คุยเรื่องเพศกับพระ
ผมทรงนักเรียน… เส้นผมของเด็ก

            อาตมารู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ออกมายอมรับให้มีการเปลี่ยนแปลงทรงผมของเด็กนักเรียนตามที่มีนักเรียนร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่าการบังคับให้เด็กไว้ผมทรงนักเรียนลานบิน/ติ่งหูเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

            ที่รู้สึกประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษาบ้านเราจะเปลี่ยนความคิดเรื่องทรงผมของเด็กนักเรียนจากทรงเกรียนมาเป็นรองทรงได้อย่างง่ายดาย เชื่อว่ามีคุณครูหลายท่านทีเดียวที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่ามีคุณครูอีกหลายท่านทีเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 

            เรื่องนี้อาตมามองว่าการบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูทำให้เด็กเครียดและมีความทุกข์ใจเพราะเด็กเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นจะรู้จักรักสวยรักงามรักหล่อ อยากให้ตัวเองดูดีมีบุคลิก เด็กไม่ได้เป็นเด็กไปตลอดชีวิตแต่เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทุกวินาที บุคลิกภายในของเด็กก็มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูจึงเท่ากับว่าโรงเรียนกำลังเข้าไปขัดขวางพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กๆ ซึ่งพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กมีความสำคัญไม่น้อย 

            เหตุผลหนึ่งที่เด็กๆ ออกมาเรียกร้องผมยาวเพราะผมทรงนักเรียนทำให้พวกเขารู้สึก “สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง” แน่นอนว่าไม่มีเด็กคนไหนไว้ผมทรงนี้แล้วเกิดความมั่นใจในตัวเองเพราะผมทรงนี้คือการตัดเกรียนรอบศีรษะ เหลือเพียงส่วนบนที่มีลักษณะเป็น “ลานบิน”ในเมื่อหน้าตาดูอัปลักษณ์ไม่สวยงามแล้วเด็กๆ จะเอาความมั่นใจจากไหนมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตประจำวันในขณะที่พัฒนาการบุคลิกภาพของเด็กวัยรุ่นตอนต้นเริ่มทำงานในเด็กวัยนี้ 

            ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่คุณครูและโรงเรียนจำนวนมากมองข้าม คุณครูไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะคุณครูคิดว่าความมั่นใจในตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อยระเบียบวินัยต้องมาก่อน แต่ความมั่นใจในตัวเองก็มีความสำคัญไม่น้อยเพราะความมั่นใจในตัวเองสามารถทำให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ยืนยาวก็ได้หรือจะทำให้ชีวิตหดสั้นลงก็ได้หากความมั่นใจมีน้อยเกินไปและอาจนำไปสู่การประชดชีวิตหรือทำอะไรก็ได้ที่เราไม่คาดคิด  ความมั่นใจในตัวเองจึงมีความสำคัญและถือเป็นบุคลิกภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี 

            ความมั่นใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับความภาคภูมิใจในตัวเองความภาคภูมิใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับ  ความเคารพตัวเองความเคารพตัวเองยังสัมพันธ์กับความรักตัวเองซึ่งทั้งหมดนี้คือกำลังใจในการมีชีวิตอยู่หากคนเราขาดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาไปวันละนิด ทั้งนี้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กได้ถูกลดทอนลงไปเมื่อเด็กถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเกรียนจนติดหนังศีรษะ ความเคารพในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อคนอื่นไม่เคารพยำเกรงในร่างกายของเขา ความรักในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อร่างกายของเขาถูกละเมิดผ่านกฎระเบียบของโรงเรียนราวกับนี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา บุคลิกภาพภายในเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเด็กไปสู่การเจริญเติบโตด้านในอย่างสมบูรณ์ที่เรียกว่า วุฒิภาวะ

เมื่อเด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเองก็เกิดตามมา ตามด้วยความเคารพนับถือตัวเอง ความรักตัวเอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ของเราเลย จึงเป็นไปได้ยากที่เด็กไทยจะเติบโตมาพร้อมๆ กับวุฒิภาวะและความเข้าใจคนอื่น เพราะแม้แต่เส้นผมของเขาก็ไม่มีสิทธิ์ออกแบบว่าเขาจะไว้ผมทรงอะไรได้บ้าง ทั้งๆ ที่เส้นผมเป็นสมบัติบนเนื้อตัวร่างกายของเขา สังคมเราจึงมักเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเพราะผู้ใหญ่ในวันนี้ก็คือเด็กๆ ในวันวานที่ไม่เคยได้รับการเปิดโอกาสให้รักตัวเอง ภาคภูมิใจในตัวเอง หรือแม้แต่มั่นใจในตัวเองเลย 

            นั่นเป็นประเด็นเรื่องบุคลิกภาพภายในที่เด็กไทยขาดไปเพราะถูกลิดรอนโดยกฎระเบียบของโรงเรียน ประเด็นถัดมาที่ค่อนข้างเป็นปัญหาเรื้อรังยากแก่การเยียวยาแต่โรงเรียนไม่ได้ให้ความสนใจก็คือ ทุกวันนี้มีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงและความขัดแย้งภายในครอบครัว เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน พ่อแม่แยกทางกัน หรือถ้าพ่อแม่ไม่แยกทางกันก็เจอปัญหาพ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ให้ความอบอุ่น หรือพ่อแม่ใช้อำนาจมากเกินไป พ่อแม่ติดสุราติดการพนันหรือไม่ก็ปัญหาเรื่องหนี้สิน เมื่อมาโรงเรียนเด็กต้องแบ่งสติปัญญาให้กับการเรียนรู้ในห้องเรียน  เท่านั้นยังไม่พอเด็กยังต้องพบเจอกับกฎระเบียบอันเคร่งครัดของโรงเรียนอีกต่างหาก บ่อยครั้งโรงเรียนกลายเป็นสถานที่แห่งการซ้ำเติมความรุนแรงให้กับเด็กแน่นอนสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับผลการเรียนของเด็กด้วย 

ความขัดแย้งภายในบ้านที่มีอยู่แล้วโรงเรียนน่าจะมีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านั้นลงไปแต่โรงเรียนกลับทำให้เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่แล้วต้องถูกกดดันกับปัญหาเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นด้วยระเบียบทรงผมทำให้เด็กเครียดและเป็นทุกข์ยิ่งขึ้น คุณครูจะทราบบ้างหรือไม่ว่าสำหรับเด็กบางคนแล้วกฎระเบียบและความเคร่งครัดภายในโรงเรียนได้กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”ส่งผลให้เด็กหลายคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าวต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น 

วัยเด็กน่าจะเป็นวัยแห่งความสดใสร่าเริง แต่ในช่วงพัฒนาการของเด็กหลายคนกลับขาดความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้พัฒนาการบุคลิกภาพด้าน วุฒิภาวะเกิดความล้มเหลว แล้วยังต้องเจอปัญหากฎระเบียบทรงผมและการแต่งกายในโรงเรียนอีก เด็กๆ กำลังถูกโรงเรียนซ้ำเติมพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คืออยู่ที่บ้านก็เจอกับปัญหาในครอบครัว มาโรงเรียนก็เจอกับกฎระเบียบทรงผม ในที่สุดก็ต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาเพราะสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมกดดันไม่เอื้อให้ชีวิตมีความสุขมีเด็กหลายคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมด้วยเหตุนี้ 

คงเป็นการดีกว่านี้หากคุณครูซึ่งทำงานอยู่ในระบบการศึกษาจะมองเห็นสภาพความกดดันที่แฝงอยู่ในระบบโครงสร้างการศึกษาที่เข้าไปทำร้ายเด็กๆ ของเรา แล้วหันไปเอาใจใส่ช่วยคลี่คลายปัญหาภายในครอบครัวของเด็กๆ เข้าไปเข้าใจเด็กๆ เข้าไปเป็นเพื่อนกับเด็กๆ เข้าไปช่วยเหลือเด็กๆ แทนที่จะเข้มงวดกวดขันในเรื่องทรงผมซึ่งแท้จริงแล้วเรามีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องทรงผมอีกมากมายหลายเรื่องที่เราควรเข้าไปเอาใจใส่ 

            อาตมามองว่าระเบียบวินัยไม่ได้อยู่ที่ทรงผม เพราะเท่าที่สังเกตเด็กประเทศเราไว้ผมเกรียนแต่พอโตเป็นผู้ใหญ่เวลาขึ้นรถเมล์ก็ไม่มีใครยืนเข้าแถวกันสักคน บนถนนเต็มไปด้วยการขับขี่ยวดยานพาหนะที่เห็นแก่ตัวไร้ระเบียบวินัย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวินัยในการใช้ถนนที่แย่มากทีเดียว ระเบียบวินัยจึงไม่ได้อยู่ที่ทรงผมหรือการแต่งกายแต่อยู่ที่การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมากกว่าว่าเราจะอยู่ด้วยกันอย่างไรโดยไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบกัน ใช้สิ่งของสาธารณะร่วมกันด้วยความรับผิดชอบและมีความกรุณา ในที่สุดแล้วการตัดผมเกรียนของเด็กๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับระเบียบวินัยในโลกของความเป็นจริงเลย 

            โรงเรียนควรหันไปเอาใจใส่ระเบียบการอยู่ร่วมกันในโลกของความเป็นจริงดีกว่าที่จะกวดขันให้เด็กต้องตัดผมเกรียนแต่ไม่มีความหมายอะไร อาตมาต้องขอโทษหากจะสื่อสารกับคุณครูตรงๆ ว่าคุณครูจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณครูได้ลองไว้ผมทรงเกรียนรอบศีรษะแล้วเหลือเป็นลานบินดูบ้าง คุณครูจะรับรู้ได้ถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเองเหมือนอย่างที่เด็กๆ ต่างก็รู้สึกเช่นนั้น 

            ถึงเวลาแล้วที่คุณครูควรเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาที่แท้จริงให้กับเด็กๆ เป็นเพื่อนที่รับฟังปัญหาของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเกิดมาเป็นเด็กไทย เพราะเด็กไทยเต็มไปด้วยการถูกกำกับด้วยกฎระเบียบต่างๆ นานา เด็กไทยไม่ได้ถูกเปิดโอกาสให้คิดหรือทำอะไรด้วยตนเอง ในฐานะที่เราเป็นครูเราน่าจะท้าทายตัวเองด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ผิดถูกอย่างไรเป็นเรื่องที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เติบโตด้วยตนเอง เราเพียงแต่เป็นโค้ชคอยดูแลพวกเขาอยู่ห่างๆ ให้กำลังใจเขาเมื่อเขาล้มลง 

            อาตมาเชื่อว่าหากคุณครูทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองได้ โรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียนที่เด็กๆ อยากมาเรียนหนังสือทุกวัน ไม่มีการโดดเรียน ไม่มีความเครียดในโรงเรียน ความทุกข์ใจความขัดแย้งต่างๆ ในครอบครัวที่เด็กรับมาก็จะได้รับการเยียวยา ได้รับสติปัญญาจากโรงเรียนอย่างเต็มที่แล้วกลับไปเยียวยาครอบครัว โรงเรียนจึงไม่ใช่แค่สถานที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางวิชาการเท่านั้นแต่โรงเรียนยังเป็นสถานที่เยียวยาบาดแผลภายในใจเด็กๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาได้อีกด้วย 

            มีบางคนแสดงความเห็นว่าหากเด็กได้ไว้ผมยาวหน้าตาก็จะดูดีขึ้น ส่งผลให้เกิดรักในวัยเรียน มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนและท้องในวัยเรียนตามมา อาตมาว่าความคิดแบบนี้เป็นความกลัวที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเลย เราคงเห็นแล้วว่าถึงจะแม้จะมีกฎระเบียบผมเกรียน/ติ่งหูเด็กก็มีเพศสัมพันธ์กันอยู่แล้วประเทศอื่นๆ ก็เผชิญกับสถานการณ์เพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่แตกต่างกันแม้ว่าเด็กประเทศอื่นจะไว้ผมยาวแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับมีตัวเลขต่ำกว่าประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎระเบียบทรงผมที่เคร่งครัดกว่าแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับกระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2ของอาเซียน (รายงานขององค์การยูนิเซฟ ในปี 2551และข้อมูลจากกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2547-2553) สถิติดังกล่าวจึงบ่งบอกว่าทรงผมของนักเรียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับท้องไม่พร้อมในวัยเรียน แต่อยู่ที่การไม่สอนเรื่องเพศอย่างรอบด้านให้กับเด็กมากกว่า 

            อาตมาคิดก้าวไกลไปกว่านั้นว่าเราน่าจะมีโรงเรียนทดลองที่นักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบมาเรียนหนังสือดูบ้าง เพื่อจะได้เป็นข้อเปรียบเทียบว่าถ้าเราไม่มีเครื่องแบบนักเรียนแล้วผลการเรียนของเด็กจะเป็นอย่างไร พฤติกรรมของเด็กจะเป็นอย่างไร เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันถึงเรื่องเครื่องแบบบนความวิตกกังวลโดยไม่มีหลักฐานให้เห็นเป็นข้อเปรียบเทียบสักทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะยุติลงไปเพราะเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนอาชีวะเป็นสัญลักษณ์ที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกัน เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้เป็นนักเรียนอาชีวะแต่แต่งกายคล้ายนักเรียนอาชีวะ บังเอิญวันหนึ่งเดินผ่านนักเรียนอาชีวะ ชายคนนั้นถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตเพราะนักเรียนอาชีวะเข้าใจผิดคิดว่าชายคนนั้นเป็นนักเรียนคู่อริต่างโรงเรียน (แต่ถึงแม้จะไม่ได้สวมชุดคล้ายนักเรียนอาชีวะก็โดนลูกหลงตายกันบ่อยๆ อยู่ดี) เรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ว่าหากมีการยกเลิกชุดนักเรียนอย่างน้อยก็น่าจะทำให้การทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะต่างโรงเรียนทุเลาลงไปบ้างถึงแม้ปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะมีสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่าชุดนักเรียนก็ตาม 

            อาตมาเชื่อว่าบทความตอนนี้คงไม่ค่อยถูกใจคุณครูมากนัก ซึ่งก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ที่เราจำเป็นต้องนำเรื่องระเบียบวินัยของโรงเรียนมาพูดคุยสื่อสารกันตรงๆ เพราะระเบียบวินัยเรื่องทรงผมเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เราไม่เคยมีการพูดคุยหรือสื่อสารกันเลย การพูดคุยสื่อสารจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนมุมมองกันมากขึ้นเพราะทุกฝ่ายต่างก็มีความหวังดีกับเยาวชนด้วยกันทั้งสิ้น

            ก่อนจบบทความ อาตมามีภาพเด็กชายถูกไถผมด้านหลังให้คุณครูได้มองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าอย่าลงโทษเด็กด้วยการกร้อนผมพวกเขาแบบนั้นอีกเลย เพราะการที่คุณครูทำเช่นนั้นเท่ากับคุณครูกำลังลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาและยังเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้กับตัวคุณครูเองเพราะคุณครูกำลังทำรุนแรงกับเด็กๆ แท้จริงแล้วเด็กๆ ควรมีโอกาสไว้ทรงผมในแบบที่เขาต้องการ เด็กนักเรียนในประเทศที่เขามั่นใจในการตัดสินใจของเด็กๆ เขาก็ไม่ทำกับเด็กแบบนี้ มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังทำร้ายร่างกายจิตใจเด็กๆ อยู่เมื่อคุณครูกร้อนผมเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างคุณครูกับเด็กก็ไม่ได้ดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง 

            สุดท้ายนี้อาตมาขอฝากคำพูดของ อ.ทิชา ณ นคร ท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก โดยสถานะแล้วท่านเป็นครูที่ต้องดูแลเด็กๆ ที่เข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกฯ มุมมองของท่านต่อเรื่องทรงผมน่าจะทำให้เรามองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการที่เด็กจะไว้ผมทรงอะไรก็ไม่ได้เกี่ยวกับความมีระเบียบไม่มีระเบียบ แต่ระเบียบคือการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ถูกตั้งขึ้นร่วมกันโดยที่กฎเกณฑ์นั้นเป็นกฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การลิดรอนสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของสมาชิกในสังคมเลย

            “เมื่อพูดเรื่องผม ป้าขอยืนยันอีกครั้งว่าบ้านกาญจนาฯ ซึ่งเป็นสถานพินิจฯ โดยบรรทัดฐานคือมีการควบคุมที่เข้มข้นบนชื่อที่ไพเราะว่า "ระเบียบวินัย"แต่ที่นี่เราตกลงกันตั้งแต่วันแรกที่ปฐมนิเทศเยาวชนใหม่ทุกรุ่นว่า"เสื้อผ้า หน้าผม ร่างกาย...เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธ์ที่เราจะไม่ละเมิด"โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนตัดสินใจเองว่าผมทรงไหนเสื้อผ้าแบบไหนที่ทำให้รู้สึกชอบตัวเองเพิ่มขึ้น รักตัวเองเพิ่มขึ้นเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้นก็เอาแบบนั้นผู้ใหญ่มีหน้าที่ยอมรับ ไม่ใช่อดทนกับทางเลือกบนการตัดสินใจของเขาส่วนการสูญเสียระเบียบวินัยนั้นเราก็ไปตกลงหรือหาตัวชี้วัดร่วมกันกับเยาวชน เช่น มีการชวนเยาวชนมาทำกระทู้ก่อนกำหนดเป็นกติกา อย่ากลัวว่าระเบียบวินัยจะหายไปหลังจากเสื้อผ้า หน้าผม ร่างกายอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเยาวชน”  

           ทิชา ณ นคร  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก    

                              แสดงทัศนะต่อเรื่องทรงผมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค     

                                                                                    เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556    

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
เจริญพรคุณครูทุกท่าน,  ดูเหมือนว่าบทความนี้จะเป็นบทความที่มีคุณครมาแสดงความเห็นมากที่สุดเลย ในบรรดา 6 บทความที่เขียนมา และมีทั้งเห็นต่างและสนับสนุน ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณครูทุกท่านที่สละเวลามาอ่าน และแสดงความเห็นนะ

อาตมาจะชวนคุยแบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นละกันนะ เพื่อคอลัมน์นี้จะได้ไม่นิ่งเกินไป

@  คุณครูยุ้ย ประสบการณ์ของคุณครูฟังแล้วเศร้านะ เพราะเด็ก ๆ ไม่น่าถูกทำรุนแรงขนาดนั้น อาตมาเชื่อว่าใน 100 โรงเรียน ทั้ง 100 โรงเรียนมีวิธีการลงโทษเด็กด้วยการตัดผมเด็กแบบนั้นทุกโรงเรียนแหละ ดูเหมือนเป็นวิธีการลงโทษที่คลาสสิคจริง ๆ เลย และขอบคุณคุณครูที่เห็นด้วยกับบทความ      เพราะจุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือต้องการให้คุณครูใน ร.ร. ยุติความรุนแรงกับเด็ก ๆ นั่นเอง

@  ดร.ฤกษ์ชัย ดูเหมือนเป็นห่วงความสะอาดของเด็ก ๆ ก็เป็นเรื่องดีที่เราเป็นห่วงความสะอาดของเด็ก ... โดยปกติเด็กในวัยประถมก็ไม่ค่อยสนใจภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าผู้ปกครองให้ไว้เกรียน เด็กวัยนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหาทางบุคลิกภาพเท่าไหร่  แต่เด็กในวัยประถมบางคนก็ต้องการไว้ยาวเป็นรองทรงก็มีเหมือนกัน อันนี้คงขึ้นอยู่กับผู้ปกครองกับเด็กและความสามารถในการดูแลทรงผมของเด็กเช่นกัน  

       แต่ถ้าเปรียบเทียบกันดู ด.ญ. ในวัยประถม  ด.ญ.ยังไงก็ไว้ผมยาวกว่าเด็กผู้ชายอยู่แล้ว ด.ญ. ก็ไม่เห็นมีปัญหา  ด.ช.ประถมถ้าไว้รองทรงยาวมาอีกนิดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  อาตมาตอนอยู่ประถมก็ไว้รองทรงมาตลอดผมก็สะอาดดีไม่มีปัญหาอะไร  คิดว่าถ้าเด็กเค๊าต้องการไว้ผมยาวเค๊าก็น่าจะมีความสามารถในการดูแลความสะอาดของเส้นผมของเขาอยู่แล้ว  

      และก็เห็นด้วยกับ ด.ร. เรื่องการปลูกฝังเด็กๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม เพราะเห็นผู้ใหญ่ทุกวันนี้แล้ว อาตมาละเหี่ยใจเหมือนกัน ...

@ คุณครูยุรี  มาจาก ร.ร. หญิงล้วน โดยปกติแล้ว ร.ร. หญิงล้วนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก เพราะเด็กหญิงถูกคาดหวังและถูกสั่งสอนให้อยู่ในกรอบอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะสั่งสอนยากเท่า ด.ช. ที่มักจะทะโมน ๆ

      อีกประเด็นก็คือ ทรงผมนักเรียนของ ด.ญ. ก็ไม่ได้ไว้เกรียนติดหนังศีรษะเหมือนของ ด.ช. ... ถึงอย่างไร ด.ญ. ก็ยังได้ไว้ผมยาวปกคลุมหนังศีรษะ ในขณะที่ ด.ช. ต้องเกรียน ด.ช. ก็เลยมีปัญหาตรงนี้เอง  อาตมาว่าถ้า ด.ญ. ต้องไว้เกรียนติดหนังศีรษะบ้าง ด.ญ. ก็คงต้องออกมาเรียกร้องเรื่องทรงผมยาวเหมือนกันแหละ

@ คุณครูหนวด , ประสบการณ์ของคุณครูดูจะโชกโชนที่สุดเลย อาตมาขอชื่นชม เพราะอาตมาเองในชีวิตก็ยังไม่เคยมีโอกาสทำอะไรมากมายเยอะแยะขนาดนั้น ... แต่ก็น่าแปลกนะ ที่คุณครูหนวดเคยเป็นเด็กนักเรียนประท้วงขอผมยาวแล้ว แต่ตอนเป็นคุณครูก็กลับกล้อนผมเด็ก ๆ ด้วย !  แต่สงสารเด็กคนนั้นจัง ไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะโดนเพื่อนล้อเหมือนกรณีของคุณครูยุ้ยท่านแรกหรือเปล่า ?

     คุณครูหนวดบอกว่า เคยไว้รองหวีเบอร์ 1 ช่วง early (เกษียณราชการ) อาตมาว่าคนมีอายุในวัย 50 กว่า ๆ ไว้รองหวี ดูยังไงก็เหมาะสมกับวัยนะ  แต่ถ้าเป็นคุณครูหนุ่มวัย 20-30-40 แต่ไว้รองหวีเบอร์ 1 นี่สิ อาจจะดูแปลก ๆ และคงไม่มีคุณครูหนุ่มท่านไหนไวทรงแบบนั้นแน่ ๆ (นอกจากเป็นครูฝึก ร.ด.)

    สุดท้าย อาตมาเห็นด้วยกับคำพูดของคุณครูหนวดที่บอกว่า  "น่าจะให้ผู้มีผลกระทบลองตัดสินใจเองดูมั่งน่าจะดี" เพราะนั่นเป็นที่เด็ก ๆ จะได้เติบโตและเรียนรู้ด้วยตนเอง

   กับอีกความเห็นหนึ่ง  "ที่บอกให้ไว้ผมยาวได้นั้น ดูดีๆยังมีข้อห้ามอีกเยอะ และไม่มีอะไรใหม่"  ถึงจะให้ไว้ผมยาวได้ แต่ก็ยังมีกฎระเบียบหยุมหยิมอีกเยอะแยะมากมาย และการให้ไว้ผมยาวก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเลย...

     อาตามาขอบคุณทุกความเห็นที่สละเวลาร่วมกันแลกเปลี่ยนอีกครั้ง

    สุขีในธรรม
พระวรธรรม
(13 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 20:51:33)
ความคิดเห็นที่ 4
ผมเป็นมาหลายรูปแบบ

ตอนเป็นนักเรียนเคยประท้วงขอไว้ผมยาว ด้วยสโลแกนว่า เรื่องบนหัวไม่สำคัญเท่า ที่อยู่ในหัว ประมาณนั้นเลย

เป็นครูปกครอง ครูประจำชั้น เคยกร้อนผมนักเรียน   เคยมีนักเรียนบ่นว่าทีครูไว้ผมยาวได้ ผมเลยตัดสั้นแบบรองหวีเบอร์ ๑ จนเออรี่  มีแต่หนวดเท่านั้นที่ไม่ยอมโกน ไม่ว่าใครจะว่าไง

เคยเป็นครูแนะแนวเห็นด้วยที่นักเรียนมาปรึกษาว่า จะขอนำเสนอฝ่ายปกครองเรื่องแก้ไขระเบียบให้ไว้ผมยาวรองทรงได้  แล้วนักเรียนก็ทำได้สำเร็จ แต่มีบางกลุ่มดันอยากได้ทรงสกินเฮดขึ้นมาอีก


เคยคิดเหมือนกันว่า โรงเรียนน่าจะยกเลิกชุดนักเรียนไปเลย  แต่พอมาเจอเข้าจริงๆ ประสบการณ์ตรงในอเมริกาที่ลูกเข้าโรงเรียน ไฮสกูล กว่าที่เขาจะเลือกชุดใส่ได้นานน่าดู เลยต้องให้เลือกไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนเลย  ไม่งั้นสายแน่ และไม่ได้ประหยัดดังที่เคยคิดเลย

บางเรื่องก็หลายความเห็น แต่น่าจะให้ผู้มีผลกระทบลองตัดสินใจเองดูมั่งน่าจะดี  

และที่บอกให้ไว้ผมยาวได้นั้น ดูดีๆยังมีข้อห้ามอีกเยอะ และไม่มีอะไรใหม่
ครูหนวด
(13 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 08:53:35)
ความคิดเห็นที่ 3
ถ้าเด็กรักดี  คิดดี  วิเคราะห์ได้ เขาจะไม่พูดเรื่องทรงผม มีโรงเรียนสตรีในพิษณุโลกที่เด็กนักเรียนหญิงยังยินดีตัดผมสั้นทำถูกระเบียบ และน่ารักด้วย จะไว้สั้นหรือยาวก็ขอให้เป็นเด็กดีนะคะ
ครูยุรี พิษณุโลก
(9 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 14:29:36)
ความคิดเห็นที่ 2
การที่กระทรวงศึกษาธิการ มีการปรับเปลี่ยนทรงผม นักเรียนนั้น...ขอฝากข้อคิดไว้ดังนี้
   1. กรณีนักเรียนประถมฯ ที่ยังไม่พร้อมรักษาความสะอาดตัวเองมากนัก พ่อ แม่ และ ครู ต้องเอาใจใส่และเข้าใจวัย เขตภูมิอากาศและภูมิภาคด้วยครับ
   2. กรณีเด็กโตแล้ว มีความรับผิดชอบช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่กังวลใดๆ  นอกจากข้อฝากความคิดดังกล่าวแล้ว..สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือการปลูกฝังและสร้างเด็กและเยาวชนของเรา ให้มีความตระหนัก ความรับผิดชอบ ทั้งต่อ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม
   3. ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังและสร้างสรรค์ คือ พ่อ แม่ และคุณครูไงครับ. คุณครูนั้นหมายถึง ศธ./สพฐ./สพป./สพม.และโรงเรียนหรือสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องเป็นเจ้าภาพ..โดยการนำ รูปแบบการสร้างคนดีสู่สังคมฯมาใช้ เชื่อว่า จะเกิดคุณภาพกับเด็กและเยาวชนไทย อย่างแน่นอน...
ดร.ฤกษ์ชัย  พลศรี
(4 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 15:40:22)
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพระวรธรรมท่านนี้. ท่านมีความคิดเห็นที่เข้าใจถึงหลักการพัฒนาการของวัยรุ่นอย่างยิ่ง. ข้อมูลทั้งหลายที่ท่านกล่าวมานั้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และเกิดขึ้นมานานมากแล้ว และเหตุการณ์การกล้อนผมเด็กชายในภาพดิฉันเองก็เคยพบในโรงเรียนที่ดิฉันบรรจุครั้งแรก พ.ศ. 2518 ฝ่ายปกครองกับคณะครูฝ่ายปกครอง. ส่วนมากเป็นอาจารย์ชาย กล้อนผมเป็นหย่อมๆรอบศีรษะ วันรุ่งขึ้น เด็กเขาต้องไปโกนผมทั้งศีรษะ ถูกเพื่อนล้ออีกว่าไอ้โล้น. วันถัดไปเลยไม่มาเรียนเลยเพราะอายเพื่อน. คิดว่าครูเหล่านั้นก็คงโดนตอนเป็นเด็ก เลยทำโทษลูกศิษย์ตามแบบที่เคยโดนกล้อนมาเพราะไม่สามารถคิดหาวิธีอื่นที่จะฝึกเด็กให้มีวินัยเลยเลียนแบบตามกันมา. สำหรับยุคนี้ประเทศเราควรหันไปมองดูสังคมประเทศอื่นที่เขาฝึกเด็กเขาบ้าง จะได้ไม่ใช้แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับลูกศิษย์เพียงอย่างเดียว. ตอนนี้กลายเป็นว่าการศึกษาเราล้าหลังกว่าเวียดนามแล้ว. ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการศึกษาเดินทางไปศึกษาดูงานการศึกษาที่เวียดนามกันโครมๆมาหลายปีแล้ว ควรเปลี่ยนคำพังเพยที่มีมานานใหม่ว่า.  รักวัวให้ผูก(พันธ์) รักลูกให้ตี(สนิท) น่าจะดีกว่าละมัง. ไม่เชื่อก็ถามท่านอาจารย์ทิชา ณ นครก็ได้ค่ะ. เพราะท่านไม่ได้สอนเด็กตามโรงเรียนทั่วไป แต่ต้องทำงานกับเด็กที่ถูกสังคมรอบข้างกระทำมาสะบักสะบอม ในบ้านกาญจนาภิเษก ผลงานเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
ครยุ้ย
(2 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 23:45:23)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
องค์การแพธ อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
13445761