ข่าว
ไม่เอาเลือดเกย์ ... แต่ก็ได้เลือดเกย์ (อยู่ดี)

ในที่สุดกรณีไม่รับเลือดบริจาคจาก ‘ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย’ ของสภากาชาดไทยก็กลายเป็นข่าวฮ็อต เมื่อปรากฏคลิปวิดิโอ 3 หนุ่มกระจายในเน็ทแสดงความอึดอัดขัดข้องใจกรณีไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยแล้วถูกสภากาชาดไทยปฏิเสธไม่รับเลือดของพวกเขาเนื่องจากพวกเขาเป็น ‘กะเทย’

โดยปกติเมื่อบุคคลมีความประสงค์จะบริจาคเลือด ทางศูนย์รับบริจาคจะมีแบบฟอร์มให้ผู้บริจาคเลือดกรอกหรือขีดเครื่องหมายลงในช่องสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบหรือกลั่นกรองว่าอย่างน้อยผู้บริจาครายนี้ก็มีสุขภาพร่างกายที่ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บในระดับหนึ่ง เพื่อที่จะนำเลือดที่ได้รับบริจาคนั้นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภายในห้องแล็บอีกที แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยที่กำลังรอรับเลือดตามโรงพยาบาลต่างๆ

หนึ่งในหัวข้อที่แบบฟอร์มต้องการให้ผู้บริจาคตอบคำถามลงไปก็คือ ‘ท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่’ โดยกำหนดให้ตอบเฉพาะผู้บริจาคที่เป็นเพศชายเท่านั้น หากผู้บริจาคที่เป็นเพศชายกาเครื่องหมายตรงคำว่า ‘ใช่’ ลงไป สภากาชาดไทยก็จะไม่รับเลือดของผู้บริจาคท่านนั้นทันที เพราะถือว่าผู้บริจาคขาดคุณสมบัติตามที่สภากาชาดต้องการ

สภากาชาดไทยถือว่า ‘ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย’ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ถึงแม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันของผู้บริจาคท่านนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว หรือมีการป้องกันที่ดี หรือแม้ว่าผู้บริจาคท่านนั้นจะเป็นชายที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่ติดเชื้อใดๆ แต่หากท่านกาเครื่องหมายลงตรงช่องที่ยอมรับว่าท่าน ‘เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย’ แค่ขีดเดียว ความตั้งใจที่อุตส่าห์เตรียมตัวออกจากบ้านมาบริจาคเลือดเพื่อสร้างสมบุญกุศลก็จะหมดโอกาสไปในบัดดล

มีทางเดียวคือต้องเลี่ยงโกหกไปว่า ‘ท่านเป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง’ เท่านี้เลือดของท่านก็จะได้รับการยอมรับ เพราะการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิงถือเป็นเซ็กที่ตรงตามคุณสมบัติที่สภากาชาดไทยต้องการ แม้ว่าวิธีการมีเพศสัมพันธ์ของชายกับหญิงอาจจะไม่มีการป้องกันใดๆ เลยสภากาชาดไทยก็ยังถือว่าปลอดภัยกว่าเซ็กของเพศเดียวกันระหว่างชายกับชาย เพียงเท่านี้ก็วิเคราะห์ได้ว่าสภากาชาดไทยมีความลำเอียงในการรับเลือดของผู้บริจาคเพียงใด เพราะสาเหตุของการแพร่เชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบุคคลนั้นมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ

ดังนั้น ขึ้นชื่อว่า ‘เพศสัมพันธ์’ ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศใดต่างก็มีความเสี่ยงเท่าๆ กันหากการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นไปโดยปราศจากการป้องกันที่ปลอดภัย

มีบางท่านกล่าวว่าการถือศีล 5 สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ได้ แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งถึงแม้เธอจะถือศีล 5 ไม่มีกิ๊ก ไม่มีชายอื่น มีเพียงสามีคนเดียว แต่ในที่สุดเธอก็ติดเชื้อ HIV จากสามี การถือศีล 5 เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้แปลว่าจะป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ บางทีอาจต้องเขยิบขึ้นไปถือ ‘ศีลพรหมจรรย์’ คืองดมีเพศสัมพันธ์จึงจะได้ผลชะงัด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างนั้น

ในกระบวนการรับเลือดจากผู้บริจาคมีการนำเลือดไปตรวจสอบในห้องแล็บ หากพบว่าเลือดมีเชื้อก็จะมีการนำเลือดนั้นไปทิ้งหรือทำลาย สภากาชาดจึงไม่จำเป็นต้องมีการเลือกปฏิบัติกับ ‘ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย’ ตั้งแต่การกรอกคุณสมบัติลงในใบสมัครเช่นนั้น ไม่มีประโยชน์อันใดที่สภากาชาดไทยจะต้องทำให้ผู้บริจาคต้องกลายเป็นคนโกหก

ที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์ชายผู้หนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าเขาบริจาคเลือดทุก 3 เดือน ภายหลังจากบริจาคเลือดทางศูนย์จะส่งจดหมายขอบคุณไปที่บ้านทุกครั้ง ซึ่งหมายความว่าเลือดของเขาใช้ได้ ชายผู้นี้บริจาคเลือดติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ในเรื่องการใช้ชีวิตทางเพศ ชายผู้นี้ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันค่อนข้างบ่อยและไม่ซ้ำหน้ากัน ที่สำคัญเขาใช้ถุงยางอนามัยป้องกันตนเองทุกครั้ง

เขาบริจาคเลือดแล้วรอผลการบริจาคเลือดอยู่ที่บ้านซึ่งเท่ากับเป็นการตรวจหาเชื้อ HIV ไปโดยอัตโนมัติ เขาใช้วิธีนี้เพราะถือเป็นความสะดวกสบายอย่างหนึ่ง แม้จะทราบผลช้าหน่อยแต่ก็ไม่ต้องบากหน้าไปที่ศูนย์ตรวจเลือดโดยตรงให้เป็นที่สังเกต เพราะอาจจะต้องเสี่ยงกับการถูกตั้งคำถามที่ไม่พึงประสงค์จากเจ้าหน้าที่พยาบาล และแน่นอนเขาไม่เคยกาคำตอบต่อคำถามที่ว่า ‘ท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่’ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องบอกความจริง เพราะจุดประสงค์ของเขาคือมาบริจาคเลือด ไม่ได้มาเปิดเผยว่าตนเองไปนอนกับใครมา

นอกจากจะได้บุญแล้วยังเป็นการตรวจหาเชื้อ HIV ไปโดยอัตโนมัติ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ระหว่างนั้นเขาก็ใช้วิถีชีวิตทางเพศตามปรารถนา ในขณะที่สภากาชาดไทยไม่เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วมีเลือดเกย์กระจายสู่ผู้ป่วยไปมากมายเท่าไหร่ในแต่ละปี เพราะไม่มีเกย์คนไหนกาคำตอบว่า เขามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อันเป็นการทำให้เสียโอกาสในการทำบุญบริจาคโลหิต และเลือดของพวกเขาก็ผ่านการตรวจสอบในห้องแล็บว่าใช้ได้เหมือนอย่างที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวได้รับจดหมายขอบคุณส่งไปที่บ้านทุกครั้งหลังบริจาคโลหิต

จึงเป็นเรื่องที่ประเมินได้ว่าคนป่วยตามโรงพยาบาลที่รับเลือดกันไป คนที่รังเกียจเกียจเกย์ โรงพยาบาลที่รังเกียจเกย์ หมอและพยาบาลที่รังเกียจเกย์ สภากาชาดไทยที่รังเกียจเกย์ พวกเขาต่างก็รับเลือดจากเกย์กันไปในปริมาณที่บอกไม่ได้ว่ามากเท่าไรในแต่ละปี จึงออกจะเป็นเรื่องตลกในสังคมที่รังเกียจเกย์สังคมนี้ที่ไม่ต้องการรับรู้ว่าพวกเขาได้รับเลือดจากเกย์แม้แต่หยดเดียว แต่เลือดบริจาคที่กระจายไปในโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีหยดเลือดเกย์ผสมอยู่ในนั้นด้วยแน่นอน

ผู้เขียนมองว่าสภากาชาดไทยควรนำคำถามว่า ‘ท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่’ ออกจากแบบฟอร์มได้แล้ว เพราะในทางปฏิบัติไม่มีชายคนไหนกาคำตอบว่าตนเองมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันลงไปในแบบฟอร์มแน่นอน เพราะเขามาบริจาคเลือดไม่ได้มาเปิดเผยว่าตนเองไปนอนกับใครมา และเชื่อว่าเกย์จำนวนมากก็คงไม่มีใครระบุเช่นนั้น เพราะเท่ากับเป็นการพลาดโอกาสในการทำบุญบริจาคเลือดตามที่ตนเองมุ่งหวัง สภากาชาดมีหน้าที่แค่นำเลือดไปตรวจหาเชื้อ หากไม่พบเชื้อก็นำเลือดไปจ่ายให้ผู้ป่วย หากมีเชื้อก็นำเลือดไปทำลาย

หรือถ้าสภากาชาดไทยยังคงรังเกียจเกย์ ไม่ต้องการเลือดจากเกย์ แต่ก็ยังคงได้รับเลือดจากเกย์ไปแจกจ่ายให้คนป่วยที่กำลังรอรับเลือดตามโรงพยาบาลต่างๆ อยู่ดี

โบราณท่านว่า ‘ยิ่งเกลียดอะไร ก็ยิ่งเจอสิ่งนั้น’

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19942347