ข่าวโครงการ
ผอ.สถาบันรามจิตติแนะลดอำนาจนิยมในโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง


 

          ในการบรรยายเรื่อง “วัยรุ่นไทยก้าวร้าวจริงหรือ?” ในงานประชุมวิชาการจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ครั้งที่ ๑๗ “เด็กไทยกับปัญหาความรุนแรง” ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ได้เปิดเผยผลสำรวจเด็กไทยกว่า ๓,๐๐๐ คน ในหัวข้อหนึ่งวันในชีวิตเด็กไทย พบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาในการนอนหลับวันละ ๘ ชั่วโมง โดยร้อยละ ๓๕.๕ เล่นเฟซบุ้ก ไลน์ วอทแอป และคุยโทรศัพท์เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอน และร้อยละ ๕๑.๑ เช็คโทรศัพท์เป็นอย่างแรกเมื่อตื่นนอน โดยผู้หญิงติดเครือข่ายทางสังคมออนไลน์เหล่านี้มากกว่าผู้ชาย

          ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า เด็กไทยใช้เวลาแต่ละวันในการดูโทรทัศน์ ๓ ชั่วโมง ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถืออีก ๓ ชั่วโมง โดยมือถือจะเป็นทุกอย่างในชีวิตเด็ก จากการสำรวจร้อยละ ๔๒.๕ บอกว่าอยู่ไม่ได้โดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ร้อยละ ๗๕.๗ ใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ร้อยละ ๒๐ ใช้มือถือระหว่างอยู่ในห้องเรียน และเด็กที่ใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์มักจะไม่ค่อยระวังตัว โดยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว นำไปสู่การแลกเบอร์และนัดพบ และร้อยละ ๒๘.๗ รู้สึกว่าตัวเองเคยถูกคุมคามจากเพื่อนใหม่บนเครือข่ายเหล่านั้น

          ในเรื่องความรุนแรง ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า ความรุนแรงมีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาจะมีอยู่มาก ประเทศไทยยังไม่ได้มีถึงขนาดนั้น คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงความรุนแรงก็จะนึกถึงเด็กอาชีวะ ทั้งๆ ที่ความรุนแรงในเด็กมัธยมก็มี แต่มักไม่ค่อยเป็นข่าว สื่อมักจะจับจ้องแต่เด็กอาชีวะ แต่ในความเป็นจริงเมื่อลงไปศึกษาจะพบว่ามีความรุนแรงในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นจำนวนมาก จากการเก็บข้อมูลแนวโน้มความรุนแรงในเด็กที่ถูกกรรโชกทรัพย์ ถูกทำร้ายร่างกาย พบเห็นการพกพาอาวุธร้ายแรงในสถานศึกษา โดยเปรียบเทียบ ๓ ปี คือ ปี ๒๕๔๘ ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๔ พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

          จากการศึกษางานวิจัยของต่างประเทศ และงานวิจัยของสถาบันฯ เอง พบว่า ตัวชี้วัดที่เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงมาจากหลายปัจจัย อาทิ ตัวเด็กเองขาดต้นแบบที่ดีในชีวิต ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ครอบครัวไม่มีเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน พอมาโรงเรียน ก็พบความล้มเหลวทางด้านการเรียน ถูกทำร้ายหรือกรรโชกทรัพย์ในโรงเรียน ความสุขในการมาโรงเรียนลดลงไปเรื่อยๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ใช้ความรุนแรง ชุมชนที่อยู่อาศัยก็มีความรุนแรงในชุมชนบ่อยครั้ง เสพสื่อหรือเกมที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ทั้งนั้น

          ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ช่วงอายุที่สำคัญมากๆ สำหรับการเติบโตของบุคคล คือ ช่วงเด็กเล็ก วัย ๐-๕ ปี และช่วงเวลาที่ลูกกำลังเข้าสู่วัยรุ่น การสื่อสารกับลูกในช่วงวัยนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และควรพยายามทำความรู้จักกับกลุ่มเพื่อนสนิทของลูกด้วย นอกจากนี้พื้นที่ในโรงเรียนก็มีความสำคัญ เราควรยุติกลไกอำนาจนิยมในโรงเรียน ให้เด็กได้มีพื้นที่บอกกล่าวในสิ่งที่เขาสนใจ ให้เขาได้ค้นพบตัวเองตั้งแต่ ม.ต้น การมีระบบแนะแนวเพื่อช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญ และระบบการจัดการของโรงเรียนควรจะต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการสอนเด็กที่มีความหลากหลายอีกด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ด้วยเราขาดตัวอย่างที่ดี ให้เด็กๆๆ ได้เรียนรู้ เด็กบางคนไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ตัวเองต้องการได้...
ผู้ใหญ่อย่างเรา...ควรช่วยเค้ายังไง???
สุธีรา
(12 มีนาคม 2556  เวลา 00:57:39)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
20465168