ๊ค ซึ่งก็ตรงตามที่นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิสราเอลบอกข้างต้น  ดิฉันเขียนเรื่องลงในเฟซบุ๊คมาเกือบ 2 ปี  ครั้งหนึ่ง ดิฉันเจอเรื่องการละเมิด คุกคามข้อความที่ดิฉันเขียนในช่องความคิดเห็นในหน้าเฟซบุ๊คของเพื่อน  เมื่อดิฉันเล่าเรื่องนี้ผ่านเรื่อง “การคุกคามทางเพศบนเฟซบุ๊ค”  ก็มีเพื่อนเข้ามาให้กำลังใจ แนะนำวิธีจัดการ  ทั้งบอกในช่องแสดงความคิดเห็น ทั้งบอกผ่านข้อความ ทั้งถามว่าเป็นใคร และเรื่องราวเป็นยังไง

วันนี้ เฟซบุ๊คของดิฉัน มีเพียงเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ดิฉันเลือกจะแบ่งปันเรื่องราว ให้เห็นข้อความที่ดิฉันโพสต์ เรื่องที่ดิฉันเขียน เทคโนโลยีเปิดช่องทางให้เราเลือกได้ค่ะ เราก็ควรใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เสียสายตา เสียอารมณ์กับข้อมูล ข้อความขยะที่หาสาระไม่ได้  รังแต่จะเป็นตะกอนทำให้อารมณ์ขุ่นมัว

 

ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้มีสองด้านอยู่ในตัวเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกด้านไหนให้กับตัวเอง  สื่อสังคมออนไลน์ก็เช่นกัน เมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็ต้องรู้จักทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เมื่อรู้ ก็จะได้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใช้อย่างไร จะเลือกใช้เพื่อตกผลึก หรือสร้างและสะสมตะกอน 

 

แน่นอนว่า เด็กวัยรุ่นรู้จักวิธีใช้สื่อสังคมออนไลน์มากกว่าผู้ใหญ่ แต่เด็กอาจจะยังไม่รู้ ยังมองไม่เห็นข้อดีและข้อเสียของทั้งบล็อกและเฟซบุ๊ค ซึ่งก็ต้องอาศัยผู้ใหญ่ เช่น คุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยแนะนำ และพลิกหมุนมุมต่างๆ ที่เป็นผลจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เด็กได้รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยค่ะ 

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ ได้ทราบเช่นนี้แล้ว ดิฉันก็หวังว่า ท่านจะเข้าใจและนำเรื่องที่เรียนข้างต้นมาพูดคุยกับเด็กอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความเข้าใจทั้งในเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบใหม่นี้

 

ด้วยความปรารถนาที่จะเห็นคุณพ่อคุณแม่ขยับเข้าไปเข้าใจเด็กวัยรุ่นในอีกหนึ่งเรื่อง

 

คุณครูมะม่วง

 
     
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
8Arxnv Hey, thanks for the blog.Much thanks again. Will read on... http://crork.com/
best social bookmarks
(10 มิถุนายน 2556  เวลา 18:22:06)
ความคิดเห็นที่ 7
CRB0ac Wow, great article.Really looking forward to read more. Great.
social bookmarking service
(6 มิถุนายน 2556  เวลา 01:19:33)
ความคิดเห็นที่ 6
ได้รับความรู้มากมายค่ะ
ครูน้อย ๆ
(25 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 02:06:59)
ความคิดเห็นที่ 5
Felt so hopeless looking for answers to my qeutosins...until now.
Maria
(7 มกราคม 2556  เวลา 19:50:20)
ความคิดเห็นที่ 4
ยุคสมัยมันเปลี่ยนแปลง สังคมไปเรื่อยๆ การพัฒนาในเรื่องต่างๆ ต้องได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่ครับ
ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ไม่ได้เรื่องเด็กที่ตนเองดูแล รับผิดชอบก็ไม่ดี แล้ว เราก็โทษเด็ก ว่าเด็ก ทั้งๆที่เกิดจากผู้ใหญ่ขาดการเอาใจใส่ครับ ดูแลดี ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นครับ
ผดุง
(22 พฤศจิกายน 2555  เวลา 12:06:36)
ความคิดเห็นที่ 3
คุณครูมะม่วงสอนวิชาอะไรหรือคะ
เพียงพร
(18 ตุลาคม 2555  เวลา 11:15:51)
ความคิดเห็นที่ 2
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ
lotus nidnoy
(18 ตุลาคม 2555  เวลา 08:56:25)
ความคิดเห็นที่ 1
ได้ความรู้เพิมขึ้นมากเลยค่ะกับเรื่องนี้
ขอบคุณค่ะอาจารย์
anutida
(17 ตุลาคม 2555  เวลา 11:13:44)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18593679