ข่าวโครงการ
นักวิชาการแนะสื่อควรให้ความรู้-เข้าใจสังคมที่หลากหลาย เพื่อลดอคติทางเพศและการผลิตซ้ำความรุนแรงในสื่อไทย

          เผยผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงและอคติทางเพศในข่าว-ละครซิทคอมไทยในรอบ ๑๐ ปี ภาพรวมยังเปลี่ยนแปลงน้อย ขาดมุมมองหลากหลาย ส่วนซิทคอมยังเป็นแบบเหมารวมและมีอคติหลายด้าน

          จากการศึกษาข่าวพาดหัวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมติชน ระหว่าง ๑ พ.ค. –๓๑ต.ค. ๒๕๕๕ จากมีเดียมอนิเตอร์และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) เพื่อเปรียบเทียบกับผลการศึกษาเมื่อปี ๒๕๔๕ เรื่องความรุนแรงและอคติทางเพศ รวมถึงเนื้อหาในละครซิทคอม ทางฟรีทีวี ๕ ช่องช่วงกันยายน ๒๕๕๕ พบว่า ภาพรวมยังขาดมุมมองทางสังคมที่หลากหลาย เช่น ด้านกฎหมาย/นโยบายรัฐ ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจ สิทธิทางเพศ ฯลฯ ส่วนละครซิทคอมพบอคติทางเพศ เช่น หญิงต้องมีคู่รักคู่ครอง ชายเป็นเพศที่เข้มแข็ง ผู้รักเพศเดียวกันเป็นพวกแปลกประหลาดฯลฯ

          นายอมรเทพ กมลศักดิ์กำจร จากมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) กล่าวถึงผลการศึกษา ภาพรวมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาว่า โดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศและข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เน้นสาเหตุจากเหยื่อ แรงจูงใจของผู้กระทำรุนแรง เช่น ความหึง ยกตัวอย่างพาดหัวข่าวที่ว่า “สห.ง้อเมียสาว ไม่กลับเลยฆ่า แล้วยิงตัวตาม”ส่วนการนำเสนอข่าวท้องไม่พร้อม การทำแท้ง ทิ้งทารก มักขาดการเชื่อมโยงกับบริบทสังคม มีอคติชี้เป้าไปที่ผู้หญิง เหมารวมว่าเป็นปัญหาของหญิงใจแตก ไร้การศึกษา เช่น สาวโรงงาน ฯลฯ หากเป็นประเด็นรูปลักษณ์ความงาม มักนำเสนอเพศหญิงในฐานะคนไร้เหตุผล อยากสวยจนขาดสติ เช่น ข่าวผู้หญิงทำศัลยกรรมแล้วเสียชีวิต เป็นต้น

          ส่วนประเด็นข่าวที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เป็นข่าวด้านการล่อลวงค้าประเวณี ที่เจาะลึกปัญหาและบอกช่องทางขององค์กรให้ความช่วยเหลือ ภาพเหยื่อค้าบริการถูกเปลี่ยนเป็นภาพนายหน้าหรือเอเย่นต์ และมีเรื่องของสิทธิในกลุ่มคนข้ามเพศ รวมทั้งงานในเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย

          ในด้านของละครซิทคอมไทย ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ แถลงผลโดยรวมว่า ยังเป็นมโนภาพแบบเหมารวม เช่น ผู้ชายมีบทเด่น เป็นผู้ตัดสินใจ ผู้นำ ปกป้องคุ้มครอง ส่วนหญิงมีบทบาทรองในฐานะคนรัก ต้องพึ่งพาชายในเรื่องแรงกายและต้องการการเอาใจ ชายรักเพศเดียวกัน มักถูกจัดให้เป็นตัวประกอบ ดูขบขัน หรือถูกนำเสนอว่าลามก หมกมุ่นเรื่องเพศ ส่วนค่านิยมใหม่ที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นคือ ผู้หญิงสามารถแสดงออกด้านความรักและหน้าที่การงานได้มากขึ้น

          จะเห็นว่าผลในสองสื่อแสดงอคติและมุมมองที่จำกัด ซึ่ง รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงเหตุแห่งการผลิตซ้ำ เป็นเพราะสังคมไทยยังฝังลึกในวัฒนธรรมเพศสภาวะ (gender) ด้วยกรอบคิดที่แบ่งขั้วตรงข้าม เช่น แยกหญิง-ชาย ขาว-ดำ ถูก-ผิด ซึ่งทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตสื่อและผู้บริโภค ควรหันมาสำรวจตัวเองว่าตกอยู่ในกรอบคิดนี้หรือไม่ ร่วมกันพัฒนามุมมองในประเด็นนี้กับสื่อมวลชน ขณะเดียวกันควรแจ้งเตือนผู้ชมให้รับสื่ออย่างมีวิจารณญาณ จะช่วยให้สังคมไทยกับผู้คนที่หลากหลายเพศอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี  ในด้านผู้กำหนดนโยบายสื่อ เช่น กสทช.ไม่ควรละเลยอคติทางวัฒนธรรมเช่นนี้ เพราะเป็นปัญหาที่แก้ยากและใช้เวลานาน ควรรีบวางรากฐานที่ดีไว้แต่เนิ่น ๆ เช่น กำหนดเนื้อหาเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาออกใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการเช่นเดียวกับเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็ก จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้

          รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดลเสนอว่า สื่อมวลชนควรเปิดเวทีวิพากษ์วิจารณ์งานของสื่อด้วยกันเอง โดยเชิญคนภายนอก เช่น ผู้ได้รับผลกระทบฯลฯ มาร่วมด้วย เพื่อขยายมุมมองในการนำเสนอข่าวให้หลากหลาย สะท้อนความจริง และสร้างสรรค์มากขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
          มุมมองนักวิชาการ  นักจิตวิทยา  นักสังคมสงเคราะห์  หรือ นัก.. นัก.. ทั้งหลาย ครับ
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ยังมีความคิดแบ่งแยกสิทธิความเป็นชาย หญิงว่ามีความแตกต่าง
พูดไปก็เปรืองน้ำลาย หรือเป็นเครื่องมือให้นักทั้งหลาย...แสดงความเห็นไม่รู้จบสิ้น
         เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน แตกต่างกันเพียงเพศ  ทำไมต้องแบ่งแยกว่าต้อง...ชาย  หรือ ต้อง...หญิง
ยุทธนา  ศรีวงษ์ชัย
(20 ธันวาคม 2555  เวลา 14:19:18)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19934829