ข่าว
“ให้เช่ามดลูก”ธุรกิจมาแรง บนข้อกังขาสำนึกความเป็นแม่
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 28 มีนาคม 2550

      ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอาชีพหนึ่งในประเทศอินเดียที่กำลังได้รับความสนใจในหมู่หญิงสาว ที่สร้างรายได้งามให้แก่พวกเธอเหล่านั้น โดยเฉพาะในปีนี้มีแนวโน้มที่เศรษฐีจากทั่วโลกต่างมุ่งหวังไปใช้บริการที่อินเดียเป็นจำนวนมาก

     อาชีพที่ว่าก็คือ “รับจ้างตั้งครรภ์” หรือที่เรียกว่า “อุ้มบุญ”
     
      หรือ น่าจะเรียกอีกอย่างว่า “ให้เช่ามดลูก” ก็น่าจะเห็นภาพ
     
      ยาสโฮธารา มฮาตรี ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยาก Mumbai's Centre for Human Reproduction แห่งโรงพยาบาล Dr. L.H. Hiranandani ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่าในแต่ละปีมีเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญทั่วโลกประมาณ 500-600 ราย เฉพาะที่โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ก็เพิ่มขึ้นถึงปีละสองเท่า ในช่วงต้นปี 2007 (มกราคม-กุมภาพันธ์) ก็มีอยู่ 14 ราย เป็นพ่อแม่จาก อังกฤษ อเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส โปรตุเกส สิงคโปร์ อินเดีย ฯลฯ
     
      ปัจจุบันในอินเดียยังไม่มีกฎหมายรองรับเกี่ยวกับเรื่องการผสมเทียม ทางศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ จึงกำหนดขอบเขตการให้บริการกันเอง คือ จะให้บริการเฉพาะคู่สมรสที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการมีลูกด้วยตนเอง โดยหญิงสาวที่จะมารับจ้างอุ้มท้องจะต้องมีอายุน้อย สุขภาพแข็งแรง แต่งงานและมีลูกแล้ว และต้องมีสุขภาพจิตที่ดี ผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาแล้ว เพราะหญิงสาวที่มีลูกของตัวเองแล้วมักจะไม่ต้องการเก็บลูกน้อยที่ได้จากการอุ้มบุญเอาไว้
     
      การรับจ้างอุ้มท้องนั้น มีเงื่อนไขว่าจะต้องใช้ไข่ของแม่ที่ต้องการจะมีลูกเอง นำมาผสมกับอสุจิ ซึ่งหากไม่ใช้ไข่ของแม่ตัวจริงที่อยากมีลูกก็จะเป็นไข่ที่ได้รับบริจาคมาเท่านั้น จะไม่ใช้ไข่ของคนที่รับจ้างอุ้มท้องเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความผูกพันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งท้อง
     
      ก่อนเริ่มกระบวนการ ทั้งสองฝ่ายจะต้องเซ็นสัญญาให้เรียบร้อย โดยคู่สามีภรรยาผู้ว่าจ้างจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตั้งท้องและค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ส่วนหญิงสาวที่รับจ้างอุ้มท้องจะต้องลงนามรับรองว่าจะละทิ้งสิทธิ์ในตัวเด็กหลังจากคลอดแล้ว เพื่อป้องกันการแย่งสิทธิในการดูแลเด็กที่อาจเกิดในภายหลัง
     
      ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีตัวเลขเป็นทางการ แต่คาดว่าจำนวนเด็กที่เกิดจากแม่รับจ้างอุ้มท้องในอินเดียมีอยู่ราว 100-150 รายต่อปี
     
      แม้บรรดาคนที่รับจ้างอุ้มท้องจะทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม แต่ก็ทำรายได้งดงาม บางคนรายได้มากกว่างานประจำอีกต่างหาก เมื่อเป็นเช่นนี้หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่มีลูกแล้ว ก็เลยหันมาสนใจอาชีพเสริมกันเป็นจำนวนมาก จนถึงขณะนี้เรียกว่ามีนักธุรกิจหัวใส เริ่มเห็นถึงอนาคตที่ยังมีช่องว่างของกฎหมายเรื่องนี้อยู่ หันมาทำธุรกิจประเภทนี้เป็นเรื่องเป็นราว
     
      เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประเทศอินเดียได้ชื่อว่าเป็นแหล่งจ้างงานราคาถูก และงานรับจ้างอุ้มท้องที่กำลังมาแรงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างชาติ เพราะค่าใช้จ่ายนั้นถูกเหลือเกิน
     
      ในคู่สมรสชาวอเมริกันที่ไม่สามารถมีลูกได้เองต้องจ่ายเงินประมาณ 50,000 เหรียญขึ้นไป หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่ถ้าในอินเดียจะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 10,000 - 12,000 เหรียญ หรือประมาณ 350,000-420,000 บาท โดยคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากจะคิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประมาณ 2,000 - 3,000 เหรียญ หรือประมาณ 70,000-105,000 บาท ซึ่งราคาแตกต่างกันมาก
     
      ในขณะที่หญิงสาวผู้ให้เช่ามดลูกในอินเดียจะได้รับค่าแรงประมาณ 3,000 - 6,000 เหรียญ หรือประมาณ 105,000 – 210,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขรายได้รวมต่อปีที่มีเพียงประมาณ 500 เหรียญ 17,500 บาทเท่านั้น
     
      และนี่ก็คือที่มาของแรงดึงดูดในการยอมให้เช่ามดลูกในระยะเวลาเพียง 9 เดือน
     
      แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา เพราะหญิงสาวที่รับจ้างอุ้มท้องก็ต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติด้านขนบธรรมเนียมประเพณีในเรื่องของเพศและการให้กำเนิด โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งหญิงอุ้มท้องจำเป็นต้องแต่งเรื่องขึ้นมาปกปิดญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่จะอ้างว่าเด็กในท้องเป็นลูกของเธอ แต่พอคลอดลูกและส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างแล้วก็จะกลับมาแจ้งข่าวเพื่อนบ้านว่าเด็กเสียชีวิต หรือบางคนก็ใช้วิธีเดินทางไปอยู่ต่างเมืองจนกว่าจะคลอดลูกจึงจะกลับมา โดยอ้างไปพักอยู่กับญาติ

      แม้จะเป็นงานที่ทำเงินได้ดีแต่ก็หมิ่นเหม่ต่อความถูกต้องและวัฒนธรรม จนมีคนออกมาวิจารณ์ว่าความเป็นแม่ได้กลายเป็นสินค้าไปแล้ว(commoditisation of motherhood) และเป็นการใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องของคนรวยและคนจน
     
      หญิงรับจ้างอุ้มท้องส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านชนชั้นกลาง ซึ่งเงินคือแรงจูงใจหลัก ส่วนลูกค้านั้นก็คือกลุ่มที่ไม่สามารถมีลูกเองได้ และมีบางส่วนที่เป็นผู้หญิงทำงานมีการศึกษาดีที่ต้องการหาคนตั้งท้องแทนเพื่อจะได้เลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดแก่อาชีพการงานได้
     
      หันมาดูบ้านเรากันบ้าง
     
      บ้านเราเคยมีงานวิจัย และงานสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการผสมเทียมโดยให้คนอื่นตั้งท้องแทนเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งก็เนื่องเพราะค่านิยมของการเป็น “แม่” ในบ้านเรายังคงต้องการตั้งครรภ์เอง ส่วนคนที่ไม่สามารถมีลูกได้ ก็เลือกที่จะใช้วิถีทางเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยมากกว่า ที่จะเลือกให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน
     
      งานวิจัยในบ้านเราเรื่องนี้ พบว่าก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ ทั้งในเรื่องจริยธรรมและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมาย เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่จะใช้กฎหมายอื่นมาพิจารณา
     
      เมื่อไม่มีกฎหมายเฉพาะ จึงทำให้สถานการณ์ของการตั้งครรภ์แทนในบ้านเรา ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิทางกฎหมายของเด็ก นั่นเพราะกฎหมายไทยบัญญัติชัดเจนว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงตั้งครรภ์เท่านั้น ดังนั้นกรณีที่ให้ผู้อื่นตั้งครรภ์แทนก็จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือกรณีอื่นๆ ได้
     
      เรื่องนี้มีการถกเถียงกันในวงกว้างว่าแท้จริงแล้วบ้านเราควรมีการเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องนี้เพื่อที่จะให้โอกาสผู้ที่อยากมีบุตรเป็นของตัวเองแต่ไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ และพยายามปิดช่องให้เรื่องการตั้งครรภ์แทนจะถูกทำให้เป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาต่อไป
     
      แต่ทั้งสิ้นทั้งปวง เรื่องการตั้งครรภ์แทนก็ยังคงมีอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน
     
      แต่สิ่งที่อาจจะต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยที่นอกเหนือจากข้อกฎหมายก็คือ หัวอกของคนเป็นลูก และความรู้สึกของคนเป็นแม่
     
      ดิฉันยอมรับว่าอ่านข่าวคราวของชาวอินเดียแล้ว ก็สุดแสนเศร้า เพราะเรื่องของคนอยากเป็นแม่แต่ต้องให้ผู้อื่นตั้งครรภ์แทน แล้วจะเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่อย่างแท้จริงกระนั้นหรือ เพราะช่วงเวลาแห่งการตั้งครรภ์ ช่วงเวลาแห่งการดูแลลูกของเราในขณะตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือน เป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นแม่ลูกที่วิเศษสุดๆ แล้ว เพราะสัมผัสได้ทั้งความรัก ความผูกพัน ความห่วงใย ความอบอุ่น และฯลฯ
     
      ต่อให้มีเงินมากขนาดไหน แต่ช่วงเวลาที่วิเศษสุดๆ กลับจ้างให้คนอื่นตั้งท้องแทน จากนั้นเราก็รับมาเลี้ยงเมื่อเขาออกจากท้องแล้ว
     
      ดิฉันไม่มั่นใจจริงๆ ว่าจะนิยามคำว่า “แม่” ในรูปแบบนี้ว่าอย่างไร
     
      เรื่องผู้หญิงอยากมีลูกเป็นเรื่องเข้าใจได้ เมื่อไม่สามารถมีลูกเอง ก็ใช้เทคโนโลยี ก็ยิ่งเข้าใจได้ แต่ถ้าถึงขนาดต้องว่าจ้างให้คนอื่นตั้งท้องแทน ซึ่งก็ต้องขอละเว้นกรณีที่แพทย์แนะนำหรือมีความจำเป็นชนิดที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าด้วยเงื่อนไขเพราะห่วงรูปร่าง หรือเพราะต้องทำงานไม่มีเวลาท้อง หรือกลัวกระทบต่อหน้าที่การงานด้วยแล้ว ขอเถอะอย่ามีลูกเลย
     
      เพราะลองนึกถึงลูก ถ้าแม่บอกว่าแม่จ้างคนอื่นให้ท้องแทน แล้วลูกจะมีความรู้สึกอย่างไร...!!!
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
17333670