คุยเรื่องเพศกับพระ
ผมทรงนักเรียน… เส้นผมของเด็ก

            อาตมารู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ออกมายอมรับให้มีการเปลี่ยนแปลงทรงผมของเด็กนักเรียนตามที่มีนักเรียนร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่าการบังคับให้เด็กไว้ผมทรงนักเรียนลานบิน/ติ่งหูเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

            ที่รู้สึกประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษาบ้านเราจะเปลี่ยนความคิดเรื่องทรงผมของเด็กนักเรียนจากทรงเกรียนมาเป็นรองทรงได้อย่างง่ายดาย เชื่อว่ามีคุณครูหลายท่านทีเดียวที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่ามีคุณครูอีกหลายท่านทีเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 

            เรื่องนี้อาตมามองว่าการบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูทำให้เด็กเครียดและมีความทุกข์ใจเพราะเด็กเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นจะรู้จักรักสวยรักงามรักหล่อ อยากให้ตัวเองดูดีมีบุคลิก เด็กไม่ได้เป็นเด็กไปตลอดชีวิตแต่เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทุกวินาที บุคลิกภายในของเด็กก็มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูจึงเท่ากับว่าโรงเรียนกำลังเข้าไปขัดขวางพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กๆ ซึ่งพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กมีความสำคัญไม่น้อย 

            เหตุผลหนึ่งที่เด็กๆ ออกมาเรียกร้องผมยาวเพราะผมทรงนักเรียนทำให้พวกเขารู้สึก “สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง” แน่นอนว่าไม่มีเด็กคนไหนไว้ผมทรงนี้แล้วเกิดความมั่นใจในตัวเองเพราะผมทรงนี้คือการตัดเกรียนรอบศีรษะ เหลือเพียงส่วนบนที่มีลักษณะเป็น “ลานบิน”ในเมื่อหน้าตาดูอัปลักษณ์ไม่สวยงามแล้วเด็กๆ จะเอาความมั่นใจจากไหนมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตประจำวันในขณะที่พัฒนาการบุคลิกภาพของเด็กวัยรุ่นตอนต้นเริ่มทำงานในเด็กวัยนี้ 

            ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่คุณครูและโรงเรียนจำนวนมากมองข้าม คุณครูไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะคุณครูคิดว่าความมั่นใจในตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อยระเบียบวินัยต้องมาก่อน แต่ความมั่นใจในตัวเองก็มีความสำคัญไม่น้อยเพราะความมั่นใจในตัวเองสามารถทำให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ยืนยาวก็ได้หรือจะทำให้ชีวิตหดสั้นลงก็ได้หากความมั่นใจมีน้อยเกินไปและอาจนำไปสู่การประชดชีวิตหรือทำอะไรก็ได้ที่เราไม่คาดคิด  ความมั่นใจในตัวเองจึงมีความสำคัญและถือเป็นบุคลิกภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี 

            ความมั่นใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับความภาคภูมิใจในตัวเองความภาคภูมิใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับ  ความเคารพตัวเองความเคารพตัวเองยังสัมพันธ์กับความรักตัวเองซึ่งทั้งหมดนี้คือกำลังใจในการมีชีวิตอยู่หากคนเราขาดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาไปวันละนิด ทั้งนี้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กได้ถูกลดทอนลงไปเมื่อเด็กถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเกรียนจนติดหนังศีรษะ ความเคารพในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อคนอื่นไม่เคารพยำเกรงในร่างกายของเขา ความรักในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อร่างกายของเขาถูกละเมิดผ่านกฎระเบียบของโรงเรียนราวกับนี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา บุคลิกภาพภายในเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเด็กไปสู่การเจริญเติบโตด้านในอย่างสมบูรณ์ที่เรียกว่า วุฒิภาวะ

เมื่อเด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเองก็เกิดตามมา ตามด้วยความเคารพนับถือตัวเอง ความรักตัวเอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ของเราเลย จึงเป็นไปได้ยากที่เด็กไทยจะเติบโตมาพร้อมๆ กับวุฒิภาวะและความเข้าใจคนอื่น เพราะแม้แต่เส้นผมของเขาก็ไม่มีสิทธิ์ออกแบบว่าเขาจะไว้ผมทรงอะไรได้บ้าง ทั้งๆ ที่เส้นผมเป็นสมบัติบนเนื้อตัวร่างกายของเขา สังคมเราจึงมักเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเพราะผู้ใหญ่ในวันนี้ก็คือเด็กๆ ในวันวานที่ไม่เคยได้รับการเปิดโอกาสให้รักตัวเอง ภาคภูมิใจในตัวเอง หรือแม้แต่มั่นใจในตัวเองเลย 

            นั่นเป็นประเด็นเรื่องบุคลิกภาพภายในที่เด็กไทยขาดไปเพราะถูกลิดรอนโดยกฎระเบียบของโรงเรียน ประเด็นถัดมาที่ค่อนข้างเป็นปัญหาเรื้อรังยากแก่การเยียวยาแต่โรงเรียนไม่ได้ให้ความสนใจก็คือ ทุกวันนี้มีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงและความขัดแย้งภายในครอบครัว เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน พ่อแม่แยกทางกัน หรือถ้าพ่อแม่ไม่แยกทางกันก็เจอปัญหาพ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ให้ความอบอุ่น หรือพ่อแม่ใช้อำนาจมากเกินไป พ่อแม่ติดสุราติดการพนันหรือไม่ก็ปัญหาเรื่องหนี้สิน เมื่อมาโรงเรียนเด็กต้องแบ่งสติปัญญาให้กับการเรียนรู้ในห้องเรียน  เท่านั้นยังไม่พอเด็กยังต้องพบเจอกับกฎระเบียบอันเคร่งครัดของโรงเรียนอีกต่างหาก บ่อยครั้งโรงเรียนกลายเป็นสถานที่แห่งการซ้ำเติมความรุนแรงให้กับเด็กแน่นอนสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับผลการเรียนของเด็กด้วย 

ความขัดแย้งภายในบ้านที่มีอยู่แล้วโรงเรียนน่าจะมีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านั้นลงไปแต่โรงเรียนกลับทำให้เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่แล้วต้องถูกกดดันกับปัญหาเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นด้วยระเบียบทรงผมทำให้เด็กเครียดและเป็นทุกข์ยิ่งขึ้น คุณครูจะทราบบ้างหรือไม่ว่าสำหรับเด็กบางคนแล้วกฎระเบียบและความเคร่งครัดภายในโรงเรียนได้กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”ส่งผลให้เด็กหลายคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าวต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น 

วัยเด็กน่าจะเป็นวัยแห่งความสดใสร่าเริง แต่ในช่วงพัฒนาการของเด็กหลายคนกลับขาดความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้พัฒนาการบุคลิกภาพด้าน วุฒิภาวะเกิดความล้มเหลว แล้วยังต้องเจอปัญหากฎระเบียบทรงผมและการแต่งกายในโรงเรียนอีก เด็กๆ กำลังถูกโรงเรียนซ้ำเติมพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คืออยู่ที่บ้านก็เจอกับปัญหาในครอบครัว มาโรงเรียนก็เจอกับกฎระเบียบทรงผม ในที่สุดก็ต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาเพราะสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมกดดันไม่เอื้อให้ชีวิตมีความสุขมีเด็กหลายคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมด้วยเหตุนี้ 

คงเป็นการดีกว่านี้หากคุณครูซึ่งทำงานอยู่ในระบบการศึกษาจะมองเห็นสภาพความกดดันที่แฝงอยู่ในระบบโครงสร้างการศึกษาที่เข้าไปทำร้ายเด็กๆ ของเรา แล้วหันไปเอาใจใส่ช่วยคลี่คลายปัญหาภายในครอบครัวของเด็กๆ เข้าไปเข้าใจเด็กๆ เข้าไปเป็นเพื่อนกับเด็กๆ เข้าไปช่วยเหลือเด็กๆ แทนที่จะเข้มงวดกวดขันในเรื่องทรงผมซึ่งแท้จริงแล้วเรามีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องทรงผมอีกมากมายหลายเรื่องที่เราควรเข้าไปเอาใจใส่ 

            อาตมามองว่าระเบียบวินัยไม่ได้อยู่ที่ทรงผม เพราะเท่าที่สังเกตเด็กประเทศเราไว้ผมเกรียนแต่พอโตเป็นผู้ใหญ่เวลาขึ้นรถเมล์ก็ไม่มีใครยืนเข้าแถวกันสักคน บนถนนเต็มไปด้วยการขับขี่ยวดยานพาหนะที่เห็นแก่ตัวไร้ระเบียบวินัย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวินัยในการใช้ถนนที่แย่มากทีเดียว ระเบียบวินัยจึงไม่ได้อยู่ที่ทรงผมหรือการแต่งกายแต่อยู่ที่การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมากกว่าว่าเราจะอยู่ด้วยกันอย่างไรโดยไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบกัน ใช้สิ่งของสาธารณะร่วมกันด้วยความรับผิดชอบและมีความกรุณา ในที่สุดแล้วการตัดผมเกรียนของเด็กๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับระเบียบวินัยในโลกของความเป็นจริงเลย 

            โรงเรียนควรหันไปเอาใจใส่ระเบียบการอยู่ร่วมกันในโลกของความเป็นจริงดีกว่าที่จะกวดขันให้เด็กต้องตัดผมเกรียนแต่ไม่มีความหมายอะไร อาตมาต้องขอโทษหากจะสื่อสารกับคุณครูตรงๆ ว่าคุณครูจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณครูได้ลองไว้ผมทรงเกรียนรอบศีรษะแล้วเหลือเป็นลานบินดูบ้าง คุณครูจะรับรู้ได้ถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเองเหมือนอย่างที่เด็กๆ ต่างก็รู้สึกเช่นนั้น 

            ถึงเวลาแล้วที่คุณครูควรเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาที่แท้จริงให้กับเด็กๆ เป็นเพื่อนที่รับฟังปัญหาของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเกิดมาเป็นเด็กไทย เพราะเด็กไทยเต็มไปด้วยการถูกกำกับด้วยกฎระเบียบต่างๆ นานา เด็กไทยไม่ได้ถูกเปิดโอกาสให้คิดหรือทำอะไรด้วยตนเอง ในฐานะที่เราเป็นครูเราน่าจะท้าทายตัวเองด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ผิดถูกอย่างไรเป็นเรื่องที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เติบโตด้วยตนเอง เราเพียงแต่เป็นโค้ชคอยดูแลพวกเขาอยู่ห่างๆ ให้กำลังใจเขาเมื่อเขาล้มลง 

            อาตมาเชื่อว่าหากคุณครูทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองได้ โรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียนที่เด็กๆ อยากมาเรียนหนังสือทุกวัน ไม่มีการโดดเรียน ไม่มีความเครียดในโรงเรียน ความทุกข์ใจความขัดแย้งต่างๆ ในครอบครัวที่เด็กรับมาก็จะได้รับการเยียวยา ได้รับสติปัญญาจากโรงเรียนอย่างเต็มที่แล้วกลับไปเยียวยาครอบครัว โรงเรียนจึงไม่ใช่แค่สถานที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางวิชาการเท่านั้นแต่โรงเรียนยังเป็นสถานที่เยียวยาบาดแผลภายในใจเด็กๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาได้อีกด้วย 

            มีบางคนแสดงความเห็นว่าหากเด็กได้ไว้ผมยาวหน้าตาก็จะดูดีขึ้น ส่งผลให้เกิดรักในวัยเรียน มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนและท้องในวัยเรียนตามมา อาตมาว่าความคิดแบบนี้เป็นความกลัวที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเลย เราคงเห็นแล้วว่าถึงจะแม้จะมีกฎระเบียบผมเกรียน/ติ่งหูเด็กก็มีเพศสัมพันธ์กันอยู่แล้วประเทศอื่นๆ ก็เผชิญกับสถานการณ์เพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่แตกต่างกันแม้ว่าเด็กประเทศอื่นจะไว้ผมยาวแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับมีตัวเลขต่ำกว่าประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎระเบียบทรงผมที่เคร่งครัดกว่าแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับกระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2ของอาเซียน (รายงานขององค์การยูนิเซฟ ในปี 2551และข้อมูลจากกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2547-2553) สถิติดังกล่าวจึงบ่งบอกว่าทรงผมของนักเรียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับท้องไม่พร้อมในวัยเรียน แต่อยู่ที่การไม่สอนเรื่องเพศอย่างรอบด้านให้กับเด็กมากกว่า 

            อาตมาคิดก้าวไกลไปกว่านั้นว่าเราน่าจะมีโรงเรียนทดลองที่นักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบมาเรียนหนังสือดูบ้าง เพื่อจะได้เป็นข้อเปรียบเทียบว่าถ้าเราไม่มีเครื่องแบบนักเรียนแล้วผลการเรียนของเด็กจะเป็นอย่างไร พฤติกรรมของเด็กจะเป็นอย่างไร เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันถึงเรื่องเครื่องแบบบนความวิตกกังวลโดยไม่มีหลักฐานให้เห็นเป็นข้อเปรียบเทียบสักทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะยุติลงไปเพราะเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนอาชีวะเป็นสัญลักษณ์ที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกัน เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้เป็นนักเรียนอาชีวะแต่แต่งกายคล้ายนักเรียนอาชีวะ บังเอิญวันหนึ่งเดินผ่านนักเรียนอาชีวะ ชายคนนั้นถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตเพราะนักเรียนอาชีวะเข้าใจผิดคิดว่าชายคนนั้นเป็นนักเรียนคู่อริต่างโรงเรียน (แต่ถึงแม้จะไม่ได้สวมชุดคล้ายนักเรียนอาชีวะก็โดนลูกหลงตายกันบ่อยๆ อยู่ดี) เรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ว่าหากมีการยกเลิกชุดนักเรียนอย่างน้อยก็น่าจะทำให้การทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะต่างโรงเรียนทุเลาลงไปบ้างถึงแม้ปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะมีสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่าชุดนักเรียนก็ตาม 

            อาตมาเชื่อว่าบทความตอนนี้คงไม่ค่อยถูกใจคุณครูมากนัก ซึ่งก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ที่เราจำเป็นต้องนำเรื่องระเบียบวินัยของโรงเรียนมาพูดคุยสื่อสารกันตรงๆ เพราะระเบียบวินัยเรื่องทรงผมเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เราไม่เคยมีการพูดคุยหรือสื่อสารกันเลย การพูดคุยสื่อสารจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนมุมมองกันมากขึ้นเพราะทุกฝ่ายต่างก็มีความหวังดีกับเยาวชนด้วยกันทั้งสิ้น

            ก่อนจบบทความ อาตมามีภาพเด็กชายถูกไถผมด้านหลังให้คุณครูได้มองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าอย่าลงโทษเด็กด้วยการกร้อนผมพวกเขาแบบนั้นอีกเลย เพราะการที่คุณครูทำเช่นนั้นเท่ากับคุณครูกำลังลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาและยังเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้กับตัวคุณครูเองเพราะคุณครูกำลังทำรุนแรงกับเด็กๆ แท้จริงแล้วเด็กๆ ควรมีโอกาสไว้ทรงผมในแบบที่เขาต้องการ เด็กนักเรียนในประเทศที่เขามั่นใจในการตัดสินใจของเด็กๆ เขาก็ไม่ทำกับเด็กแบบนี้ มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังทำร้ายร่างกายจิตใจเด็กๆ อยู่เมื่อคุณครูกร้อนผมเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างคุณครูกับเด็กก็ไม่ได้ดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง 

            สุดท้ายนี้อาตมาขอฝากคำพูดของ อ.ทิชา ณ นคร ท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก โดยสถานะแล้วท่านเป็นครูที่ต้องดูแลเด็กๆ ที่เข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกฯ มุมมองของท่านต่อเรื่องทรงผมน่าจะทำให้เรามองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการที่เด็กจะไว้ผมทรงอะไรก็ไม่ได้เกี่ยวกับความมีระเบียบไม่มีระเบียบ แต่ระเบียบคือการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ถูกตั้งขึ้นร่วมกันโดยที่กฎเกณฑ์นั้นเป็นกฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การลิดรอนสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของสมาชิกในสังคมเลย

            “เมื่อพูดเรื่องผม ป้าขอยืนยันอีกครั้งว่าบ้านกาญจนาฯ ซึ่งเป็นสถานพินิจฯ โดยบรรทัดฐานคือมีการควบคุมที่เข้มข้นบนชื่อที่ไพเราะว่า "ระเบียบวินัย"แต่ที่นี่เราตกลงกันตั้งแต่วันแรกที่ปฐมนิเทศเยาวชนใหม่ทุกรุ่นว่า"เสื้อผ้า หน้าผม ร่างกาย...เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธ์ที่เราจะไม่ละเมิด"โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนตัดสินใจเองว่าผมทรงไหนเสื้อผ้าแบบไหนที่ทำให้รู้สึกชอบตัวเองเพิ่มขึ้น รักตัวเองเพิ่มขึ้นเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้นก็เอาแบบนั้นผู้ใหญ่มีหน้าที่ยอมรับ ไม่ใช่อดทนกับทางเลือกบนการตัดสินใจของเขาส่วนการสูญเสียระเบียบวินัยนั้นเราก็ไปตกลงหรือหาตัวชี้วัดร่วมกันกับเยาวชน เช่น มีการชวนเยาวชนมาทำกระทู้ก่อนกำหนดเป็นกติกา อย่ากลัวว่าระเบียบวินัยจะหายไปหลังจากเสื้อผ้า หน้าผม ร่างกายอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเยาวชน”  

           ทิชา ณ นคร  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก    

                              แสดงทัศนะต่อเรื่องทรงผมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค     

                                                                                    เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556    

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 10
ผมไม่เคยมีความรู้สึกชอบ หรือ ภูมิใจกับทรงผมทรงลานบิน หรือทรงผมของนักเรียนเลย มาตลอดชีวิต และก็เกลียดมากไม่อยากตัดทรงนี้ เกลียดครูที่กล้อนผมด้วย ไม่อยากยกมือไหว้เลย ไว้ยาวให้มันสมกับเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่เด็กแล้ว ถึงแม้จะยังไม่เป็นวัยผู้ใหญ่ก็ตาม แต่กายภาพ ร่างกายมันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ย่อมมีสิทธิในเสรีภาพของร่างกายตัวเอง ผมดีใจกับรุ่นน้องด้วยนะที่จะได้มีบุคลิกภาพที่ดีต่อไป ซึ่งจะเป็นผลดีในวัยผู้ใหญ่ต่อไป  ผู้ใหญ่ยุคโบราณอย่าเอาความคิดของตัวเองที่ว่า ตัดผมทรงลานบิน หัวเกรียน ดูสะอาดเรียบร้อยดี ผู้ใหญ่ชอบก็ไปตัดซะเองสิ ถามเด็กนักเรียนซักคำหรือยังว่าพวกเค้าชอบทรงผมอันแสนจะทุเรสนั้นมั๊ย ถ้าให้เด็กนักเรียนแสดงความคิดเห็นผมว่าผู้ใหญ่จะต้องหงายหลังแน่นอน
คนที่มีประสบการณ์ตัดผมทรงลานบิน หัวเขียง มาเป็นเวลา 12 ปี
(17 กรกฎาคม 2556  เวลา 14:01:21)
ความคิดเห็นที่ 9
ติดตามคุณโจโฉมาเพราะว่าพอใจในแนวคิด
และเป็นบุคคลซึ่งถือปัตตาเลี่ยนตัดผมให้เด็กฟรีในห้องสมุดนักเรียนประถมแต่โดนฝ่ายปกครองและผู้อำนวยการสั่งให้หยุดตัดแล้ว
ยอมรับว่ายังยึดติดกับความคิดเรื่องผมสั้นดูสะอาด สบายตาเป็นระเบียบตามที่ถือปฏิบัติกันมาร้อยกว่าปี
ในเรื่องการศึกษาของคนในประเทศไทยมีหลายเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ถ้าจะต้องถกกันคงใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าที่จะลบประวัติศาสตร์ที่สะสมไว้ หรือไม่ก็ต้องปล่อยให้คนรุ่นเก่าเน่าตายไปให้หมด ล้างสมองเด็กตั้งแต่แรกเกิดกับการปฏิรูประบบการศึกษาใหม่...แต่มั่นใจค่ะว่าเด็กในวัยประถมยังคงสอนได้อยู่ เด็กยังหัวอ่อนอยู่คุณครูพูดอะไรก็เชื่อแล้วก็ทำตาม
แต่พอเด็กเข้าสู่ระดับมัธยมแล้วจะเชื่อเพื่อนมากคุณครูพูดก็เชื่อแต่ไม่ทำ พอเข้าระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยไปตามใจฉันเลย...
ในฐานะที่ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในแวดวงการศึกษายอมรับว่าปัญหานี้มีอยู่จริงๆ และคงไม่ถูกทิ้งให้หายไปกับสายลมง่ายๆ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังคงอยู่ไม่เคยตาย ชักเย่อๆว่าง่ายๆ เด็กอยู่ตรงกลาง...อย่างน่าสงสาน
เจ้าหน้าที่ห้องสมุดสุดสวย
(16 กรกฎาคม 2556  เวลา 22:55:48)
ความคิดเห็นที่ 8
ผมนึกว่าพระคุณเจ้าท่านจะเข้ามาบอกกรรมฐานว่า ...จิตของเด็กเดิมนั้นประภัสสร เพราะเราไปให้ค่าของการไว้ทรงผมว่าไว้ผมยาวนั้นงาม นั่นเป็นสิ่งที่ผิดจากความเป็นจริงจริงๆแล้วไม่ว่าสั้นรึยาวก็เป็นของไม่สวยไม่งามทั้งนั้น......  แต่น่าผิดหวังพระคุณเจ้าท่านกลับไปย้ำสัญญาวิปลาสให้เด็กว่าคิดแบบนั้นดีซะอีก ยิ่งน่าแปลกใจไปอีกที่พระคุณเจ้ากลับบอกว่าระเบียบวินัยไม่ได้อยู่ที่ทรงผม(ภิกษุในพระธรรมวินัยโกนผมทุกคน???)  ผมกลับคิดว่าแค่ระเบียบเล็กๆน้อยๆแค่นี้ปฏิบัติไม่ได้แล้วโตมาจะมีรู้จักกับความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุได้หรือไม่ในโลกแห่งความเป็นจริงในอนาคตเมื่อโตขึ้นได้อย่างไรเล่า???  เรื่องนี้นี่เกี่ยวข้องกับวินัยเลยนะครับท่าน  พระศาสดาสอนเรื่องศีล  โดยเฉพาะอินทรีย์สังวรณ์ไม่ใช่หรือครับโดยเฉพาะเด็กๆน่าสอนและประยุกต์ใช้ได้มากที่สุด   ให้เด็กๆตัดผมสั้นเหมือนปิดทวารอย่าให้ไปยุ่งกับเรื่องสวยเรื่องงามซึ่งงยังไม่ถึงเวลาที่ต้องมาคิดเรื่องนี้   ท่านทำไม่นำสิ่งที่พระพุทธองค์ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ของท่านพร่ำสอนมาประยุกต์ใช้กับสังคมที่เต็มไปด้วยความเห็นผิดเล่า  กลับไปส่งเสริมให้เกิดความเห็นผิดซึ่งไม่ใช่วิสัยของศิษย์พระศาสดา ความจริงลองตัดสั้นช่วงเด็กๆที่เค้าเคยทำๆกันมาก็ดีออกไม่ต้องไปยุ่งกับทรงผมมัน ปกติเด็กเค้าก็ไม่คิดมากอยู่แล้วเพราะสั้นเหมือนกันหมดต่อให้คิดพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ....แต่นี่ความเห็นของพระคุณเจ้าซึ่งเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณเป็นผู้เผยแพร่คำสอนของพระศาสดาออกความเห็นมาทำนองเห็นด้วยกับความเห็นผิดแบบนี้   บอกตรงๆว่ารับไม่ได้เลยกับผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระศาสดา  เด็กบ้านนอกอยู่ด้วยกันไหนจะติดเหาก็ง่ายอีก รู้จักความอดทนหน่อยสิว่าอีกหน่อยวัยรุ่นก็จะได้ไว้ยาวถ้าชอบ...ผมมีลูกสองคนครับเป็นวัยรุ่นทั้งสองคนเคยถามเรื่องความเห็นเรื่องผมสั้นผมยาวกับน้องเค้าคำตอบคือ ...ไปยุ่งอะไรกับทรงผมมันเค้าให้ไว้สั้นก็สั้นไปเค้าไม่ได้บังคับให้ไว้ตลอดชีวิตซะเมื่อไร... บทสรุปคือ  อย่าเห็นสิ่งที่ไม่งามว่างาม  อย่าเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง อย่าเห็นสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา...พระศาสดาและสาวก(ที่แท้จริงแต่โบราณ)ท่านสอนแบบนี้.....
bhuddhapong
(14 กรกฎาคม 2556  เวลา 14:48:15)
ความคิดเห็นที่ 7
แก้ไขนิดหนึ่งครับ นึกว่าคอมเม้นท์จะมาอยู่ด้านล่าง ที่บอกว่า อ่านด้านบน คือคอมเม้นท์ด้านล่างครับ  เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่า ผมมาแย้งกับบทความของพระคุณเจ้า จริงๆ สนับสนุนสุดหัวใจเลยครับ  อยากจะปริ้นไปแจกตามโรงเรียนจัง ซึ่งผมก็กำลังจะเขียนบทความเรื่องนี้เหมือนกันครับ แต่เขียนเชิง จิตใต้สำนึก และการส่งผลในตอนโต  ซึ่งสำคัญมากปัญหาของคนจำนวนมาก เกิดจากการผิดพลาดของผู้ใหญ่ที่หล่อหลอมเขาไว้แต่ตอนเด็ก กราบนมัสการครับ
โจโฉ www.jozho.net
(14 กรกฎาคม 2556  เวลา 12:47:06)
ความคิดเห็นที่ 6

กราบนมัสการพระคุณเจ้า ดีใจมากครับ เพราะนานๆ จะเห็นมีผู้ใหญ่(โดยเฉพาะพระ)ที่เข้าใจเด็กจริง และเข้าใจสังคม และเข้าใจความเป็นจริง  เพราะโยมก็บรรยายเรื่องนี้ด้วย แต่ก็มีครูจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ต่อให้เราหาเหตุผลดีแค่ไหนมาสนับสนุน ต่อให้เราเอาการศึกษาของประเทศที่เจริญแล้ว ว่าเขาไม่บังคับเรื่องทรงผม แต่เด็กเขากลับมีวินัยและกล้าคิด กล้าแสดงออก เป็นประชากรที่มีคุณภาพ แต่ระบบการศึกษาไทยก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือสอนคนให้เป็นควาย ทุกอย่างต้องทำตามคำสั่ง ห้ามคิด ห้ามมีสิทธิ์ในตัวตนของตัวเอง และส่งผลทางด้านจิตวิทยา ซึ่งส่งผลถึงตอนโตอีกมาก  ความขาดในวัยรุ่น วัยที่ฮอร์โมนเพศสูบฉีด มีผลต่อสมอง มีผลต่อความนึกคิด แต่กลับถูกกดไว้ด้วยกฎระเบียบไร้สาระ ที่ทำให้โรงเรียนไม่ต่างจากคุก  และผมก็พึ่งทราบว่า มีสถานพินิจที่มีผุ้ใหญ่ที่เข้าใจ และกลับมีกฎระเบียบน้อยกว่าโรงเรียนซะอีก  หากครูทุกคนจะมาศึกษาด้านจิตใต้สำนึกกันบ้าง คงจะดีไม่น้อย เพราะมีประโยชน์ในการที่จะจัดระบบการศึกษา และแก้ไขปัญหาให้กับเด็ก  คำถามที่ครูหลายคนตอบไม่ได้คือ  ทำไมประเทศที่เขามีประชากรมีคุณภาพ มีระเบียบวินัยสูงมาก เขาถึงไม่บังคับเรื่องทรงผม และเสื้อผ้า ที่ญี่ปุ่น โรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีชุดเครื่องแบบให้ใส่ และไม่บังคับทรงผม เพราะเขามีงานวิจัย และข้อมูลรองรับมากพอที่จะบอกว่า สิ่งนี้ดีกับเด็กจริงๆ ตรงกับบทความที่พระคุณเจ้าเขียนไว้เลยครับ   โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย ทำไมเด็กเขามีระเบียบวินัยและแทบไม่มีปัญหาในสังคมเหมือนเด็กที่เราบังคับกันสุดโต่งแบบนี้  โรงเรียนอำมาตยกุลไม่เข้มงวดเรื่องทรงผมเสื้อผ้า แต่ทำไมเด็กเขามีคุณภาพ  มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ แต่หลายคนก็ไม่ยอมเปิดใจรับความจริง ไม่เปิดตาดูโลกว่าเขาทำกันสำเร็จแบบไหน ไปดูงานกันทุกปีได้อะไรกลับมา นอกจากสมองทีว่างเปล่า แล้วก็กลับมาใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ  

พอได้รู้ข้อมูลเรื่องบ้านกาญจนาภิเษกแล้วผมประทับใจมากครับ  เพราะเท่าที่ผมไปบรรยายมาทั่วประเทศ ผมเห็นชัดเลยว่า เด็กที่เกเร หรือเด็กในสถานพินิจ เขาพร้อมจะเป็นคนดี เขาปรับเปลี่ยนตัวเองได้ แต่สิ่งที่เราตราหน้าเขาไว้ มันแค่เพราะสังคมทำร้ายเขา สังคมในทีนี้ก็คือ โรงเรียน ด้วย ซึ่งมีส่วนอย่างมาก เพราะเป็นสถานที ที่เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อวันมากพอๆ กับที่บ้าน  ระบบการศึกษาบ้านเรายังต้องแก้ไขอีกเยอะครับ อนาคตผมคิดโครงการไว้ไกลมาก คือจะตั้งโรงเรียนสอนอาชีพ และสอนศีลธรรมควบคู่กันไป  เพราะสถิติคนประสบความสำเร็จระดับโลก ส่วนใหญ่เรียนไม่จบ หรือไม่ได้ทำงานในสาขาที่เรียนมาแทบทั้งนั้น  นั่นแสดงว่า ประกาศนียบัตรอาจไม่จำเป็นสำหรับคนอีกจำนวนมาก แต่อาชีพที่เขารักและมีความสุข และการเป็นคนดีของสังคมน่าจะสำคัญที่สุด  เราส่งเสริมให้เด็กที่ไม่พร้อมเรียนให้สูงๆ แล้วก็ตกงาน แล้วก็ไปเสียตัว จากการที่ต้องไปอยู่คนเดียวในหอพัก เจอเพื่อนและสังคมที่ลากกันลงต่ำได้ง่าย จนหลังมหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีป้ายขึ้นว่า ไม่รับนักศึกษา  มันเป็นป้ายประจานการศึกษาไทยได้อย่างเจ็บปวดมากครับ

ตอนแรกตั้งใจจะเปิดโรงเรียนเอง แต่พอเห็นบ้านกาญจนาภิเษก แล้วผมว่า อาจจะไปขอช่วยเด็กที่นั่นคงดีกว่า  เด็กที่คิดว่าหมดอนาคตแล้ว เราปั้นง่ายกว่า คือ การสอนอาชีพ จริงๆ มีอยู่เยอะครับ แต่สอนเหมือนๆ กัน และขาดความเข้าใจในการต่อยอดจนเขาพึ่งตนเองได้จริง   ที่ตั้งใจไว้คือสอนในสิ่งที่เขารักและมีความสุขที่จะทำ และช่วยเหลือส่งเสริม หาทุน เปิดร้าน อำนวยความสะดวกทุกอย่างจนเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้จริง  ทุกวันนี้เรามีแต่เอาปลาไปให้ น้อยคนจะสอนหาปลา แต่พอสอนหาปลา ก็มีปัญหาว่า ไม่มีเครื่องมือจับปลา สุดท้ายก็หาปลาไม่ได้  คนในคุกจำนวนมาก อยากเป็นคนดี เราสอนอาชีพเขา แต่ออกมา ไม่มีใครรับทำงาน ไม่มีเงินทุนเปิดร้าน ไม่มีปัจจัยส่งให้ทำมาหากินได้เลย สุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่วงจรเดิม  

// แอบอ่านข้างบน ที่บอกว่า ถ้าเด็กรักดี จะไม่พูดเรื่องทรงผม  ขอโทษนะครับ คนดังระดับโลกหลายคนไว้ผมทรงประหลาดกันทั้งนั้น แม้แต่ไอสไตน์  ยังมีครูอีกจำนวนมากไม่เข้าใจว่า คนเรามันมีหลายจริต เด็กบางคนอาจไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะเด็กเป็นคนดี แต่เพราะไม่ใส่ใจ และบางคนก็ติดนิสัยชอบทำตามคำสั่ง ถ้าไม่มีใครสั่งก็ทำไม่ได้ และมันก็เป็นมาตั้งแต่เด็ก เรากดเขาไว้จนคิดอะไรไม่เป็นครับ  และเด็กที่สนใจเรื่องทรงผม ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเด็กไม่ดี การเป็นคนมีความคิดสร้างสรร เสื้อผ้าหน้าผม ความเป็นตัวเอง มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า เด็กคนนั้นจะโตไปเป็นแบบไหน  แล้วสิ่งสำคัญคือ ทรงผมที่เราอ้างว่าเป็นระเบียบ มันอาจน่ารักในสายตาของผุ้ใหญ่แค่บางคน แต่มันน่าเกลียดในความรู้สึกของเด็กจำนวนมากครับ  คือ ถ้าจะมีทรงที่ถูกระเบียบ ก็ปรับให้มันอย่าสุดโต่งไป เช่น ให้ไว้รองทรงผมพอประมาณได้ ไม่ต้องเกรียนติดหนังหัว ให้ไว้ผมเลยติ่งหูมาถึงท้ายทอยได้ หรือซอยข้างๆ ให้มันเป็นทรงหน่อย ไม่ใช่ตัดสั้นเสมอติ่ง แล้วปลายผมบานออก  คือมันเป็นทรงอุบาทก์ ทรงประหลาด ที่ลองไปถามคนทั่วไปได้ครับ หรือจะให้ดี ไปถามพวกนักออกแบบว่า ทรงแบบนี้ มันเหมือนทรงพิการที่ขาดความลงตัว  ไว้เลยมาหน่อยแล้วซอยปลายด้านหน้าให้มันลู่ๆ ไป มันก็สั้นเหมือนกัน แถมดูดีกว่าด้วยครับ  ระเบียบมันอยู่ที่เราสร้าง แต่ก็ต้องให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันด้วย สั้นแค่พอดี มันมีความพอดีของมัน

แล้วธรรมชาติให้ผมมาครับ เรารู้ได้ยังไงว่าผมไม่มีประโยชน์  สมองเด็กกำลังพัฒนา ธรรมชาติให้ผมมา เพื่อบังแสงแดด บังยูวี บังลมหนาว เด็กกระโหลก กระหม่อมยังบอบบางกว่าผู้ใหญ่ นี่เราเล่นตัดเกรียนกันแต่เล็กเลย เรารู้ได้ยังไงว่ามันจะไม่มีผลกระทบ ถึงอาจจะไม่มาก แต่สำหรับบางคน ผมเชื่อว่า มีผลมากครับ  ทั้งแสงยูวี แสงแดด แอร์ อากาศเย็น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพได้  น่าเหนื่อยใจแทนคนที่เขาคิดเป็น ทั้งพระ ทั้งนักวิชาการ ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า แต่ละสิ่งมีข้อเสีย ข้อดีอย่างไร แต่ไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติอีกจำนวนมาก ก็ยังปิดใจ ไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ  นี่ก็เป็นเพราะระบบการศึกษาไทยที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นครูแบบนี้ครับ  เป็นแบบที่คิดอะไรไม่เป็น ต้องอยู่ในกรอบของที่เขาบังคับและเคยชินเท่านั้น ไม่ว่าจะมีเหตุผล มีตัวอย่างมากมาย ฉันก็จะบอกว่า สิ่งที่ฉันทำมันดีที่สุด  

และฝากครูทุกท่านนะครับ การกร้อนผมเด็ก ผิดกฎหมายอาญา ผมเข้าใจว่า ไม่มีกฎกระทรวง หรือข้อบังคับไหน ให้โรงเรียนกร้อนผมเด็กได้ ถ้ามันทำผิดกฎสิ่งที่ควรทำคือไล่ไปตัดใหม่แล้วมาตรวจพรุ่งนี้ ไม่ใช่ถือวิสาสะ กร้อนผม ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กมากกว่าการทำโทษด้วยการตีซะอีก  การทำให้อาย เป็นการทำโทษที่ส่งผลเสียมาก  ซึ่งครูที่ขาดการพัฒนา ก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า มันส่งผลเสียอย่างไร  โบราณสอนไว้ ว่ารักวัวให้ตี ท่านไม่ได้หมายถึงให้ตีจริงๆ ครับ แต่หมายถึงการลงโทษที่พอเหมาะพอควรกับเด็ก  แต่สมัยนี้ตีเอามันเลย  หลายคนลงโทษเด็กได้สะใจ แต่กับลูกตัวเองดันไม่กล้า  ครูที่ดี ต้องเหมือนเป็นพ่อแม่ ต้องรักเด็กและรู้ว่าแค่ไหนถึงพอดี  พูดเรื่องการศึกษาไทยแล้วยาวครับ ผมว่าชาติหน้าจะแก้ไขได้หรือเปล่า

ไม่หวังอะไรกับการศึกษาไทยหรอกครับ แต่ก็สงสารเด็กทีต้องโตมากับระบบการศึกษาแบบนี้ ศีลธรรม มารยาท ทำไมคนไทยถึงไม่มี ทั้งที่เรามีกฎเข้มงวดกันแต่เด็ก ที่เห็นเด็กมันเรียบร้อยในโรงเรียน มันก็แค่คล้ายจับสัตว์ร้ายมาขังไว้ มันเรียบร้อยแต่ในกรงครับ พอออกนอกโรงเรียน หรือลับหลัง โอ้โฮ อย่าให้บอกว่าเลวทรามต่ำช้ากันแค่ไหน จิตมนุษย์มันไม่ชอบให้ถูกกดขี่ครับ ถึงเวลาต้องหาทางระบายออกเสมอ  ครูที่ชอบลงโทษนักเรียนรุนแรง ก็อีกประเภทหนึ่งของเด็กที่ถูกกดขี่เกินพอดีตั้งแต่เยาว์วัย  คนที่ชอบแหกกฎก็คือพวกที่โดนบังคับแต่เด็ก พอเรียนจบ มีกฎอะไรกูขอแหกหมด เพราะเก็บกดมานาน เรื่องพวกนี้มันสะสมในจิตใต้สำนึก รอวันแสดงผลต่างๆกัน

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือ ให้น้องๆ อธิฐานจิตว่า หากต้องกลับมาเกิดอีก ขออย่าได้มาเกิดในประเทศที่มีระบบการศึกษาแบบนี้อีกเลย  นี่คือวิธีที่ทำได้ตอนนี้ครับ  นอกนั้นพูดให้ปากแฉะ อธิบายให้ดีละเอียดอย่างบทความนี้ ผมก็เชื่อว่า วงการศึกษาบ้านเรา ครูบ้านเราอีกจำนวนมาก ก็ยังก้มหน้าเดินเส้นทางเดิมต่อไป โดยไม่สนใจว่าใครเขาจะพัฒนาไปถึงไหน  ไม่สนใจว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อสมอง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเฉพาะวัยอย่างไร ไม่ใช่เขาเลวหรือดื้อ หรือเอาดีไม่ได้  

ผมทำบรรยายเรื่องรักนวลสงวนตัวด้วย เป็นอีกแง่มุมหนึ่งทีคนไม่สอน พอดีเห็นโครงการนี้ ว่าจะเข้ามาหาว่า จะมีอะไรให้ผมได้ช่วยบ้าง เกี่ยวกับประเด็นของเยาวชน ก็พอดีมาเจอบทความนี้ และประทับใจ ขอบพระคุณ พระคุณเจ้าที่กรุณาเรียบเรียงบทความที่มีค่ายิ่งต่อสังคมไทยครับ  ประเทศจะเจริญได้ ต้องพัฒนาคน แต่ถ้าพัฒนาคนให้เป็นควายที่ต้องลากจูงอย่างเดียว ขาดความเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ ผมว่าอีกหน่อย แม้แต่เขมร เราก็สู้เขาไม่ได้ครับ  ซึ่งตอนนี้ เด็กเราก็คุณภาพต่ำสุดในทวีปแล้วมังครับ
โจโฉ www.jozho.net
(14 กรกฎาคม 2556  เวลา 12:40:40)
ความคิดเห็นที่ 5
เจริญพรคุณครูทุกท่าน,  ดูเหมือนว่าบทความนี้จะเป็นบทความที่มีคุณครมาแสดงความเห็นมากที่สุดเลย ในบรรดา 6 บทความที่เขียนมา และมีทั้งเห็นต่างและสนับสนุน ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณครูทุกท่านที่สละเวลามาอ่าน และแสดงความเห็นนะ

อาตมาจะชวนคุยแบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นละกันนะ เพื่อคอลัมน์นี้จะได้ไม่นิ่งเกินไป

@  คุณครูยุ้ย ประสบการณ์ของคุณครูฟังแล้วเศร้านะ เพราะเด็ก ๆ ไม่น่าถูกทำรุนแรงขนาดนั้น อาตมาเชื่อว่าใน 100 โรงเรียน ทั้ง 100 โรงเรียนมีวิธีการลงโทษเด็กด้วยการตัดผมเด็กแบบนั้นทุกโรงเรียนแหละ ดูเหมือนเป็นวิธีการลงโทษที่คลาสสิคจริง ๆ เลย และขอบคุณคุณครูที่เห็นด้วยกับบทความ      เพราะจุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือต้องการให้คุณครูใน ร.ร. ยุติความรุนแรงกับเด็ก ๆ นั่นเอง

@  ดร.ฤกษ์ชัย ดูเหมือนเป็นห่วงความสะอาดของเด็ก ๆ ก็เป็นเรื่องดีที่เราเป็นห่วงความสะอาดของเด็ก ... โดยปกติเด็กในวัยประถมก็ไม่ค่อยสนใจภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าผู้ปกครองให้ไว้เกรียน เด็กวัยนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหาทางบุคลิกภาพเท่าไหร่  แต่เด็กในวัยประถมบางคนก็ต้องการไว้ยาวเป็นรองทรงก็มีเหมือนกัน อันนี้คงขึ้นอยู่กับผู้ปกครองกับเด็กและความสามารถในการดูแลทรงผมของเด็กเช่นกัน  

       แต่ถ้าเปรียบเทียบกันดู ด.ญ. ในวัยประถม  ด.ญ.ยังไงก็ไว้ผมยาวกว่าเด็กผู้ชายอยู่แล้ว ด.ญ. ก็ไม่เห็นมีปัญหา  ด.ช.ประถมถ้าไว้รองทรงยาวมาอีกนิดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  อาตมาตอนอยู่ประถมก็ไว้รองทรงมาตลอดผมก็สะอาดดีไม่มีปัญหาอะไร  คิดว่าถ้าเด็กเค๊าต้องการไว้ผมยาวเค๊าก็น่าจะมีความสามารถในการดูแลความสะอาดของเส้นผมของเขาอยู่แล้ว  

      และก็เห็นด้วยกับ ด.ร. เรื่องการปลูกฝังเด็กๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม เพราะเห็นผู้ใหญ่ทุกวันนี้แล้ว อาตมาละเหี่ยใจเหมือนกัน ...

@ คุณครูยุรี  มาจาก ร.ร. หญิงล้วน โดยปกติแล้ว ร.ร. หญิงล้วนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก เพราะเด็กหญิงถูกคาดหวังและถูกสั่งสอนให้อยู่ในกรอบอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะสั่งสอนยากเท่า ด.ช. ที่มักจะทะโมน ๆ

      อีกประเด็นก็คือ ทรงผมนักเรียนของ ด.ญ. ก็ไม่ได้ไว้เกรียนติดหนังศีรษะเหมือนของ ด.ช. ... ถึงอย่างไร ด.ญ. ก็ยังได้ไว้ผมยาวปกคลุมหนังศีรษะ ในขณะที่ ด.ช. ต้องเกรียน ด.ช. ก็เลยมีปัญหาตรงนี้เอง  อาตมาว่าถ้า ด.ญ. ต้องไว้เกรียนติดหนังศีรษะบ้าง ด.ญ. ก็คงต้องออกมาเรียกร้องเรื่องทรงผมยาวเหมือนกันแหละ

@ คุณครูหนวด , ประสบการณ์ของคุณครูดูจะโชกโชนที่สุดเลย อาตมาขอชื่นชม เพราะอาตมาเองในชีวิตก็ยังไม่เคยมีโอกาสทำอะไรมากมายเยอะแยะขนาดนั้น ... แต่ก็น่าแปลกนะ ที่คุณครูหนวดเคยเป็นเด็กนักเรียนประท้วงขอผมยาวแล้ว แต่ตอนเป็นคุณครูก็กลับกล้อนผมเด็ก ๆ ด้วย !  แต่สงสารเด็กคนนั้นจัง ไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะโดนเพื่อนล้อเหมือนกรณีของคุณครูยุ้ยท่านแรกหรือเปล่า ?

     คุณครูหนวดบอกว่า เคยไว้รองหวีเบอร์ 1 ช่วง early (เกษียณราชการ) อาตมาว่าคนมีอายุในวัย 50 กว่า ๆ ไว้รองหวี ดูยังไงก็เหมาะสมกับวัยนะ  แต่ถ้าเป็นคุณครูหนุ่มวัย 20-30-40 แต่ไว้รองหวีเบอร์ 1 นี่สิ อาจจะดูแปลก ๆ และคงไม่มีคุณครูหนุ่มท่านไหนไวทรงแบบนั้นแน่ ๆ (นอกจากเป็นครูฝึก ร.ด.)

    สุดท้าย อาตมาเห็นด้วยกับคำพูดของคุณครูหนวดที่บอกว่า  "น่าจะให้ผู้มีผลกระทบลองตัดสินใจเองดูมั่งน่าจะดี" เพราะนั่นเป็นที่เด็ก ๆ จะได้เติบโตและเรียนรู้ด้วยตนเอง

   กับอีกความเห็นหนึ่ง  "ที่บอกให้ไว้ผมยาวได้นั้น ดูดีๆยังมีข้อห้ามอีกเยอะ และไม่มีอะไรใหม่"  ถึงจะให้ไว้ผมยาวได้ แต่ก็ยังมีกฎระเบียบหยุมหยิมอีกเยอะแยะมากมาย และการให้ไว้ผมยาวก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเลย...

     อาตามาขอบคุณทุกความเห็นที่สละเวลาร่วมกันแลกเปลี่ยนอีกครั้ง

    สุขีในธรรม
พระวรธรรม
(13 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 20:51:33)
ความคิดเห็นที่ 4
ผมเป็นมาหลายรูปแบบ

ตอนเป็นนักเรียนเคยประท้วงขอไว้ผมยาว ด้วยสโลแกนว่า เรื่องบนหัวไม่สำคัญเท่า ที่อยู่ในหัว ประมาณนั้นเลย

เป็นครูปกครอง ครูประจำชั้น เคยกร้อนผมนักเรียน   เคยมีนักเรียนบ่นว่าทีครูไว้ผมยาวได้ ผมเลยตัดสั้นแบบรองหวีเบอร์ ๑ จนเออรี่  มีแต่หนวดเท่านั้นที่ไม่ยอมโกน ไม่ว่าใครจะว่าไง

เคยเป็นครูแนะแนวเห็นด้วยที่นักเรียนมาปรึกษาว่า จะขอนำเสนอฝ่ายปกครองเรื่องแก้ไขระเบียบให้ไว้ผมยาวรองทรงได้  แล้วนักเรียนก็ทำได้สำเร็จ แต่มีบางกลุ่มดันอยากได้ทรงสกินเฮดขึ้นมาอีก


เคยคิดเหมือนกันว่า โรงเรียนน่าจะยกเลิกชุดนักเรียนไปเลย  แต่พอมาเจอเข้าจริงๆ ประสบการณ์ตรงในอเมริกาที่ลูกเข้าโรงเรียน ไฮสกูล กว่าที่เขาจะเลือกชุดใส่ได้นานน่าดู เลยต้องให้เลือกไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนเลย  ไม่งั้นสายแน่ และไม่ได้ประหยัดดังที่เคยคิดเลย

บางเรื่องก็หลายความเห็น แต่น่าจะให้ผู้มีผลกระทบลองตัดสินใจเองดูมั่งน่าจะดี  

และที่บอกให้ไว้ผมยาวได้นั้น ดูดีๆยังมีข้อห้ามอีกเยอะ และไม่มีอะไรใหม่
ครูหนวด
(13 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 08:53:35)
ความคิดเห็นที่ 3
ถ้าเด็กรักดี  คิดดี  วิเคราะห์ได้ เขาจะไม่พูดเรื่องทรงผม มีโรงเรียนสตรีในพิษณุโลกที่เด็กนักเรียนหญิงยังยินดีตัดผมสั้นทำถูกระเบียบ และน่ารักด้วย จะไว้สั้นหรือยาวก็ขอให้เป็นเด็กดีนะคะ
ครูยุรี พิษณุโลก
(9 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 14:29:36)
ความคิดเห็นที่ 2
การที่กระทรวงศึกษาธิการ มีการปรับเปลี่ยนทรงผม นักเรียนนั้น...ขอฝากข้อคิดไว้ดังนี้
   1. กรณีนักเรียนประถมฯ ที่ยังไม่พร้อมรักษาความสะอาดตัวเองมากนัก พ่อ แม่ และ ครู ต้องเอาใจใส่และเข้าใจวัย เขตภูมิอากาศและภูมิภาคด้วยครับ
   2. กรณีเด็กโตแล้ว มีความรับผิดชอบช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่กังวลใดๆ  นอกจากข้อฝากความคิดดังกล่าวแล้ว..สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือการปลูกฝังและสร้างเด็กและเยาวชนของเรา ให้มีความตระหนัก ความรับผิดชอบ ทั้งต่อ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม
   3. ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังและสร้างสรรค์ คือ พ่อ แม่ และคุณครูไงครับ. คุณครูนั้นหมายถึง ศธ./สพฐ./สพป./สพม.และโรงเรียนหรือสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องเป็นเจ้าภาพ..โดยการนำ รูปแบบการสร้างคนดีสู่สังคมฯมาใช้ เชื่อว่า จะเกิดคุณภาพกับเด็กและเยาวชนไทย อย่างแน่นอน...
ดร.ฤกษ์ชัย  พลศรี
(4 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 15:40:22)
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพระวรธรรมท่านนี้. ท่านมีความคิดเห็นที่เข้าใจถึงหลักการพัฒนาการของวัยรุ่นอย่างยิ่ง. ข้อมูลทั้งหลายที่ท่านกล่าวมานั้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และเกิดขึ้นมานานมากแล้ว และเหตุการณ์การกล้อนผมเด็กชายในภาพดิฉันเองก็เคยพบในโรงเรียนที่ดิฉันบรรจุครั้งแรก พ.ศ. 2518 ฝ่ายปกครองกับคณะครูฝ่ายปกครอง. ส่วนมากเป็นอาจารย์ชาย กล้อนผมเป็นหย่อมๆรอบศีรษะ วันรุ่งขึ้น เด็กเขาต้องไปโกนผมทั้งศีรษะ ถูกเพื่อนล้ออีกว่าไอ้โล้น. วันถัดไปเลยไม่มาเรียนเลยเพราะอายเพื่อน. คิดว่าครูเหล่านั้นก็คงโดนตอนเป็นเด็ก เลยทำโทษลูกศิษย์ตามแบบที่เคยโดนกล้อนมาเพราะไม่สามารถคิดหาวิธีอื่นที่จะฝึกเด็กให้มีวินัยเลยเลียนแบบตามกันมา. สำหรับยุคนี้ประเทศเราควรหันไปมองดูสังคมประเทศอื่นที่เขาฝึกเด็กเขาบ้าง จะได้ไม่ใช้แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับลูกศิษย์เพียงอย่างเดียว. ตอนนี้กลายเป็นว่าการศึกษาเราล้าหลังกว่าเวียดนามแล้ว. ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการศึกษาเดินทางไปศึกษาดูงานการศึกษาที่เวียดนามกันโครมๆมาหลายปีแล้ว ควรเปลี่ยนคำพังเพยที่มีมานานใหม่ว่า.  รักวัวให้ผูก(พันธ์) รักลูกให้ตี(สนิท) น่าจะดีกว่าละมัง. ไม่เชื่อก็ถามท่านอาจารย์ทิชา ณ นครก็ได้ค่ะ. เพราะท่านไม่ได้สอนเด็กตามโรงเรียนทั่วไป แต่ต้องทำงานกับเด็กที่ถูกสังคมรอบข้างกระทำมาสะบักสะบอม ในบ้านกาญจนาภิเษก ผลงานเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
ครยุ้ย
(2 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 23:45:23)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
20014340