สาระสารพัน : บทความพิเศษ
สังคมยอมรับ “หล่อน” แล้ว แต่ “หล่อน” ยอมรับในตัวเองหรือยัง

          “ฉันเป็นตุ๊ด”... จะมีชายรักชายสักกี่คนกันที่กล้าพูดประโยคสั้นๆ นี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ?

          ฉันนี่แหละ ที่เป็นคนหนึ่งที่กล้าพูดประโยคสั้นๆ ที่หลายคนไม่กล้าพูดนี้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ

          แล้วเหตุใดฉันถึงทำได้ แต่อีกหลายคน (ยัง) ทำไม่ได้ล่ะ?

          หากเราพิจารณาดูแล้ว สังคมไทยถือเป็นอีกหนึ่งสังคมที่เปิดรับและยอมรับเรื่องเพศทางเลือกอย่างกว้างขวาง หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้สามารถเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น ดาราดังที่ผู้คนยอมรับและนิยมชมชอบอย่าง มาดามมด จากรายการภาษาพลาซ่า ดีเจที่มีชื่อเสียงอย่างมดดำ นักร้องดังที่มีเพลงฮิตติดชาร์ต เช่น อ๊อฟ ปองศักดิ์ และเบน ชลาทิศ หรือภาพยนตร์ดังที่มีตัวละครเป็นเพศทางเลือก เช่น หอแต๋วแตก เพื่อน...กูรักมึงว่ะ ไม่ได้ขอให้มารัก เป็นต้น

          ถึงแม้ว่าสังคมไทยจะเปิดรับเพศทางเลือกขนาดนี้ แต่คนที่เกิดมาเป็นชายรักชาย หรือ หญิงรักหญิงจำนวนหนึ่งก็ยังปกปิดสิ่งนี้เป็นความลับ สาเหตุนั้นมาจากอะไร? ทำไมจึงต้องปกปิด? ฉันจะลองตอบคำถามเหล่านี้ โดยอ้างอิงจากประสบการณ์จริงของเพศทางเลือกตัวจริงเสียงจริง

          นั่นก็คือตัวฉันเอง

          การกีดกันทางเพศฝังรากลงไปในจิตใจคนไทย ทำให้ทัศนคติส่วนลึกของประชาชนรู้สึกอย่างไม่ได้ตั้งใจว่าเพศทางเลือกยังเป็นเพศที่ไม่สมควรได้รับการยอมรับ คนที่เกิดมาเป็นชายรักชายหรือหญิงรักหญิงบางกลุ่มจึงยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในสังคมเพราะเขาและเธอต่างก็รับทัศนคตินั้นมาเช่นกัน

          และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเพราะกลัวสิ่งที่เรียกว่า “กระแสสังคม”

          ตอนแรกที่ฉันเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบผู้ชายเป็นช่วงมัธยมปลาย เพราะแอบรู้สึกหวั่นไหวกับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก สมมติว่านายคนนี้ชื่อ “เป้ง” แล้วกัน

          เป้งเป็นผู้ชายที่ไม่หล่อเลย แถมตัวก็เตี้ย ดูตันๆ เหมือนอุรังอุตังที่กินผลไม้มากเกินไป แต่เป้งเป็นคนอารมณ์ดี ตลก ทำให้ฉันขำได้ตลอดเวลา และเวลาเป้งเข้ามาเล่นกับฉัน เขาจะเล่นถึงเนื้อถึงตัวจริงๆ เช่น เข้ามากอด ลูบไล้ร่างกาย หรือถึงขั้นจับฉันถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเพื่อนๆ ก็มี ทำให้ฉันรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับเป้งเข้าไปอีก

          ยิ่งเวลาคุยกันจะคุยแบบหมาหยอกไก่ หรือแบบสองแง่สองง่าม ทั้งๆ ที่ฉันก็ดูเป็นผู้ชาย และเขาก็เป็นผู้ชายจริงๆ

          เราสองคนสนิทสนมกันมากจนเพื่อนๆ ในห้องชอบล้อเลียนเราบ่อยๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธเสมอมาว่า “ฉันเป็นผู้ชาย ไม่ได้ชอบเป้งนะ” ทั้งๆ ที่รู้ว่าในใจนั้นหลงรักเป้งเข้าไปแล้วเต็มๆ แต่ก็ยังหลอกตัวเองอยู่ว่าตนนั้นเป็นผู้ชาย เพราะจิตใต้สำนึกมันกลัวคำว่ากระแสสังคม

          จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้อยู่ที่วันสุดท้ายของการเรียนชั้น ม.๖ ซึ่งเราจะไม่กลับมาในฐานะนักเรียนของโรงเรียนและอาจจะไม่เจอเพื่อนหลายๆ คนอีกแล้ว ซึ่งฉันก็รู้ดีว่าอาจจะไม่เจอเป้งอีก แต่ความกลัวในใจมันปิดกั้นความคิดที่จะสารภาพรักออกไป

          เย็นวันนั้นฉันกับเป้งอยู่ในห้องเรียนกันสองต่อสองในบรรยากาศยามเย็นที่แสนจะโรแมนติก เพื่อนๆ ทุกคนลงไปสนุกกับงานเลี้ยงที่ลานอเนกประสงค์ แล้วเป้งก็ทำเหมือนทุกที คือเข้ามาเล่นกับฉันแบบถึงเนื้อถึงตัว แล้วก็เล่นกันมากขึ้น มากขึ้น

          พอรู้ตัวอีกทีหนึ่ง เสื้อผ้าของเราก็หายไปหมดแล้ว

          ฉันพอจะเดาสิ่งที่จะเกิดต่อไปไม่ยาก เป้งเริ่มเล้าโลมฉันด้วยการสัมผัสและจูบตามร่างกาย ซึ่งฉันเองก็มีความสุขมาก ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของฉัน ความคิดนั้นคือความกลัว

          มันมาอีกแล้ว!

          ฉันกลัวการเป็นชายรักชายมาก (ทั้งๆ ที่เป็นไปเรียบร้อยแล้ว) จนกระทั่งทำสิ่งที่เห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัยออกไป คือผลักผู้ชายที่ฉันรักและรักฉันออกไป แล้วหนีออกไปจากห้องเรียนนั้น ปล่อยให้เป้งอยู่ในห้องคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวและเสียความรู้สึก

          ฉันไม่ได้โกรธ หรือเกลียด แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกมีแต่ความกลัวทั้งนั้น ฉันทำเป้งเสียใจมาก จนกระทั่งวันนี้ฉันก็ยังรู้สึกผิดทุกครั้งเมื่อนึกย้อนไปถึง ถ้าหากวันนั้นฉันไม่กลัว ตอนนี้ฉันคงจะมีความสุขอยู่กับเป้งไปแล้ว

          เหตุการณ์สมัยมัธยมปลายทำให้ฉันคิดได้ ว่าจะไม่ทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็เริ่มเปิดใจยอมรับในความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนเมื่อขึ้นปีสาม ฉันก็ได้เปิดตัวอย่างสมภาคภูมิในฐานะ “ตุ๊ด” คนหนึ่งที่เพื่อนๆ รักและยอมรับ

          เมื่อฉันเปิดตัวไปแล้ว ก็คิดว่าเพื่อนๆ จะประณามฉันที่ฉันเสแสร้งเป็นผู้ชายมาได้ตั้งนาน แต่ไม่มีใครว่าอะไรฉันเลย แถมตัวฉันเองยังรู้สึกเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะปล่อยท่าทางออกสาวก็ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ หรือมองผู้ชายที่ชอบได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนข้างๆ จะจับผิด

          ส่วนเรื่องพ่อและแม่ ฉันยังไม่ได้บอกพวกท่านถึงเพศวิถีของฉัน เพราะฉันคิดว่าบอกไปตรงๆ คงไม่ดีแน่ พวกท่านอาจจะช็อคกับเรื่องนี้ได้ง่ายๆ และฉันก็รักและเป็นห่วงพวกท่านมาก ฉันจึงใช้วิธีค่อยๆ แสดงออกทีละเล็กทีละน้อยทางกายและวาจาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อถึงเวลาที่ฉันสามารถดูแลตัวเองได้โดยพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว ฉันก็จะให้คำตอบกับสิ่งที่พวกท่านสงสัยอยู่เนิ่นนานให้พวกท่านได้รู้ (แต่ท่านผู้อ่านไม่ต้องเป็นห่วงนะคะว่าพ่อแม่ของฉันจะมาพบบทความนี้ เพราะท่านไม่ใช้อินเทอร์เน็ตค่ะ)

          ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมฉันถึงกล้าบ้าบิ่นวางแผนบอกพ่อ-แม่เช่นนี้ เพราะฉันรู้ว่าพ่อกับแม่รักฉันมาก มากเกินกว่าที่จะทำร้ายฉันเพียงแค่ “ฉันเป็นฉัน” ความรักของท่านพิสูจน์ได้ในทุกๆ วินาทีจากเวลา ๒๐ ปีที่พวกท่านเลี้ยงฉันมา

          จากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด ทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกลัวมาตลอดนั้น มันไม่มีอยู่จริง ฉันมัวแต่กลัวสิ่งที่มันไม่มีตัวตนอยู่ได้ตั้ง ๕ ปี จนลืมสิ่งที่สำคัญกว่าจริงๆ อย่างคนที่เรารัก และห่วงใย

          ฉันยังรับรู้อีกว่า สังคมนั้นเปิดรับพวกเราแล้วจริงๆ อย่างน้อยก็ในระดับเพื่อนที่รักเราอย่างไม่รังเกียจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย

          ตอนนี้ฉันกับเป้งก็ได้ปรับความเข้าใจกันไปเรียบร้อยแล้ว เป้งก็ไปมีคนรักที่เป็นผู้หญิงสวย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาชอบฉันที่เป็นเพศชายได้อย่างไร แต่ฉันก็ดีใจที่การที่ได้มารู้จักและรักคนดีๆ อย่างเป้งสอนให้ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญจริงๆ

          และสังคมก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยคิด

          ความจริงแล้วคนเราบางคนอาจใช้การปกปิดความผิดที่น่าอาย แต่การเป็นเพศทางเลือกไม่ใช่ความผิดที่น่าอายเสียหน่อย

          แล้วหล่อนยังจะปิดบังมันไว้อีกทำไมคะ?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นบทความที่ดีชิ้นหนึ่งเลยค่ะ
เขียนอย่างจริงใจด้วยความไว้ใจในตัวผู้อ่าน

เราเองก็เคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนกะเทยเราเหมือนกัน
(เรียกนางว่ากะเทยได้ นางอนุญาตแล้ว เพราะนางเองก็คิดว่าไม่ใช่คำหยาบอะไรนะคะ)
ถึงเหตุที่ทำไม ไม่ว่าจะเกย์รุก เกย์รับ หรือกะเทยหลายๆ คน ไม่เปิดตัวในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ก็มีหลายเหตุผลนะคะ แต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เรื่องของจุดยืน
เพื่อนเราบอกว่า กะเทยที่สังคมยอมรับและมีจุดยืนคือ
1. ไม่สวยเหมือนผู้หญิงไปเลย
2.ไม่ตลก ฮาหลุดโลกไปเลย
หรือ 3. ไม่มีความสามารถพิเศษ ที่คนรู้แล้วอึ้งไปเลย

ก็อยู่ในสังคมได้ยากค่ะ
เพราะอย่างหนึ่งที่ไม่ว่ามนุษย์เพศไหนต่างก็ต้องการเหมือนกัน ก็คือการยอมรับจากคนอื่นค่ะ
นอกจากว่า จะเป็นประเภทไม่แคร์เวิลด์นั่นล่ะค่ะ ไอแอมวอทไอแอม

แต่กรณีของคุณคนเขียน เรายินดีด้วยนะคะ ที่ได้อยู่ในสังคมที่ทุกคนยอมรับในตัวตนของคุณได้
มีความสุขการเป็นในสิ่งที่เป็นนะคะ
เราก็มีความสุขไปด้วย >_<"
เด็กหญิงโสมเขียว จูงแมวเหมียวเดินคลองถม
(14 กรกฎาคม 2557  เวลา 17:01:29)
ความคิดเห็นที่ 2
OigDit Thank you ever so for you article post.Much thanks again. Cool.
modular homes upstate NY
(5 มิถุนายน 2556  เวลา 21:54:40)
ความคิดเห็นที่ 1
ใช่ครับ จงเป็นตัวของตัวเองที่มิทำให้คนอื่นเดือดร้อนดีกว่าครับ
เราจะได้มีความสุขอย่างแท้จริง....
สังคมก็คือสังคม....มันย่อมไม่ทำร้ายใครมีแต่เราที่จะทำร้ายตัวเราและสังคม...........
มะชานน ครูเพศวิถี จ งสตูล
(2 มีนาคม 2556  เวลา 12:06:28)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18470271