มองมุมเยาว์
คิดถึงกันแบบ “อนาล็อก”

          “ไลน์” “เฟซบุ๊ก” “อินสตาแกรม” เทคโนโลยีที่ช่วยคลายความเหงาและความ “คิดถึง” ของคนในยุคปัจจุบัน กลายเป็นเรื่อง “ไม่มีความหมาย” ในภาพยนตร์เรื่อง “คิดถึงวิทยา”

          คิดถึงวิทยา ภาพยนตร์รักโรแมนติก โดยผู้กำกับหนังรักชื่อดังอย่าง นิธิวัฒน์ ธราธร ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์เรื่อง “seasons change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” และ “หนีตามกาลิเลโอ” ได้กลับมาสร้างผลงานอีกครั้งกับเรื่อง คิดถึงวิทยา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความ “คิดถึง” ของคนแปลกหน้าสองคน ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ช่วงเวลาต่างกัน โดยมีเพียงของสิ่งเดียวที่เชื่อมคนทั้งคู่ไว้ด้วยกันคือ ไดอารี

          เรื่องราวของการส่งผ่านความ “คิดถึง” ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักสองตัว คือ ครูสอง รับบทโดย บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว และครูแอน รับบทโดย พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ซึ่งทั้งสองได้จับพลัดจับผลูถูก “เนรเทศ” ไปเป็นครูสอนเด็กนักเรียนลูกชาวประมงอยู่ที่โรงเรียนเรือนแพกลางเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือ

          เนื้อเรื่องดูคล้ายจะเป็นหนังรักโรแมนติกธรรมดา แต่ความพิเศษมันอยู่ที่ว่า โรงเรียนเรือนแพนั้น แม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่สวยงามและเงียบสงบ แต่กลับเป็นที่ที่มีแต่ความโดดเดี่ยว เพราะแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีทั้งสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งการเดินทางไปไหนมาไหนยังต้องอาศัยเรือหางยาว

          จนดูเหมือนเป็นสถานที่ที่ทำร้ายคนใน “ยุคสังคมก้มหน้า” เสียเหลือเกิน

          แม้ว่าครูสองและครูแอนจะสอนที่โรงเรียนเดียวกัน แต่ทั้งสองกลับไม่เคยพบหน้ากันเลย เนื่องจากทั้งคู่มาสอนกันคนละภาคการศึกษา เช่นนี้แล้วคนสองคนจะ “รู้จัก” และ “คิดถึง” กัน ได้อย่างไร

          เรื่องราวคงจะดำเนินไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นหากครูสองไม่บังเอิญไปเจอไดอารีเล่มหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวและความรู้สึกของครูแอนตลอดเวลาที่ต้องมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้

          ไดอารีเล่มนี้ ถือเป็นคู่มือการสอนและคู่มือการใช้ชีวิตจาก “รุ่นพี่” ที่สืบทอดมาถึง “รุ่นน้อง” และยังเปรียบเสมือนเพื่อนรู้ใจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยคลายความเหงาของเขาลงไปได้บ้าง จนครูสองอดไม่ได้ที่จะเขียนความรู้สึกของตัวเองโต้ตอบลงไปบ้าง และไดอารีเล่มนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทำให้คนแปลกหน้าสองคน “คิดถึง” กัน จนกระทั่งอยากจะพบหน้า

          การใช้ไดอารีในการเล่าเรื่องราวถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะแหวกกระแสของ “ยุคโซเชียลมีเดีย”  ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสาร แต่สิ่งที่คิดถึงวิทยานำเสนอออกมานั้น ไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องดู “น่าเบื่อ” หรือ “เชย” แม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้ภาพยนตร์ดูน่าติดตามว่าท้ายที่สุดแล้ว การสื่อสารแบบเก่าๆ จะนำพาให้คนแปลกหน้าสองคนมาพบกันได้หรือเปล่า

          หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอการตามหาใครคนหนึ่งผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะด้วยเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม หรือแม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์ ความโรแมนติกของเรื่องราวก็คงลดทอนลงไป เพราะการใช้วิธีการตามหาสุด “เชย” เช่น การเดินหาตามที่อยู่ การตามหาครูแอนจากรอยสักรูปดาวที่ข้อมือ หรือการใช้ให้นักเรียนวาดรูปหน้าครูแอน ฯลฯ มันทำให้เรารู้ว่า การตามหาใครคนหนึ่งโดยไม่ใช้เทคโนโลยีมันช่างยากลำบาก

          และทำให้เราเห็นคุณค่าของความคิดถึงมากยิ่งขึ้น

          สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นคือ การที่คนทั้งคู่รู้สึก “คิดถึง” กัน แม้ไม่เคยพบหน้ากันสักครั้ง จุดนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคนทั้งสองคนเรียนรู้และคิดถึงกัน เพราะนิสัยใจคอไม่ใช่เพียงเพราะหลงใหลในรูปร่างหน้าตา

          บรรยากาศของภาพยนตร์เป็นไปด้วยความเรียบง่ายของวิถีชีวิตแบบ “บ้านๆ” ฉากหลักที่ใช้ในการถ่ายทำจะมีเพียงแค่ฉากเดียวคือ โรงเรียนเรือนแพ แต่ความงดงามและความสงบเงียบของบรรยากาศในสถานที่ถ่ายทำนั้นสามารถช่วยเติมพลังและความอิ่มเอมใจให้กับผู้ชมที่อาศัยอยู่ท่ามกลาง “สังคมเมือง” ที่มีแต่ความเร่งรีบได้เป็นอย่างดี

          ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงถ่ายทอดเรื่องราวความรักและความโรแมนติกของคนสองคนเท่านั้น แต่ยังได้สอดแทรกข้อคิดและจิตวิญญาณของความเป็นครูเอาไว้อย่างแนบเนียน

          ครูแอนและครูสองไม่ได้แค่สอนหนังสือให้กับเด็กในห้องเรียน แต่กลับ “สอน” ให้เด็กรู้จักการใช้ชีวิต ได้สัมผัสและเรียนรู้จาก “ของจริง” มากกว่าแค่การเรียนจากตำรา

          ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า หากว่าในชีวิตจริงครูทุกคน “ทุ่มเท” กับการสอนเช่นเดียวกับครูแอนและครูสอง ก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย ซึ่งความเชื่อและการกระทำที่เหมือนกันนี้ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงให้ครูแอนและครูสอง “คิดถึง” กัน

          คิดถึงวิทยา ภาพยนตร์ที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า แม้ระยะทางจะห่างไกลและไร้ซึ่งเทคโนโลยี เราก็สามารถส่งความรู้สึกให้คนที่เรา "คิดถึง" ได้เช่นกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ชอบหนังเรื่องนี้  ลงตัวหมดทุกอย่าง  ทั้งนักแสดง บท ฉาก อารมณ์ของหนัง
พระวรธรรม
(5 ตุลาคม 2558  เวลา 18:53:05)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
34918114