คุยเรื่องเพศกับพระ
“เพื่อนเจ้าบ่าว” “งานแต่งลวงโลก” “ร้ายนักรักเสพติด” เหลียวมองดูเพศวิถีต้องห้ามของจีนผ่านหนัง 3 เรื่อง

หนังเรื่องที่ 1“เพื่อนเจ้าบ่าว” The Groomsman


                เป็นเวลาสามปีแล้วที่ “ลี่เสียง” มีความสัมพันธ์กับ “เจียหมิง” ทั้งคู่ไปมาหาสู่กัน ไม่ใช่ว่า “แม่ของเจียหมิง” จะไม่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของเขาทั้งสอง ลึก ๆ แล้วแม่ต้องการให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงมีหลานให้อุ้มมากกว่า
 


                วันหนึ่งแม่ของเจียหมิงขอให้ลี่เสียงหลีกทางให้เจียหมิงได้มีครอบครัวสืบสกุล ลี่เสียงบอกเจียหมิงให้ทำตามคำขอของแม่ เจียหมิงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาต้องการใช้ชีวิตคู่กับลี่เสียงชายคนรักมากกว่า ในที่สุดเจียหมิงก็แต่งงานตามคำขอของแม่โดยมีลี่เสียงรับบทเป็น “เพื่อนเจ้าบ่าว” ในวันแต่งงาน


                นั่นเป็นหนังสั้นความยาว 14 นาทีจากประเทศจีนเรื่อง The Groomsman(เพื่อนเจ้าบ่าว) หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉายทางจอโทรทัศน์ของประเทศจีนแต่เผยแพร่ผ่านYouTubeเพียงช่องทางเดียวเพราะจีนเป็นประเทศที่เคร่งครัดต่อการแพร่ภาพเกย์ในสื่ออย่างที่เรารู้กันดี นิตยสาร  attitudeนำหนังสั้นเรื่องนี้มาฉายในงาน WATCH & TALK ที่ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อนำร่องก่อนถึงเทศกาลBangkokGay Lesbian Films Festival 2016ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 19 มิถุนายน 2559



                หนังเรื่องThe Groomsmanสร้างจากเรื่องจริงของหนุ่มจีนสองคนที่รักกันแต่เลือกที่จะทำตามความต้องการของแม่ การเป็นLGBTในประเทศจีนยังคงถูกตีกรอบจากความคาดหวังของครอบครัว ทำให้พวกเขาไม่สามารถดำเนินชีวิตไปตามความปรารถนาจึงไม่แปลกใจที่ตอนจบของหนังเรื่อง “เพื่อนเจ้าบ่าว” จะลงเอยแบบนี้               


                แต่ถ้าต้องการทำตามใจปรารถนาและถูกใจพ่อแม่ด้วย...คำตอบน่าจะอยู่ที่หนังเรื่องถัดไป

 

 

หนังเรื่องที่ 2“งานแต่งลวงโลก” Our Marriages


                เกือบสี่ปีที่แล้ว (23  พฤศจิกายน พ.ศ. 2556) มีหนังสารคดีจากประเทศจีนมาฉายในบ้านเรา เรื่อง Our Marriagesเป็นหนังสารคดีบันทึกภาพชีวิตของ “หญิงรักหญิง 4 คน” ที่แต่งงานกันหลอก ๆ กับเกย์อีก 4 คนเพื่อตบตาพ่อแม่ โดยที่เกย์ 4 คนก็ใช้งานแต่งงานเดียวกันนี้ตบตาพ่อแม่ของตัวเองเช่นกันเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกกดดันให้แต่งงานอยู่กินกับเพศตรงข้ามและจะได้ไม่ต้องเปิดเผยตัวเองกับพ่อแม่ว่า “รักเพศเดียวกัน”


                ฉากแต่งงานเป็นฉากที่ตลกขบขันเรียกเสียงฮาชวนหัวและเสียดสีวัฒนธรรมความเชื่อของคนจีนเป็นอย่างสูง สถานที่จัดงานเลิศหรูอลังการ แขกเหรื่อมาในงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เจ้าบ่าวอยู่ในชุดสูทภูมิฐาน เจ้าสาวอยู่ในชุดราตรีสีขาวเป็นสง่า ดนตรีบรรเลง เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเดินมาจากคนละมุมของงาน ในมือถือไมค์ทั้งคู่ร้องเพลงรักร่วมกันแล้วค่อย ๆ เดินเข้าหากัน จับมือกัน  มีขนมเค้ก มีอาหารเลี้ยง ทั้งพ่อแม่แขกเหรื่อต่างรื่นเริงมีความสุขไปกับงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว


                คนดูนอกจอต่างตะลึงไปกับฉากการลงทุนลวงโลกแบบอลังการของเกย์เลสเบี้ยนจอมแสบทั้ง 4 คู่ และยังหัวเราะขบขันไปกับฉากนี้กันถ้วนหน้าเพราะรู้ดีว่านี่คือ “การโกหกอย่างร้ายกาจ”


                เกย์เลสเบี้ยนทั้ง 8 คนไม่ได้ตบตาพ่อแม่ตัวเองเท่านั้นแต่ยังตบหน้าวัฒนธรรมของตนเองฉาดเบ้อเร่อถือว่านี่เป็นหนังสารคดีที่บันเทิงสุด ๆ เพราะเป็นการเข้าไปเจาะชีวิตเบื้องหลังการพยายามเอาตัวรอดของ LGBTในประเทศจีนและยังมีอารมณ์ขันเสียดสีแบบที่จะหาจากหนังเรื่องไหนไม่ได้อีกแล้ว



                เมื่อหนังจบ หญิงรักหญิงทั้ง 4 และผู้กำกับหญิงปรากฏตัวพูดคุยกับคนดู พวกเธอเล่าให้ฟังว่าที่ประเทศจีนมีบริษัทจัดหาคู่ให้เกย์เลสเบี้ยนแต่งงานกันหลอก ๆ โดยพวกเธอ 4 คนก็ใช้บริการจากบริษัทดังกล่าว ไม่สามารถบอกได้ว่ามีเกย์เลสเบี้ยนใช้บริการจัดหาคู่จำนวนมากเท่าไรเพราะไม่มีใครเก็บสถิติเอาไว้เนื่องจากเป็นความลับสุดยอด


                สำหรับชีวิตหลังแต่งงาน เนื่องจากพวกเธอทั้ง 4 คนต่างทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ในขณะที่พ่อแม่ของทั้ง 4 คนก็อยู่ห่างออกไปอีกเมืองหนึ่ง จึงเป็นเรื่องง่ายที่ทั้งหมดจะหลอกพ่อแม่ว่าตนอยู่กินกับสามีที่แต่งงานกัน ซึ่งโดยความเป็นจริงพวกเธอเช่าห้องอยู่ด้วยกันทั้ง 4 คนในเมืองใหญ่ ไม่ได้อยู่กับสามีอย่างที่พ่อแม่เข้าใจ


                มีคำถามจากคนดูว่าหากพ่อแม่ถามว่า “เมื่อไหร่จะมีหลานให้อุ้ม” พวกเธอเตรียมตอบคำถามเหล่านี้ไว้อย่างไร  ทั้งหมดตอบว่าอาจจะบอกปัดไปว่ายังไม่อยากมีลูกตอนนี้ ยังต้องทำงานหาเงินยังไม่พร้อมจะมีบุตร นี่ก็ผ่านมา 4 ปีแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าสาว ๆ ทั้ง 4 คน (รวมทั้งหนุ่มเกย์อีก 4 คน) ได้ตอบคำถามพ่อแม่ว่าอย่างไรกันบ้าง 


                แต่นี่ถือเป็นการเอาตัวรอดวิธีหนึ่งของ LGBTในประเทศจีน ประเทศที่ยังไม่เปิดกว้างต่อเรื่องเพศ


                หนังเรื่อง Our Marriagesมิได้ถูกนำออกฉายในประเทศจีนเนื่องจากเนื้อหาของหนังเป็นเรื่องส่วนตัวของคนทั้ง 4 คน (หรือ 8 คน) ตอนที่หญิงรักหญิง 4 คนปรากฏตัวเธอขอไม่ให้มีการถ่ายภาพของพวกเธอ รวมทั้งห้ามคนดูถ่ายภาพหนังที่กำลังฉายเพราะทุกสิ่งทุกอย่างในหนังถือเป็นความลับสุดยอดและเป็นเรื่องของความปลอดภัย


                หนังเรื่องนี้จึงถูกฉายในวงแคบ ๆ นอกประเทศจีนตามงานต่าง ๆ แต่ถือว่าเป็นหนังที่เปิดโลกทัศน์ให้คนนอกประเทศจีนได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพ่อแม่ชาวจีนมีความคาดหวังต่อการมีครอบครัวของลูก ๆ มากเพียงใดจนถึงขนาดที่ลูกต้อง “แต่งงานโกหก”

 

 

หนังเรื่องที่ 3  “ร้ายนักรักเสพติด”  Addicted Heroine

 
              ซีรี่ย์เรื่อง Addicted Heroine ถูกปล่อยออกสู่ YouTubeเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีทั้งหมด 15 ตอน หลังจากฉายไปได้ 10 กว่าตอนทางรัฐบาลจีนก็บล็อกมิให้มีการเผยแพร่ ตอนหลังได้ข่าวว่าทางการจีนปล่อยให้แพร่ภาพต่อไปจนครบ 15 ตอน สำหรับในเมืองไทยสามารถหาดูได้ง่ายมากแค่ค้นจากกูเกิ้ลก็พบ มีคนทำซับไทยและพากย์ไทยให้ด้วย  ตอนนี้มีการนำมาเผยแพร่ทางช่องทีวีดิจิตอลช่องONE 31เริ่มศุกร์ 1 กรกฎาคม เวลา 23.00 น. โดยตั้งชื่อภาษาไทยว่า  “ร้ายนักรักเสพติด” 


                ซีรี่ย์Addicted Heroineมีเนื้อหาเอาใจสาววายที่ชื่นชอบละครแนว “ชายรักชาย” เป็นเรื่องของวัยรุ่นชายคนหนึ่งชื่อ “กู้ไห่” หลงรักเพื่อนชายในห้องเดียวกันชื่อ “ลั่วอิน” แล้วจีบกันไปแกล้งกันมาเป็นพ่อแง่พ่องอนจนกลายมาเป็นความรัก ดูแล้วนึกถึงหนังแนวพ่อแง่แม่งอนเพียงแต่เปลี่ยนตัวละครให้เป็นผู้ชายกับผู้ชายแค่นั้นเอง
 

 
              การที่หนังถูกตั้งชื่อว่า Addicted Heroineหรือแปลเป็นไทยว่า “เสพติดเฮโรอีน” ก็เพราะ “กู้ไห่” หลงรัก “ลั่วอิน” ราวกับติดเฮโรอีน และเมื่อนำชื่อตัวละครสองตัวมารวมกันก็จะกลายเป็น “ไห่ลั่วอิน” ซึ่งออกเสียงคล้ายคำว่า “เฮโรอีน” 

 

                การที่หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักของ “หนุ่มกับหนุ่ม” ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น “หนังการเมือง”ไปโดยปริยาย แม้ว่าตัวหนังและเนื้อหาของหนังจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับการเมืองเลยก็ตาม แต่มันเป็นการเมืองตรงที่เนื้อหาของหนังนำเสนอ “ความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน” มีฉากจูบและกอดกันระหว่างชายกับชายอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามของรัฐบาลจีน ดังนั้นเมื่อหนังเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปมันจึงกลายเป็น “หนังอันตราย” ในสายตาของรัฐบาล จึงถือได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังการเมืองด้วยประการฉะนี้
 

                อีกเหตุผลหนึ่งที่หนังเรื่องนี้โดนแบนก็เพราะตัวละคร “กู้ไห่” มีพ่อเป็น “นายทหาร” ในละครกู้ไห่ใช้อำนาจกระทำการต่าง ๆ ในฐานะที่ตนเองเป็นลูกทหารอย่างมีอภิสิทธิ์ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ละครเรื่องนี้โดนแบน
 



                ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาดาราคู่ขวัญ “กู้ไห่” และ “ลั่วอิน” พร้อมด้วยดาราตัวประกอบอีก 2 คนมาโชว์ตัวที่เมืองไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “กู้ไห่” กับ “ลั่วอิน” ถูกห้ามมิให้ขึ้นโชว์ตัวพร้อมกันบนเวที ห้ามร้องเพลงด้วยกัน ห้ามถ่ายรูปด้วยกัน ห้ามใกล้ชิดกัน นี่คือคำสั่งจากรัฐบาลจีน !
 

                แต่สิ่งที่ผู้จัดฝ่ายไทยทำได้มากที่สุดคือการจัดให้นักแสดงทั้ง 4 คนขึ้นเวทีพร้อมกันในช่วงสุดท้ายของการแสดง  แต่ห้าม “กู้ไห่” กับ “ลั่วอิน” ยืนชิดกัน มีจังหวะหนึ่งที่ “ลั่วอิน” เดินถลาเข้าไปยืนใกล้ ๆ “กู้ไห่” เสียงวัยรุ่นกรี๊ดลั่นสนั่นหอประชุม วินาทีนั้นผู้ดูแลเวทีกระโดดเข้ามาจับทั้งคู่แยกออกจากกันทันที แฟนคลับชาวไทยถึงกับอึ้งและเสียความรู้สึกไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นแฟนคลับต่างเข้าไปใส่อารมณ์กันอย่างเผ็ดร้อนในเว็บไซต์ของผู้จัด ทั้งนี้เบื้องหลังเป็นคำสั่งจากทางการจีนห้ามนักแสดง “กู้ไห่” กับ “ลั่วอิน” ยืนใกล้กัน หากนักแสดงทั้งสองยืนใกล้กันแล้วมีภาพปรากฏเป็นหลักฐานก็เดาไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาทั้งสองกลับไปประเทศบ้านเกิด !
 

                ดารานักแสดงทั้งสองไม่ได้ถูกห้ามโชว์ตัวด้วยกันเพียงอย่างเดียว แม้แต่ตอนเดินทางมาก็ขึ้นเครื่องบินกันคนละเที่ยวบิน พักกันคนละห้อง อยู่บนเวทีก็ห้ามยืนชิดกัน ห้ามร้องเพลงร่วมกัน ทั้งคู่ยังถูกห้ามแสดงหนังร่วมกันอีก นั่นหมายความว่าละคร Addicted Heroineจึงยุติลงที่ซีซั่นที่ 1 ถึงแม้ว่าตอนจบของซีซั่น 1 จะทิ้งท้ายว่าละครมีซีซั่นสองก็ตาม
 


“กู้ไห่” กับ “ลั่วอิน” ถ่ายแฟชั่นคู่กัน
ภาพแฟชั่นเซ็ทนี้นักแสดงทั้งสองถ่ายด้วยกันก่อนที่รัฐบาลจีนจะมีคำสั่งห้ามมิให้ทั้งคู่ถ่ายแบบด้วยกันอีก
นี่จึงเป็นการถ่ายแบบชุดสุดท้ายที่เขาทั้งสองได้ถ่ายด้วยกัน


 

สังคมจีนกับอิทธิพลแนวคิดของ “ขงจื๊อ”ที่มีผลกระทบต่อ LGBT

                สังคมจีนมิได้ถูกครอบงำโดยรัฐบาลจีนที่เป็น “โฮโมโฟเบีย” เท่านั้น แต่สังคมจีนยังได้รับอิทธิพลจากปรัชญาแนวคิดของ “ขงจื๊อ” อันมีผลกระทบต่อ LGBT อีกด้วย
 

                “ขงจื้อ” เป็นนักปราชญ์ชาวจีนสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 72 ปี มีชีวิตอยู่ระหว่าง 551 – 479 ปีก่อนคริสตกาลหลักปรัชญาของขงจื๊อเป็นแนวคิดเกี่ยวกับระบบจริยธรรมซึ่งต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐอย่างเป็นทางการของจีน  หลายวัฒนธรรมและหลายประเทศได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของขงจื๊อตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม รวมทั้งอีกหลายดินแดนที่ชาวจีนเข้าไปตั้งรกรากอยู่ก็นำเอาแนวคิดปรัชญาของขงจื๊อไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และที่อื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยต่างก็นำเอาปรัชญาชีวิตของ “ขงจื๊อ” ติดมาด้วยเช่นเดียวกัน
 

                พูดได้ว่า“หากเอาแนวคิดขงจื๊อออกไปจากวิถีชีวิตคนจีน คนจีนก็จะไม่เหลืออัตลักษณ์ความเป็นจีนเลย”จึงอาจเรียกได้ว่า “คนจีน” กับ “ขงจื๊อ” เป็นสิ่งเดียวกัน
 

                ถ้าเปรียบแนวคิดของขงจื๊อเป็นศาสนา ถือว่าแนวคิดของขงจื๊อเป็นศาสนาแบบ “อเทวนิยม” ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นแนวคิดมนุษย์นิยม การพัฒนาตน พัฒนาสังคม และพูดถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างที่เป็นไปในทางเกื้อกูลกันและกัน
 


ภาพจินตนาการของปราชญ์ “ขงจื๊อ” โดยศิลปินชาวจีน
 

คำสอนขงจื๊อที่มีผลกระทบต่อ  LGBT

1.       ให้ความสำคัญกับความกตัญญูต่อบุพการี

2.       หน้าที่ของบุตรธิดาในการแต่งงานมีครอบครัว

3.       สืบสกุล

4.       ให้ความสำคัญกับเพศชาย

 

ให้ความสำคัญกับความกตัญญูต่อบุพการี 

การทำหน้าที่ของบุตรธิดาในการแต่งงานมีครอบครัว

สืบสกุล

            สามข้อแรกมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกจึงต้องนำมากล่าวไว้ในคราวเดียวกัน ความหมายของการกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี ในที่นี้มิได้หมายถึงการเลี้ยงดูพ่อแม่เท่านั้นแต่ยังหมายถึง “หน้าที่ของลูกที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว” เข้าไปด้วย
 

                ด้วยปรัชญาของขงจื๊ออันนี้ทำให้การแต่งงานของลูกมีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อลูกเข้าสู่วัยหนุ่มสาวพ่อแม่จะจัดให้มี “ประเพณีดูตัว” ขึ้น แต่บางครั้งก็มิใช่แค่การดูตัวเฉย ๆ แต่เป็นการ “คลุมถุงชน” กันไปเลย
 

                ไม่ว่าลูกจะชอบคนที่พ่อแม่หามาให้หรือไม่ก็ตามลูกก็ต้องแต่งงาน นั่นถือเป็น “ความกตัญญู” ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่ “การมีลูกสืบสกุล” ตามมา เหมือนอย่างที่ “แม่ของเจียหมิง” ต้องการให้ “เจียหมิง” แต่งงานกับหญิงเพื่อมีลูกสืบสกุลในหนังเรื่อง “เจ้าบ่าว” (The Groomsman)หรือในหนังสารคดีเรื่อง Our Marriagesนั่นก็เป็นเหตุให้ “เกย์กับเลสเบี้ยน 4 คู่” ต้องแต่งงานเพื่อตบตาพ่อแม่อันเนื่องมาจาก “ความกตัญญู” ที่ต้องตอบแทนต่อพ่อแม่
 

                ลำพังคำสอน 3 ข้อนี้ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของ LGBTเพราะLGBT ไม่สามารถแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกับเพศตรงข้ามได้ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รักเพศตรงข้ามและไม่สามารถมีลูกหลานสืบสกุลให้ได้ นี่จึงเป็นเหตุให้ลูกจีนที่เป็น LGBT ถูกปฏิเสธจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าทำไมพ่อแม่จีนจึงยอมรับลูกที่เป็น LGBT ได้ยาก  เพราะลูก LGBT ไม่สามารถตอบสนองคุณธรรม 3 ข้อแรกได้นั่นเองจึงทำให้ลูกLGBTไม่กล้าเปิดตัวกับพ่อแม่
 

                เหลียวดูข้อสุดท้าย “การให้ความสำคัญกับเพศชาย” คำสอนของขงจื๊อให้ความสำคัญกับเพศชายไว้สูงมาก ลูกชายคือผู้นำครอบครัวที่พ่อแม่จะยกมรดกให้ บางครอบครัวลูกสาวแทบไม่ได้รับมรดกจากพ่อแม่เลยเพราะถือว่าในที่สุดลูกสาวก็ต้องแต่งงานแต่งการออกจากเรือนไปเป็นลูกสะใภ้บ้านอื่น ซึ่งนี่ถือว่าเป็นความกตัญญูต่อพ่อแม่ในเรื่องการแต่งงานมีครอบครัวที่ลูกสาวจะพึงกระทำอยู่แล้ว
 

                ทีนี้ถ้าหากว่าลูกชายเป็นกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ขึ้นมาก็ถือว่าลูกชายกำลังเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังการเป็นกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ของลูกชายจึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่จีนรับไม่ได้ และถึงแม้จะเป็นเกย์ ไม่ได้มีบุคลิกตุ๊ดแต๋ว แต่ในเรื่อง “เพศวิถี” ลูกเกย์ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้ ยกเว้นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จีนจะยอมรับได้เพราะถือว่าลูกเกย์ได้ทำในสิ่งที่นอกกรอบความคาดหวังตั้งแต่แรกแล้ว
 

                ทั้งนี้จึงรวมไปถึงลูกสาวที่เป็นทอม ดี้ หรือหญิงรักหญิง ที่ไม่ได้ทำหน้าที่กตัญญูต่อพ่อแม่ด้วยการแต่งงานมีครอบครัวและมีลูกหลานสืบสกุลให้  ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพ่อแม่จีนจึงทำใจยอมรับลูกที่เป็นLGBTได้ยาก ซึ่งสังคมญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือยอมรับลูกที่เป็น LGBT ได้ยากเพราะได้รับอิทธิพลปรัชญาขงจื๊อเข้าไป
 

                ในมุมมองของ อาจารย์เศรษฐพงศ์ จงสงวน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้ความเห็นว่าการรังเกียจลูกLGBTของพ่อแม่จีนอาจจะมีผลมาจากแนวคิดของ “ขงจื๊อ” ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมจีนเรื่องการให้ลูกแต่งงานเพื่อสืบสกุลซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
 

                แต่อย่างไรก็ตาม “ปรัชญาขงจื๊อ” ที่กระจายอยู่ในหมู่คนจีนและกระจายอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากการตีความในมุมมองและทัศนคติของ “รักต่างเพศ” หากตัวปรัชญาขงจื๊อจะถูกตีความให้LGBTเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่และการสืบสกุลด้วยการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็เชื่อว่าสามารถเป็นไปได้  เหมือนอย่างที่พ่อแม่คนจีนในเมืองไทยบางครอบครัวสามารถยอมรับลูกที่เป็นLGBTได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวยอมรับได้ มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ยอมรับลูกLGBTได้อย่างเต็มใจ
 

                ความคิดความเชื่อต่อเรื่องLGBT ในสังคมจีนได้ถูกบีบและกดดันผ่านการปฏิบัติแบบเผด็จการณ์จากรัฐบาลจีนหนึ่งแรง และยังถูกบีบจากปรัชญาขงจื๊ออีกหนึ่งแรง จึงเป็นเหตุให้LGBTในประเทศจีนต้องอยู่อย่างอดทนอดกลั้นไม่แพ้LGBT ในประเทศอื่น  ๆ 
 

                หนังจีน 3 เรื่องที่ผู้เขียนนำมาพูดคุยในบทความนี้คงทำให้คุณผู้อ่านมองเห็นความเป็นไปของ LGBTในประเทศจีนและLGBT ในครอบครัวจีนที่อยู่ในประเทศไทยได้อย่างเข้าใจพวกเขามากยิ่งขึ้น

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • บทความ “เพศหลากหลายในขนบครอบครัวจีน : ข้อพิจารณาใหม่จากการตีความปรัชญขงจี่อ”, อันธิฌา แสงชัย, วารสารปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร, ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-ธันวาคม 2558)
  • บทสนทนากับอาจารย์เศรษฐพงษ์ จงสงวน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ทางโทรศัพท์เมื่อวันที่  21 มิถุนายน  2559
  • https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B9%8A%E0%B8%AD
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
https://www.youtube.com/watch?v=ky4OVGHdh6U&feature=youtu.be


คลิปสัมภาษณ์ท่านทูตอังกฤษผู้ย้ายมาประจำประเทศไทย  ก่อนหน้านี้ท่านเคยประจำอยู่สถานทูตอังกฤษที่ประเทศจีน  โดยท่านทูตมีคนรักเป็นชาย  ทั้งคู่จัดงานแต่งงานกันในสถานทูตอังกฤษประจำประเทศจีนเมื่อ เดือนกันยาน 2014 เสียงตอบรับค่อนค่างเป็นไปในทางบวก  (ประมาณนาทีที่ 13 ของคลิป)  

หลังจากข่าวการแต่งงานของท่านเผยแพร่ออกไป มีการพูดถึงการแต่งงานของท่านในสังคมจีนอย่างกว้างขวาง  ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในเชิงบวก และมีเป็นส่วนน้อยที่ไม่ค่อยพอใจ (อาจเป็นเพราะเป็นคนฝรั่ง คนจีนจึงพอรับได้ แต่แฟนหนุ่มของท่านทูตก็เป็นคนจีน)

ท่านมีลูกชายวัยแบเบาะด้วยกัน 1 คน  ลองไปฟังบทสัมภาษณ์กันดู
พระวรธรรม
(30 สิงหาคม 2559  เวลา 16:16:24)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
34918068