
อาตมารู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ออกมายอมรับให้มีการเปลี่ยนแปลงทรงผมของเด็กนักเรียนตามที่มีนักเรียนร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่าการบังคับให้เด็กไว้ผมทรงนักเรียนลานบิน/ติ่งหูเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่รู้สึกประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษาบ้านเราจะเปลี่ยนความคิดเรื่องทรงผมของเด็กนักเรียนจากทรงเกรียนมาเป็นรองทรงได้อย่างง่ายดาย เชื่อว่ามีคุณครูหลายท่านทีเดียวที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่ามีคุณครูอีกหลายท่านทีเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
เรื่องนี้อาตมามองว่าการบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูทำให้เด็กเครียดและมีความทุกข์ใจเพราะเด็กเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นจะรู้จักรักสวยรักงามรักหล่อ อยากให้ตัวเองดูดีมีบุคลิก เด็กไม่ได้เป็นเด็กไปตลอดชีวิตแต่เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทุกวินาที บุคลิกภายในของเด็กก็มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การบังคับเด็กให้ไว้ผมทรงเกรียนหรือตัดสั้นเท่าติ่งหูจึงเท่ากับว่าโรงเรียนกำลังเข้าไปขัดขวางพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กๆ ซึ่งพัฒนาการบุคลิกภาพด้านในของเด็กมีความสำคัญไม่น้อย
เหตุผลหนึ่งที่เด็กๆ ออกมาเรียกร้องผมยาวเพราะผมทรงนักเรียนทำให้พวกเขารู้สึก “สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง” แน่นอนว่าไม่มีเด็กคนไหนไว้ผมทรงนี้แล้วเกิดความมั่นใจในตัวเองเพราะผมทรงนี้คือการตัดเกรียนรอบศีรษะ เหลือเพียงส่วนบนที่มีลักษณะเป็น “ลานบิน”ในเมื่อหน้าตาดูอัปลักษณ์ไม่สวยงามแล้วเด็กๆ จะเอาความมั่นใจจากไหนมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตประจำวันในขณะที่พัฒนาการบุคลิกภาพของเด็กวัยรุ่นตอนต้นเริ่มทำงานในเด็กวัยนี้
ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่คุณครูและโรงเรียนจำนวนมากมองข้าม คุณครูไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะคุณครูคิดว่าความมั่นใจในตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อยระเบียบวินัยต้องมาก่อน แต่ความมั่นใจในตัวเองก็มีความสำคัญไม่น้อยเพราะความมั่นใจในตัวเองสามารถทำให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ยืนยาวก็ได้หรือจะทำให้ชีวิตหดสั้นลงก็ได้หากความมั่นใจมีน้อยเกินไปและอาจนำไปสู่การประชดชีวิตหรือทำอะไรก็ได้ที่เราไม่คาดคิด ความมั่นใจในตัวเองจึงมีความสำคัญและถือเป็นบุคลิกภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี
ความมั่นใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับ‘ความภาคภูมิใจในตัวเอง’ความภาคภูมิใจในตัวเองยังสัมพันธ์กับ ‘ความเคารพตัวเอง’ความเคารพตัวเองยังสัมพันธ์กับ‘ความรักตัวเอง’ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ‘กำลังใจในการมีชีวิตอยู่’หากคนเราขาดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาไปวันละนิด ทั้งนี้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กได้ถูกลดทอนลงไปเมื่อเด็กถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเกรียนจนติดหนังศีรษะ ความเคารพในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อคนอื่นไม่เคารพยำเกรงในร่างกายของเขา ความรักในตัวเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อร่างกายของเขาถูกละเมิดผ่านกฎระเบียบของโรงเรียนราวกับนี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา บุคลิกภาพภายในเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเด็กไปสู่การเจริญเติบโตด้านในอย่างสมบูรณ์ที่เรียกว่า “วุฒิภาวะ”
เมื่อเด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเองก็เกิดตามมา ตามด้วยความเคารพนับถือตัวเอง ความรักตัวเอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ของเราเลย จึงเป็นไปได้ยากที่เด็กไทยจะเติบโตมาพร้อมๆ กับวุฒิภาวะและความเข้าใจคนอื่น เพราะแม้แต่เส้นผมของเขาก็ไม่มีสิทธิ์ออกแบบว่าเขาจะไว้ผมทรงอะไรได้บ้าง ทั้งๆ ที่เส้นผมเป็นสมบัติบนเนื้อตัวร่างกายของเขา สังคมเราจึงมักเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเพราะผู้ใหญ่ในวันนี้ก็คือเด็กๆ ในวันวานที่ไม่เคยได้รับการเปิดโอกาสให้รักตัวเอง ภาคภูมิใจในตัวเอง หรือแม้แต่มั่นใจในตัวเองเลย
นั่นเป็นประเด็นเรื่องบุคลิกภาพภายในที่เด็กไทยขาดไปเพราะถูกลิดรอนโดยกฎระเบียบของโรงเรียน ประเด็นถัดมาที่ค่อนข้างเป็นปัญหาเรื้อรังยากแก่การเยียวยาแต่โรงเรียนไม่ได้ให้ความสนใจก็คือ ทุกวันนี้มีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงและความขัดแย้งภายในครอบครัว เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน พ่อแม่แยกทางกัน หรือถ้าพ่อแม่ไม่แยกทางกันก็เจอปัญหาพ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ให้ความอบอุ่น หรือพ่อแม่ใช้อำนาจมากเกินไป พ่อแม่ติดสุราติดการพนันหรือไม่ก็ปัญหาเรื่องหนี้สิน เมื่อมาโรงเรียนเด็กต้องแบ่งสติปัญญาให้กับการเรียนรู้ในห้องเรียน เท่านั้นยังไม่พอเด็กยังต้องพบเจอกับกฎระเบียบอันเคร่งครัดของโรงเรียนอีกต่างหาก บ่อยครั้งโรงเรียนกลายเป็นสถานที่แห่งการซ้ำเติมความรุนแรงให้กับเด็กแน่นอนสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับผลการเรียนของเด็กด้วย
ความขัดแย้งภายในบ้านที่มีอยู่แล้วโรงเรียนน่าจะมีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านั้นลงไปแต่โรงเรียนกลับทำให้เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่แล้วต้องถูกกดดันกับปัญหาเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นด้วยระเบียบทรงผมทำให้เด็กเครียดและเป็นทุกข์ยิ่งขึ้น คุณครูจะทราบบ้างหรือไม่ว่าสำหรับเด็กบางคนแล้วกฎระเบียบและความเคร่งครัดภายในโรงเรียนได้กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”ส่งผลให้เด็กหลายคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าวต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
วัยเด็กน่าจะเป็นวัยแห่งความสดใสร่าเริง แต่ในช่วงพัฒนาการของเด็กหลายคนกลับขาดความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้พัฒนาการบุคลิกภาพด้าน ‘วุฒิภาวะ’เกิดความล้มเหลว แล้วยังต้องเจอปัญหากฎระเบียบทรงผมและการแต่งกายในโรงเรียนอีก เด็กๆ กำลังถูกโรงเรียนซ้ำเติมพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คืออยู่ที่บ้านก็เจอกับปัญหาในครอบครัว มาโรงเรียนก็เจอกับกฎระเบียบทรงผม ในที่สุดก็ต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาเพราะสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมกดดันไม่เอื้อให้ชีวิตมีความสุขมีเด็กหลายคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมด้วยเหตุนี้
คงเป็นการดีกว่านี้หากคุณครูซึ่งทำงานอยู่ในระบบการศึกษาจะมองเห็นสภาพความกดดันที่แฝงอยู่ในระบบโครงสร้างการศึกษาที่เข้าไปทำร้ายเด็กๆ ของเรา แล้วหันไปเอาใจใส่ช่วยคลี่คลายปัญหาภายในครอบครัวของเด็กๆ เข้าไปเข้าใจเด็กๆ เข้าไปเป็นเพื่อนกับเด็กๆ เข้าไปช่วยเหลือเด็กๆ แทนที่จะเข้มงวดกวดขันในเรื่องทรงผมซึ่งแท้จริงแล้วเรามีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องทรงผมอีกมากมายหลายเรื่องที่เราควรเข้าไปเอาใจใส่
อาตมามองว่าระเบียบวินัยไม่ได้อยู่ที่ทรงผม เพราะเท่าที่สังเกตเด็กประเทศเราไว้ผมเกรียนแต่พอโตเป็นผู้ใหญ่เวลาขึ้นรถเมล์ก็ไม่มีใครยืนเข้าแถวกันสักคน บนถนนเต็มไปด้วยการขับขี่ยวดยานพาหนะที่เห็นแก่ตัวไร้ระเบียบวินัย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวินัยในการใช้ถนนที่แย่มากทีเดียว ระเบียบวินัยจึงไม่ได้อยู่ที่ทรงผมหรือการแต่งกายแต่อยู่ที่การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมากกว่าว่าเราจะอยู่ด้วยกันอย่างไรโดยไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบกัน ใช้สิ่งของสาธารณะร่วมกันด้วยความรับผิดชอบและมีความกรุณา ในที่สุดแล้วการตัดผมเกรียนของเด็กๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับระเบียบวินัยในโลกของความเป็นจริงเลย
โรงเรียนควรหันไปเอาใจใส่ระเบียบการอยู่ร่วมกันในโลกของความเป็นจริงดีกว่าที่จะกวดขันให้เด็กต้องตัดผมเกรียนแต่ไม่มีความหมายอะไร อาตมาต้องขอโทษหากจะสื่อสารกับคุณครูตรงๆ ว่าคุณครูจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณครูได้ลองไว้ผมทรงเกรียนรอบศีรษะแล้วเหลือเป็นลานบินดูบ้าง คุณครูจะรับรู้ได้ถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเองเหมือนอย่างที่เด็กๆ ต่างก็รู้สึกเช่นนั้น
ถึงเวลาแล้วที่คุณครูควรเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาที่แท้จริงให้กับเด็กๆ เป็นเพื่อนที่รับฟังปัญหาของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเกิดมาเป็นเด็กไทย เพราะเด็กไทยเต็มไปด้วยการถูกกำกับด้วยกฎระเบียบต่างๆ นานา เด็กไทยไม่ได้ถูกเปิดโอกาสให้คิดหรือทำอะไรด้วยตนเอง ในฐานะที่เราเป็นครูเราน่าจะท้าทายตัวเองด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ผิดถูกอย่างไรเป็นเรื่องที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เติบโตด้วยตนเอง เราเพียงแต่เป็นโค้ชคอยดูแลพวกเขาอยู่ห่างๆ ให้กำลังใจเขาเมื่อเขาล้มลง
อาตมาเชื่อว่าหากคุณครูทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองได้ โรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียนที่เด็กๆ อยากมาเรียนหนังสือทุกวัน ไม่มีการโดดเรียน ไม่มีความเครียดในโรงเรียน ความทุกข์ใจความขัดแย้งต่างๆ ในครอบครัวที่เด็กรับมาก็จะได้รับการเยียวยา ได้รับสติปัญญาจากโรงเรียนอย่างเต็มที่แล้วกลับไปเยียวยาครอบครัว โรงเรียนจึงไม่ใช่แค่สถานที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางวิชาการเท่านั้นแต่โรงเรียนยังเป็นสถานที่เยียวยาบาดแผลภายในใจเด็กๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาได้อีกด้วย
มีบางคนแสดงความเห็นว่าหากเด็กได้ไว้ผมยาวหน้าตาก็จะดูดีขึ้น ส่งผลให้เกิดรักในวัยเรียน มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนและท้องในวัยเรียนตามมา อาตมาว่าความคิดแบบนี้เป็นความกลัวที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเลย เราคงเห็นแล้วว่าถึงจะแม้จะมีกฎระเบียบผมเกรียน/ติ่งหูเด็กก็มีเพศสัมพันธ์กันอยู่แล้วประเทศอื่นๆ ก็เผชิญกับสถานการณ์เพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่แตกต่างกันแม้ว่าเด็กประเทศอื่นจะไว้ผมยาวแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับมีตัวเลขต่ำกว่าประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎระเบียบทรงผมที่เคร่งครัดกว่าแต่สถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียนกลับกระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2ของอาเซียน (รายงานขององค์การยูนิเซฟ ในปี 2551และข้อมูลจากกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างปี 2547-2553) สถิติดังกล่าวจึงบ่งบอกว่าทรงผมของนักเรียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับท้องไม่พร้อมในวัยเรียน แต่อยู่ที่การไม่สอนเรื่องเพศอย่างรอบด้านให้กับเด็กมากกว่า
อาตมาคิดก้าวไกลไปกว่านั้นว่าเราน่าจะมีโรงเรียนทดลองที่นักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบมาเรียนหนังสือดูบ้าง เพื่อจะได้เป็นข้อเปรียบเทียบว่าถ้าเราไม่มีเครื่องแบบนักเรียนแล้วผลการเรียนของเด็กจะเป็นอย่างไร พฤติกรรมของเด็กจะเป็นอย่างไร เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันถึงเรื่องเครื่องแบบบนความวิตกกังวลโดยไม่มีหลักฐานให้เห็นเป็นข้อเปรียบเทียบสักทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะยุติลงไปเพราะเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนอาชีวะเป็นสัญลักษณ์ที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกัน เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้เป็นนักเรียนอาชีวะแต่แต่งกายคล้ายนักเรียนอาชีวะ บังเอิญวันหนึ่งเดินผ่านนักเรียนอาชีวะ ชายคนนั้นถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตเพราะนักเรียนอาชีวะเข้าใจผิดคิดว่าชายคนนั้นเป็นนักเรียนคู่อริต่างโรงเรียน (แต่ถึงแม้จะไม่ได้สวมชุดคล้ายนักเรียนอาชีวะก็โดนลูกหลงตายกันบ่อยๆ อยู่ดี) เรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ว่าหากมีการยกเลิกชุดนักเรียนอย่างน้อยก็น่าจะทำให้การทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะต่างโรงเรียนทุเลาลงไปบ้างถึงแม้ปัญหาเด็กอาชีวะตีกันจะมีสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่าชุดนักเรียนก็ตาม
อาตมาเชื่อว่าบทความตอนนี้คงไม่ค่อยถูกใจคุณครูมากนัก ซึ่งก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ที่เราจำเป็นต้องนำเรื่องระเบียบวินัยของโรงเรียนมาพูดคุยสื่อสารกันตรงๆ เพราะระเบียบวินัยเรื่องทรงผมเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เราไม่เคยมีการพูดคุยหรือสื่อสารกันเลย การพูดคุยสื่อสารจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนมุมมองกันมากขึ้นเพราะทุกฝ่ายต่างก็มีความหวังดีกับเยาวชนด้วยกันทั้งสิ้น

ก่อนจบบทความ อาตมามีภาพเด็กชายถูกไถผมด้านหลังให้คุณครูได้มองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าอย่าลงโทษเด็กด้วยการกร้อนผมพวกเขาแบบนั้นอีกเลย เพราะการที่คุณครูทำเช่นนั้นเท่ากับคุณครูกำลังลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาและยังเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้กับตัวคุณครูเองเพราะคุณครูกำลังทำรุนแรงกับเด็กๆ แท้จริงแล้วเด็กๆ ควรมีโอกาสไว้ทรงผมในแบบที่เขาต้องการ เด็กนักเรียนในประเทศที่เขามั่นใจในการตัดสินใจของเด็กๆ เขาก็ไม่ทำกับเด็กแบบนี้ มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังทำร้ายร่างกายจิตใจเด็กๆ อยู่เมื่อคุณครูกร้อนผมเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างคุณครูกับเด็กก็ไม่ได้ดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง
สุดท้ายนี้อาตมาขอฝากคำพูดของ อ.ทิชา ณ นคร ท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก โดยสถานะแล้วท่านเป็นครูที่ต้องดูแลเด็กๆ ที่เข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกฯ มุมมองของท่านต่อเรื่องทรงผมน่าจะทำให้เรามองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการที่เด็กจะไว้ผมทรงอะไรก็ไม่ได้เกี่ยวกับความมีระเบียบไม่มีระเบียบ แต่ระเบียบคือการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ถูกตั้งขึ้นร่วมกันโดยที่กฎเกณฑ์นั้นเป็นกฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่นำไปสู่การลิดรอนสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของสมาชิกในสังคมเลย

“เมื่อพูดเรื่องผม ป้าขอยืนยันอีกครั้งว่าบ้านกาญจนาฯ ซึ่งเป็นสถานพินิจฯ โดยบรรทัดฐานคือมีการควบคุมที่เข้มข้นบนชื่อที่ไพเราะว่า "ระเบียบวินัย"แต่ที่นี่เราตกลงกันตั้งแต่วันแรกที่ปฐมนิเทศเยาวชนใหม่ทุกรุ่นว่า"เสื้อผ้า หน้าผม ร่างกาย...เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธ์ที่เราจะไม่ละเมิด"โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนตัดสินใจเองว่าผมทรงไหนเสื้อผ้าแบบไหนที่ทำให้รู้สึกชอบตัวเองเพิ่มขึ้น รักตัวเองเพิ่มขึ้นเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้นก็เอาแบบนั้นผู้ใหญ่มีหน้าที่ยอมรับ ไม่ใช่อดทนกับทางเลือกบนการตัดสินใจของเขาส่วนการสูญเสียระเบียบวินัยนั้นเราก็ไปตกลงหรือหาตัวชี้วัดร่วมกันกับเยาวชน เช่น มีการชวนเยาวชนมาทำกระทู้ก่อนกำหนดเป็นกติกา อย่ากลัวว่าระเบียบวินัยจะหายไปหลังจากเสื้อผ้า หน้าผม ร่างกายอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเยาวชน”
ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก
แสดงทัศนะต่อเรื่องทรงผมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556
|