คุยเรื่องเพศกับพระ
ทำแท้ง : เสียงจากนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา

                วันนี้ผู้เขียนมีบทความมาแนะนำให้อ่านกัน เป็นบทความของสามเณรีท่านหนึ่ง ปกติแล้วเราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงของนักบวชหญิงในพุทธศาสนาพูดถึงเรื่องตัวเองมากนัก เพราะเสียงของนักบวชชายจะดังและมีอำนาจมากกว่าเสียงของนักบวชหญิง         

          บทความนี้แต่เดิมเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ลงในวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ในเมืองไทย ชื่อ WFB Review วารสารนี้จัดพิมพ์โดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก หรือ  World Fellowship of Buddhists ตัวย่อคือ WFB ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ           

            สามเณรีท่านนี้อดีตเป็นนางพยาบาลอยู่ต่างประเทศ ท่านมีประสบการณ์และมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการทำแท้งและการกดขี่ทางเพศ ท่านเพิ่งมรณภาพไปเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา เราจึงไม่มีโอกาสสัมภาษณ์ท่าน คงมีเพียงบทความที่แสดงความคิดเห็นของท่านหลงเหลืออยู่ซึ่งผู้เขียนได้นำมาแปลและเคยนำไปเผยแพร่ในงานประชุมเรื่องเพศศึกษา  โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจของPATHเมื่อประมาณ 3ปีที่แล้ว บทความนี้บางท่านอาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว           

            ในบทความสามเณรีธัมมทินนาแสดงความเห็นว่ารัฐควรส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้หญิงมากขึ้นการทำแท้งจะได้ลดลง ในขณะเดียวกันรัฐก็ควรอนุญาตให้มีการทำแท้งที่สะอาดและปลอดภัยแก่ผู้หญิง เพราะการทำแท้งถูกทำให้ผิดกฎหมาย เมื่อผิดกฎหมายจึงทำกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ เครื่องไม้เครื่องมือจึงไม่ได้มาตรฐาน ขาดสุขอนามัย ขาดการตรวจสอบ ทำเสร็จปุ๊ปต้องรีบกลับบ้านทันที ไม่มีการนอนพักฟื้นซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงต้องเสี่ยงกับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และไม่ได้มาตรฐาน 

            บทความของสามเณรี จึงสรุปทางออกเป็น 2แนวทาง คือ

            1) รัฐควรจัดการศึกษาให้ผู้หญิงได้มีการศึกษาสูงขึ้น ท่านคงหมายถึงในประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือประเทศที่ยากจน และคงหมายถึงต่างจังหวัดของประเทศไทยที่พ่อแม่ยากจน เมื่อพ่อแม่ยากจนอัตราการจับลูกสาวไปขายตัวจึงมีสูง หากเด็กผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษา มีโอกาสเรียนหนังสือ ปัญหาเรื่องการจับลูกสาวไปขายก็จะลดลงเพราะพ่อแม่มีโอกาสส่งลูกไปเรียนหนังสือแทนที่จะส่งลูกไปขายตัว

            2)รัฐควรสนับสนุนการทำแท้งที่สะอาดปลอดภัยให้กับสตรี นั่นหมายถึงการทำแท้งเป็นเรื่องที่รัฐต้องมีส่วนรับผิดชอบและให้บริการกับประชาชนอย่างถูกสุขลักษณะ

             ผู้เขียนมองว่าการให้การศึกษาที่สูงขึ้นก็ยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องไปแก้ที่ปัญหาความยากจนของพ่อแม่ด้วย รวมทั้งหลักสูตรวิชาเพศศึกษาแบบรอบด้านที่ต้องมีในโรงเรียน กับอีกทางหนึ่งคือการสนันสนุนให้ผู้หญิงได้บวชเป็นนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มรูปแบบ คือ “สามเณรีและภิกษุณี”ซึ่งสามเณรีธัมมทินนาอาจจะไม่ได้พูดประเด็นนี้ชัดเจนนักเพราะในยุคที่ท่านบวช (ประมาณ พ.ศ.2540) เป็นช่วงที่สังคมไทยยังไม่มีการเปิดใจพูดถึงสามเณรี-ภิกษุณีมากเท่าเวลานี้

           ส่วนประเด็นเรื่องการทำแท้งถือว่าสามเณรีธัมมทินนามีความคิดชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้เราจึงอยากให้ทุกท่านได้ศึกษาเรียนรู้ถึงวิธีคิดของสามเณรีธัมมทินนาเชิญอ่านบทความได้ ณ บัดนี้
 


 

ทำแท้ง : เสียงจากนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา     

      

ตีพิมพ์ลงในวารสารWFB Review

(World Fellowship of Buddhists Review)

ฉบับเดือน กรกฎาคม - กันยายน 2547

เขียนโดย สามเณรีธัมมทินนา

แปลโดย  พระวรธรรม


 

           คำสอนเรื่อง‘กรรม’  ในพุทธศาสนาได้ถูกใช้ในการกดขี่ผู้หญิง และทำให้โอกาสในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพของผู้หญิงในประเทศที่เป็นเมืองพุทธในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องถูกจำกัดลง 

            ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงที่มีโอกาสบวชเป็นสามเณรีเป็นคนแรกๆ ในประเทศไทย เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีการศึกษา เคยเป็นพยาบาลมืออาชีพที่เคยทำงานในประเทศต่างๆ เช่น อิตาลี ไต้หวัน และที่ประเทศไทยข้าพเจ้าศรัทธาในพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรมมาแล้วมากกว่า 13 ปีที่สวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาสผู้ล่วงลับ 

            ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายไปกับข้อจำกัดหลายๆ เรื่องของผู้หญิงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรู้สึกเหนื่อยหน่ายไปกับการได้ยินเสียงของผู้ชายที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ผู้หญิงด้วยการนำคำสอนทางพุทธศาสนามาลดทอนศักดิ์ศรีของความเป็นลูกผู้หญิงว่าเป็น ‘มาร’หรือไม่ก็เป็น‘ตัวล่อลวง’ 

            ผู้หญิงเป็นเจ้าของเนื้อตัวร่างกาย ชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้หญิงได้ถูกชาติและศาสนาเข้าริดรอนการทำแท้งที่สะดวกและปลอดภัยซึ่งนั่นถือเป็นความน่าอดสูของมนุษยชาติบ่อยครั้งที่ฝ่ายชายคอยวิพากษ์วิจารณ์และค้นหาตำรับตำราคัมภีร์เพื่ออ้างอิงเกี่ยวกับการทำแท้งของผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็รู้ดีถึงธรรมะกับการตั้งครรภ์ การให้กำเนิด การเลี้ยงดูเด็ก และในเผ่าพันธ์มนุษย์พวกเราคือ ‘เพศแม่’ ผู้อุ้มท้องลูกน้อยไว้ในร่างกายไม่ใช่ ‘เพศพ่อ’เมื่อไรก็ตามที่ผู้ชายเป็นฝ่ายอุ้มท้องบ้าง เมื่อนั้นพวกเขาก็เป็นเจ้าของเนื้อตัวร่างกายและย่อมตัดสินใจแบบเดียวกับผู้หญิงเช่นกัน 

            ทั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับประเทศอินเดียที่เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวอินเดียไม่ต้องการให้ชนชาติอังกฤษมาครอบงำ ในกรณีการทำแท้งผู้หญิงก็ไม่ต้องการให้ฝ่ายชายมาตัดสินใจแทนในเรื่องการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ แท้จริงแล้วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรายังอยู่ในยุคมืดเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว 

            สตรีและเด็กผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากถูกขายไปเป็นทาสเพื่อค้าประเวณีโดยที่ครอบครัวของพวกเธอไม่รักและไม่ต้องการเธอแล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอัปยศที่ผู้หญิงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องแบกรับภาระนี้ไว้ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่ามีแม่คนไหนบ้างที่ต้องการจะขายลูกสาวของตัวเองไปเป็นทาสค้าประเวณี หรือแม้แต่จะปล่อยให้ลูกสาวของตัวเองถูกขายให้ไปค้าประเวณีได้ต่อหน้าต่อตา ข้าพเจ้าค่อนข้างจะสงสัย และถ้าเป็นลูกสาวของท่านบ้าง ท่านจะรู้สึกแตกต่างไปจากนี้หรือไม่ 

            ผู้หญิงที่มีฐานะยากจนไม่มีโอกาสวางแผนชีวิตของตัวเอง เนื่องจากเธอถูกปฏิเสธอย่างง่ายดายในการเข้าถึงข้อมูลการคุมกำเนิด หรือแม้แต่การเข้าถึงการทำแท้งที่สะอาดปลอดภัยถ้ามีทางเลือกผู้หญิงเหล่านั้นคงเลือกที่จะไม่ให้กำเนิดบุตร 

            ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้การข่มขืนระหว่างสามีกระทำกับภรรยาได้แพร่กระจายไปทั่ว ทั้งตำรวจและสังคมต่างก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหญิงเหล่านั้น ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็โทษผู้หญิง  โทษความยากจนของผู้หญิง โยนว่าเป็น ‘กรรม’ ของผู้หญิง ซึ่งเป็นการนำคำสอนเรื่องกรรมมาใช้อย่างไม่ถูกต้องแทนที่เราจะร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น 

            ข้าพเจ้าได้เห็นโลกมามากแล้วในวัย 72  ข้าพเจ้าไม่กลัวที่จะบอกกับท่านทั้งหลายถึงความจริงเกี่ยวกับชีวิตของลูกผู้หญิงอันเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีความหมาย ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนสนิทของ ‘แม่ชีกนิษฐา วิเชียรเจริญ’ ผู้ล่วงลับ ท่านทำงานระดับโลกราวกับเป็นทนายความที่คอยช่วยเหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งแม่ชีและข้าพเจ้าทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันในเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งประกอบไปด้วยการทำแท้งที่สะอาดและปลอดภัย 

            ข้าพเจ้าทำงานกับท่านที่ ‘บ้านฉุกเฉิน’ ดอนเมือง กรุงเทพฯ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ We Train– ผู้แปล) ที่นี่ข้าพเจ้าเห็นหญิงที่ตั้งท้องแล้วถูกทิ้งจำนวนนับไม่ถ้วน ข้าพเจ้าสงสัยเหลือเกินว่ามนุษย์ประเภทไหนกันที่สามารถทิ้งผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องได้ลงคอ แม้แต่ธรรมชาติของสัตว์เพศผู้ก็ยังต้องออกไปหาอาหารมาเลี้ยงเพศเมียที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังมีลูกอ่อน 

            เกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ ท่านคิดไหมว่าหญิงยากจนที่กำลังตั้งท้องถูกทอดทิ้งไปในขณะที่สามีก็ออกไปหาหญิงอื่นคนแล้วคนเล่า เพียงเพื่อจะให้กำเนิดเด็กคนต่อไปเรื่อยๆ  เรากำลังทำอะไรกับสังคมของเรา 

            ในสังคมที่เจริญแล้วผู้ชายมีหน้าที่รับผิดชอบเด็กที่กำเนิดขึ้นมาไม่ว่าจะมีการสมรสกันหรือไม่ก็ตาม ฝ่ายชายมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดู ที่พัก เสื้อผ้า การศึกษาแก่บุตรจนกว่าบุตรจะอายุ 18 หากฝ่ายชายหลีกเลี่ยงหน้าที่ดังกล่าวก็จะถูกตัดสินจำคุก ประเทศที่พัฒนาแล้วมากมายหลายประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้เพื่อประกันการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

            บัดนี้ ข้าพเจ้าอายุ 72 ปี มากพอที่จะเป็นแม่หรือยายของพระภิกษุสามเณรจำนวนมากในประเทศนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาให้พวกเขาฟังผู้หญิงบ้างเพื่อโอกาสในการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยพร้อมด้วยพี่เลี้ยง 2 คนคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่เพราะกรรมดีแต่เพราะครอบครัวของข้าพเจ้าทำงานหนักและมีการศึกษา ดังนั้นเรามาสร้างสรรค์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการสอนพ่อแม่ให้มีบุตรเมื่อมีฐานะพร้อมจะให้ความรักความเอาใจใส่แก่เด็กที่เกิดมากันดีไหม 

            ข้าพเจ้าสูญเสียมารดาไปตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ 1 ขวบ บิดาของข้าพเจ้าได้ฝากให้คุณย่ากับพี่เลี้ยงอีก 2 คนเลี้ยงดูข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเกิดมาในสภาพครอบครัวที่พร้อมในเรื่องปัจจัย 4 พร้อมด้วยความรักความเอาใจใส่ ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาจึงเป็นบุคคลที่พร้อมจะสนับสนุนและสร้างสรรค์สังคมและโลก 

            แล้วเด็กๆ จำนวนมากมายมหาศาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกทอดทิ้งโดยพ่อแม่เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ล่ะ เด็กๆ เหล่านี้จะสร้างสรรค์สังคมหรือจะเป็นภาระของสังคม แผนคุมกำเนิดและควบคุมประชากรจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติสำหรับบางประเทศ ส่วนประเทศที่ยากจนและด้อยพัฒนามักจะขาดแผนการควบคุมประชากร ดังนั้น สังคมจึงมีคุณภาพต่ำ ในขณะที่จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่สมดุลกับทรัพยากรของประเทศที่พร้อมจะจัดสรรให้กับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น 

            วิธีที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดกับการจัดการสังคมที่กำลังเสื่อมคุณภาพและสถานการณ์ท้องไม่พร้อมก็คือให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กผู้หญิง อันเป็นประเด็นที่ภาครัฐและพุทธศาสนาในเมืองไทยไม่เคยทำเพื่อเด็กผู้หญิงเลย เด็กชายที่ยากจนสามารถเข้าไปบวชเป็นสามเณรเพื่ออาศัยวัดในการไต่เต้าไปสู่การศึกษาและความมั่นคงของชีวิต แต่สำหรับเด็กผู้หญิงที่ยากจนคนหนึ่ง ไม่มีเงินที่จะเข้าโรงเรียน ไม่มีเงินซื้อหนังสือเรียน ไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียน ในที่สุดเด็กหญิงคนนี้ก็ถูกขายไปง่ายๆ ไม่ต่างอะไรกับ...ควายตัวหนึ่ง 

            ดังนั้น ด้วยการให้การศึกษาแก่เด็กผู้หญิงจะทำให้การให้กำเนิดบุตรของผู้หญิงล่าช้าลงไป และทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้นการแต่งงานก็ล่าช้าลง การให้กำเนิดเด็กก็ล่าช้าตามมา เมื่อเด็กที่เกิดกับแม่ที่มีการศึกษาก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีตั้งแต่ก่อนคลอดไปจนถึงหลังคลอด และนำไปสู่สังคมที่คาดหวังได้ว่าจะเป็นสังคมที่ดีมีคุณภาพจากการวางแผนที่ดี 

            โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเป็นนางพยาบาลมีประสบการณ์อย่างมืออาชีพในระดับโลก แต่งงานช้าจนกระทั่งเข้าวัยกลางคนซึ่งข้าพเจ้าได้วางแผนไว้แล้ว   ข้าพเจ้าเกษียณอายุราชการก่อนอายุ 60 สามีก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้อดีตสามีเป็นเจ้าอาวาสในวัดที่ใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ข้าพเจ้าก็ยืนอยู่แถวหน้าสุดของการเคลื่อนไหวเพื่อสถานะที่ดีกว่าของผู้หญิง 

            แม้ในช่วงปัจฉิมวัยข้าพเจ้าก็ยังให้การช่วยเหลือที่สำคัญแก่สังคมและครอบครัวในระดับโลก ดังนั้นเรามาสร้างสังคมที่พัฒนาแล้ว สนับสนุนการศึกษาแก่เด็กผู้หญิงและให้ทางเลือกการวางแผนครอบครัวแก่ผู้หญิง ซึ่งประกอบไปด้วยการทำแท้งที่สะอาดและปลอดภัยกันเถิด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
ยินดีกับ "คุณน้ำ" ที่ได้รับประโยชจากบทความของอาตมา

บทความรอบต่อไปคือวันที่ 16 กรกฎาคม จะขึ้นเรื่องใหม่

เกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ

จะมีรอยู่ประมาณ 3-4 ตอนติดต่อกัน

คอยติดตามอ่าน ละกันนะ  
                                 
พระวรธรรม
(14 กรกฎาคม 2556  เวลา 07:06:38)
ความคิดเห็นที่ 2
ติดตามอ่านงานของพระวรธรรมมาตลอด  เป็นประโยชน์มากค่ะ
น้ำ
(20 มิถุนายน 2556  เวลา 14:36:51)
ความคิดเห็นที่ 1
*************
.........................

บทความนี้เป็นบทความที่ 6 ในชุด "ทำไงดีเมื่อลูกศิษย์ตั้งท้อง"
แต่ไม่ได้เขียนว่าอยู่ในชุด "ทำไงดีเมื่อลูกศิษย์ตั้งท้อง"
เพราะเห็นว่าเมื่อ ใส่ชื่อชุดไปแล้วมันจะยาวเกินไป


และบทความนี้คงเป็นบทความสุดท้ายในซีรี่ชุดนี้
หลังจากที่ได้เขียนไว้ "บทแรก" เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
ซึ่งทั้งหมดมีด้วยกัน 6 ตอน (รวมตอนนี้เข้าไปด้วย)

เชื่อว่าคุณครูหลายท่าน อ่านแล้วคงจะมึน ๆ กันไปเลย
แค่ประเด็นเรื่องลูกศิษย์ตั้งท้องทำไมถึงได้มีบทความต่อเนื่องกันมากมายขนาดนี้

เราเชื่อว่า หากคุณครูได้อ่านบทความซีรี่ชุดนี้ทั้ง 6 ตอน
น่าจะเข้าใจประเด็นเรื่อง "เด็กท้องในวัยเรียน" มากขึ้น

ซึ่งในบทความทั้ง 6 ได้เสนอให้เห็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ
อย่างค่อนข้าง "รอบด้าน" ทีเดียว

น่าจะทำให้คุณครูมีความเข้าใจเด็กมากขึ้น
มีเมตตากับเด็ก ๆ มากขึ้นในประเด็นเรื่องเพศ

...................................

บางท่านอาจจะสงสัยว่า เราเขียนนี้เพื่อให้คุณครูหันมายอมรับการทำแท้งหรือเปล่า
ขอตอบว่า "เปล่าเลย"

เราเขียนเรื่องนี้เพื่อให้คนหยุดประณามเด็ก และเห็นใจเด็กมากกว่า

โดยส่วนตัวเเล้วก็ไม่อยากให้เด็ก หรือ ใคร ทำแท้ง เลย
แต่กลับรู้สึกสงสาร เข้าใจ เห็นใจ ผู้หญิงทุกคนที่ต้องตัดสินใจเลือกวิธีนี้มากกว่า

แต่ขณะเดียวกัน หากจะมีการทำแท้ง ก็ควรเป็นการทำแท้งที่ถูกสุขลักษณะ  
ไม่ใช่ทำแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ทำเสร็จก็ต้องรีบกลับบ้าน
ในขณะที่บาดแผลต้องการการพักฟื้น อยู่กับที่นิ่ง ๆ
แต่คลินิคก็ไม่สามารถให้นอนพักฟื้นได้ เพราะเป็นอันตรายกับการ
ถูกตรวจสอบ - จับกุม จากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

จะเห็นได้ว่าความยากลำบากตกอยู่กับผู้หญิงหมดเลย
ถึงแม้จะมีผู้ชายที่รับผิดชอบคอยให้กำลังใจคู่รักของเขาอยู่ก็ตาม

หากคุณครูอ่านบทความเหล่านี้ด้วยจิตที่ไม่ตัดสิน
ไม่ลำเอียง ก็จะเห็นทุกขสัจจ์ข้อนี้ของเพศหญิงจริง ๆ

และเมื่อนั้นคุณครูก็จะเิกิด "ปัญญา"  และ  "กรุณา"
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการแก้ปัญหากับเด็ก ๆ

.





พระวรธรรม
(18 มิถุนายน 2556  เวลา 18:23:11)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19001664