คุยเรื่องเพศกับพระ
พระภิกษุถูกต้องกาย “ชายข้ามเพศ” ได้หรือไม่ ?


 

                เราทราบกันดีว่า  “ชายข้ามเพศ”  ก็คือหญิงที่แปลงเพศเป็นชาย  ในเมื่อ  “ชายข้ามเพศ”  เป็นหญิงที่แปลงเพศเป็นชาย แล้วภิกษุถูกตัว  “ชายข้ามเพศ”  ได้หรือไม่ ?

 

                ก่อนจะตอบว่าพระสงฆ์ถูกตัว “ชายข้ามเพศ” ได้หรือไม่  เราน่าจะย้อนกลับไปดู “สิกขาบท” ที่ทำให้พระสงฆ์เถรวาทไทยถูกต้องกายหญิงไม่ได้เสียก่อน

 

                มูลเหตุที่ทำให้พระสงฆ์ไทยถูกต้องกายหญิงไม่ได้  มาจากสิกขาบทที่ 2 มีมาในอาบัติหมวด  “สังฆาทิเสส”  ดังมีใจความว่า  “ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิงต้องอาบัติสังฆาทิเสส” 

หมายความว่า  หากภิกษุมีความรู้สึกพึงพอใจ หรือมีอารมณ์ทางเพศกับสุภาพสตรีแล้วเอามือไปสัมผัสถูกกายสุภาพสตรี  หรือภิกษุเอาร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของภิกษุไปสัมผัสเข้ากับกายของสตรี  ภิกษุนั้นต้องอาบัติ  “สังฆาทิเสส”

 

                “อาบัติ”  คือการปรับความผิดกับพระสงฆ์มิได้ปรับความผิดแก่ฆราวาส 

 

                การที่สิกขาบทข้อนี้ระบุเช่นนั้นจึงกลายเป็นธรรมเนียมให้พระภิกษุสายเถรวาทในเมืองไทยถูกต้องกายหญิงไม่ได้  แม้แต่เด็กผู้หญิงหรือเด็กทารกเพศหญิงก็ห้ามแตะต้อง  ในขณะที่พระภิกษุเถรวาทในประเทศอื่น ๆ ก็มิได้ปฏิบัติเคร่งครัดขนาดนั้นเพราะพระภิกษุเถรวาทในประเทศอื่น ๆ  เช่นที่ศรีลังกาหรือที่พม่าก็จับต้องเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ  ได้เพราะเขาถือว่าเป็นการถูกต้องกายโดยมิได้มีความใคร่ทางกามารมณ์  หรือในกรุงย่างกุ้งพระภิกษุพม่าก็สามารถขึ้นรถเมล์เบียดเสียดกับญาติโยมชายหญิงได้เป็นเรื่องปกติเพราะธรรมเนียมที่นั่นถือว่าสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการถูกต้องกายโดยมิได้มีกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

                ถ้าใครเคยไปพม่าแล้วเห็นพระสงฆ์พม่าขึ้นรถเมล์เบียดเสียดญาติโยมชายหญิงบนรถเมล์ก็อย่างเพิ่งตกใจ  เราควรทำความเข้าใจว่าพระสงฆ์พม่าก็ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเดียวกันกับเราเพียงแต่เขาถือว่าในสถานการณ์เช่นนั้นการถูกต้องกายหญิงมิได้เป็นไปด้วยความกำหนัดจึงมิต้องมากังวลเรื่องอาบัติหรือไม่อาบัติซึ่งสังคมพม่าก็ยอมรับวิถีการปฏิบัติเช่นนี้มายาวนานแล้ว

 

                ทั้งนี้เช่นเดียวกับพระภิกษุสายมหายานในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน  ฮ่องกง  ไต้หวัน  เวียดนาม  ญี่ปุ่น  เกาหลี  หรือภิกษุสายวัชรยานในภูฏาน  ลาดัก  ทิเบต  ต่างก็ถือสิกขาบทข้อเดียวกันกับภิกษุสายเถรวาท  เพียงแต่ของเขาตีความสิกขาบทว่าการถูกต้องกายหญิงแต่ละครั้งมิได้เป็นไปด้วยกามารมณ์   ดังนั้นจึงมิได้เป็นเรื่องใหญ่หากภิกษุจะถูกต้องกายหญิงเพราะนั่นมิได้เป็นการถูกต้องด้วยอารมณ์ทางเพศ

 

ภาพซ้าย) ดาไลลามะ ผู้นำสงฆ์ทิเบต พุทธศาสนานิกายวัชรยานจับมือเลดี้กาก้า

(ภาพขวา) ติช นัท ฮันห์ อาจารย์เซ็นชาวเวียดนามแห่งหมู่บ้านพลัม พุทธศาสนานิกายมหายาน ลูบศีรษะเด็กผู้หญิง

พระภิกษุทั้งสองนิกายต่างถือวินัยเดียวกันกับเถรวาท  แต่วัฒนธรรมของเขาตีความพระวินัยว่าการถูกต้องกายหญิงไม่จำเป็นต้องถูกต้องด้วยกามารมณ์เสมอไป  วัฒนธรรมของเขาจึงยอมรับว่าพระภิกษุสามารถจับต้องกายหญิงได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์หรือจับต้องกายหญิงด้วยความเมตตาได้

 

                เมื่อพิจารณาดูจากสิกขาบทข้อนี้ก็จะพบว่าสิกขาบทกล่าวไว้อย่างมีเงื่อนไขว่า  “ภิกษุมีความกำหนัด”  หากภิกษุมิได้มีความกำหนัดก็สามารถถูกต้องกายหญิงได้โดยไม่เป็นอาบัติ   แต่ธรรมเนียมพุทธศาสนาในบ้านเราเน้นที่ภาพลักษณ์ต้องมาก่อน  พระสงฆ์ต้องดูเรียบร้อยไว้ก่อน   ดังนั้นไม่ว่าพระภิกษุจะมีความกำหนัดหรือไม่ชาวพุทธก็ไม่ค่อยยินดีนักหากเห็นภาพพระภิกษุถูกต้องกายสตรี  ยกเว้นการรักษาพยาบาลโดยแพทย์หญิงหรือนางพยาบาลสามารถจับต้องกายพระภิกษุได้ หาไม่แล้วแพทย์ก็คงไม่สามารถกระทำการรักษาพยาบาลพระภิกษุได้  ไม่เช่นนั้นพระภิกษุอาจมรณภาพไปในที่สุดเพราะเราเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมากจนเกินพอดี  

 
                หรือกรณีที่มารดาป่วยพระภิกษุย่อมสามารถกระทำการรักษาพยาบาลผู้เป็นมารดาได้ในกรณีที่ไม่มีใครดูแลมารดาของท่าน  ถึงแม้พระวินัยจะระบุว่าพระภิกษุห้ามถูกต้องกายหญิงแต่ในทางปฏิบัติหากมารดาป่วยจนไม่มีใครดูแลพระภิกษุย่อมดูแลรักษามารดาของท่านได้  เพราะคงไม่มีพระภิกษุรูปใดถูกต้องกายมารดาของท่านด้วยความกำหนัดเป็นแน่  การดูแลรักษาผู้บังเกิดเกล้าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญแม้ว่าบุตรจะดำรงอยู่ในสถานะใดก็สามารถดูแลรักษามารดาของท่านได้

 

คราวนี้มาถึงคำถามว่าตกลงพระภิกษุถูกต้องกาย  “ทรานส์แมน” หรือ  “ชายข้ามเพศ”  ได้หรือไม่

                “ชายข้ามเพศ”  ก็คือผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นชาย  มีรูปกายเป็นชายไปแล้ว  ผู้เขียนขออนุญาตตอบตามพระธรรมวินัยว่า   “ถ้าภิกษุมิได้มีความกำหนัดหรือมิได้มีความใคร่กับ  “ชายข้ามเพศ”  ภิกษุก็สามารถถูกต้องกาย  “ชายข้ามเพศ”   ได้”  อันนี้ตีความตามตัวอักษรกันเลย

 

                เพราะ  “ชายข้ามเพศ”  เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วเขาก็คือผู้ชายคนหนึ่ง  ถ้าภิกษุแสร้งทำเป็นรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ชายข้ามเพศเพียงเพราะเหตุว่าภิกษุอาจจะทราบมาก่อนว่าชายคนนี้ในอดีตเคยเป็นสตรีมาก่อนก็ดูจะเป็นการเหยียดเพศกันจนเกินไป  เพราะเวลานี้หน้าตาและรูปลักษณ์ของเขาได้เปลี่ยนเป็นผู้ชายไปแล้ว บางคนก็มีหนวดเคราด้วยซ้ำ  การให้เหตุผลดังกล่าวจึงดูเป็นการรังเกียจกันจนเกินเหตุ  แต่ถ้าภิกษุไม่รู้มาก่อนว่าชายคนนี้เป็น  “ชายข้ามเพศ”  และภิกษุปฏิบัติกับเขาเป็นปกติเฉกเช่นชายคนอื่น ๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นอาบัติอะไร  เพราะอาบัติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ  “ภิกษุมีจิตกำหนัด”  เท่านั้น

 

                แต่เท่าที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาปัญหามักจะเกิดกับ  “ชายข้ามเพศ”  เสียเอง  นั่นคือ  บางครั้งพระภิกษุมาถูกตัวโดยไม่รู้ว่าตนเองเป็น  “ชายข้ามเพศ”  หรือบางครั้งขึ้นรถเมล์แล้วพระภิกษุมานั่งข้าง ๆ   ทำให้  “ชายข้ามเพศ”  บางคนรู้สึกผิดเพราะเกรงว่าพระภิกษุมาถูกตัวตนเองเข้าแล้วตนเองจะเป็นบาปตกนรกเพราะทำให้พระต้องอาบัติ

 

                ข้อนี้อธิบายว่า  สิกขาบทข้อนี้เขาปรับอาบัติต่อเมื่อ  “พระมีความพึงพอใจทางกามารมณ์กับบุคคลที่ท่านถูกตัวด้วย”  เท่านั้น  ฉะนั้นเมื่อขณะพระภิกษุถูกต้องตัวเราท่านมิได้มีกำหนัดพระท่านก็ไม่ต้องอาบัติ   และการที่พระภิกษุจะต้องอาบัติหรือไม่ก็มิได้อยู่ที่  “ชายข้ามเพศ”  แต่อยู่ที่  “จิต”  ของพระภิกษุเองต่างหาก  ดังนั้น  คนที่เป็น  “ทรานส์แมน”  ควรสบายใจได้ว่าคุณมิได้ทำให้พระต้องอาบัติเพียงเพราะพระภิกษุมาถูกตัวคุณ  เพราะอาบัติปรับความผิดกับพระผู้มีกำหนัด  และอาบัติก็มิได้ปรับที่ฆราวาสแต่อาบัติปรับที่พระ  นี่จึงเป็นเรื่องของพระภิกษุเองที่ต้องระมัดระวังใจของท่านเอง  ไม่ได้เกี่ยวกับฆราวาส 

 

                มีเรื่องตลก ๆ เกี่ยวกับพระและ  “ผู้หญิงที่ดูเหมือนผู้ชาย”  มาเล่าเป็นตัวอย่าง    เรื่องมีอยู่ว่าพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังรอรถตู้โดยสารอยู่ที่ป้ายรถเมล์  มีรถตู้คันหนึ่งมาจอดป้าย  มีผู้โดยสารนั่งข้างหน้า 2 คน   คนที่นั่งเบาะในต้องการลงจากรถพอดีเพราะถึงที่หมายทำให้คนที่นั่งริมประตูต้องลงมาด้วยเพื่อหลีกทางให้ก่อน   พอพระภิกษุเห็นว่ามีผู้โดยสารลง 1 คนจึงคิดว่าตนเองน่าจะไปได้เพราะมีเบาะหน้าว่าง 1 ที่นั่งจึงเดินไปที่ด้านหน้าของรถตู้และแทรกตัวขึ้นไปหวังจะนั่งในรถ ในขณะที่ผู้โดยสารที่เคยนั่งเบาะริมหน้าต่างก็ยืนรออยู่ข้าง ๆ รถเพื่อจะขึ้น

พอพระภิกษุขึ้นไปนั่งที่นั่งด้านหน้า  ผู้โดยสารที่ก่อนหน้านี้เคยนั่งริมประตูและยืนคอยจะขึ้นรถตู้ก็พูดขึ้นว่า 

“อ้าว ... แล้วหนูจะไปยังไงล่ะ ?”  

ทำให้พระภิกษุรูปนั้นต้องลงจากรถตู้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารท่านนั้นได้ไปต่อ

 

                ประเด็นก็คือผู้โดยสารท่านนั้นเป็นผู้หญิงนั่นเอง  แต่ด้วยทรงผมที่ตัดสั้นและรูปลักษณ์การแต่งกายที่ดูเป็นผู้ชายทำให้พระภิกษุคิดว่าผู้โดยสารท่านนั้นเป็นผู้ชายจึงขึ้นไปนั่งบนรถตู้   ที่จริงถ้าผู้โดยสารท่านนั้นไม่กังวลจนเกินไปและไม่ได้พูดอะไรออกมาแล้วขึ้นไปนั่งกับพระภิกษุ  ทั้งหมดก็คงเดินทางไปด้วยกันโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พระภิกษุก็ไม่จำเป็นต้องลงมาคอยรถตู้คันใหม่ให้เสียเวลา  อีกอย่างพระภิกษุก็คงไม่คิดจะไปล่วงเกินอะไรใครแค่ต้องการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายแค่นั้นเองและท่านก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้โดยสารท่านนั้นเป็นสตรีเนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกดูเป็นชาย  แต่สุดท้ายท่านก็ต้องลงจากรถตู้เพื่อรอคอยรถคันต่อไป

 

                อีกเหตุการณ์หนึ่งคล้าย ๆ  กัน  พระภิกษุรูปเดิมรอรถเมล์  มีรถเมล์มาจอดป้าย  ท่านขึ้นประตูหลังแล้วบังเอิญมีที่นั่งว่างอยู่ 1 ที่นั่ง  เป็นที่นั่งที่มีสุภาพบุรุษนั่งริมหน้าต่างอยู่ก่อนแล้ว  พระภิกษุจึงเดินไปนั่งด้วยเพราะมีที่นั่งนั้นว่างเพียงที่เดียว   เมื่อนั่งไปได้สักพักพระภิกษุสังเกตเห็นว่าบุคคลที่นั่งด้วยมิได้เป็นผู้ชายแต่เป็น  “สุภาพสตรีตัดผมรองทรง สวมเสื้อเชิ้ต  นุ่งกางเกงสแล็ค”  เมื่อดูเผิน ๆ โดยไม่สังเกตก็คือผู้ชายนั่นเอง  สุภาพสตรีท่านนั้นนั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างทำตัวปกติตลอดเวลา   พระภิกษุก็ทำตัวปกติจนกระทั่งถึงที่หมายท่านก็กดกริ่งลงป้ายรถเมล์โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

                จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ที่สองพระภิกษุทราบในภายหลังว่าคนที่นั่งด้วยเป็นสตรีแต่มิได้รังเกียจและยังคงนั่งต่อไปจนถึงที่หมาย  ส่วนสุภาพสตรีจะรู้ตัวหรือไม่ว่ามีพระภิกษุมานั่งข้าง ๆ ก็มิอาจทราบได้  แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีใครลุกขึ้นมาพูดอะไร

 

                เชื่อว่า  “ชายข้ามเพศ”  หรือสตรีที่ดูเหมือนผู้ชายหรือคนที่เป็น “ทอม” น่าจะเคยประสบกับเหตุการณ์ทำนองนี้  ขอให้เข้าใจว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้หากจะเป็นความผิดหรือเป็นอาบัติก็เป็นอาบัติแก่พระที่กระทำไปด้วยอารมณ์ทางเพศ  หากพระภิกษุกระทำไปโดยมิได้มีเจตนารมณ์ทางเพศก็ถือว่าไม่มีอะไรผิด

 

 

เวลา  “ทรานส์แมน”  ประเคนสิ่งของแก่พระภิกษุ  พระภิกษุต้องใช้ผ้ารับประเคนหรือไม่ ?

            ข้อนี้ก็ปฏิบัติเหมือนกับที่ปฏิบัติกับฆราวาสผู้ชาย  คือ  พระภิกษุสามารถรับสิ่งของจากมือ  “ชายข้ามเพศ”  ได้โดยตรง  ถ้าจะให้ใช้ผ้ารับประเคนก็ดูจะเป็นความประดักประเดิดจนเกินไปเพราะรูปกายของ  “ชายข้ามเพศ”  ก็เป็นผู้ชายไปแล้ว  การใช้ผ้ารับประเคนกับ “ชายข้ามเพศ” ก็ดูจะเป็นการระมัดระวังตัวจนเกินเหตุ  พระภิกษุจึงไม่จำเป็นต้องใช้ผ้ารับประเคนกับชายข้ามเพศก็ได้ 

 

                ส่วนชายข้ามเพศเวลาประเคนของกับพระก็ไม่ต้องละล้าละลังหรือกังวลว่ามือพระจะสัมผัสถูกมือตนเอง  เพราะยังไงพระท่านก็เห็นเราเป็นผู้ชายอยู่แล้วท่านก็ปฏิบัติกับเราเช่นเดียวกับชายทั่วไป  พระภิกษุท่านคงมิได้มีเจตนาอยากจะแตะต้องตัวเราอะไรขนาดนั้น

 

                ในกรณีของ  “ทอม”  ก็น่าจะอนุโลมรับสิ่งของจากทอมได้โดยตรง  เพราะทอมหลายคนรูปลักษณ์ดูเป็นผู้ชายมาก  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพระสงฆ์แต่ละรูป  พระบางรูปก็อาจจะไม่คิดอะไรโดยรับของจากมือทอมได้โดยตรง   และขึ้นอยู่กับสถานการณ์อย่างเช่นถ้าเป็นการประเคนที่ไม่ได้อยู่ในงานพิธีหรือไม่ใช่อะไรที่เป็นทางการก็อาจจะใช้มือรับได้โดยตรง   แต่ถ้าเป็นงานพิธีที่อยู่ท่ามกลางธารกำนัลหรือคนหมู่มากก็อาจจำเป็นต้องใช้ผ้ารับประเคนเพราะอาจมีคนคอยเพ่งโทษท่านได้  บางครั้งการประเคนของแก่พระภิกษุในสังคมไทยเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยแต่ถูกให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากจนเกินพอดี  แต่ก็จำเป็นต้องเขียนอธิบายก็เพื่อให้ผู้ไม่รู้ได้เกิดความกระจ่างว่าแท้จริงแล้วเราปฏิบัติอย่างไรได้บ้าง  เราจะได้เข้าใจ  ไม่ปฏิบัติไปทั้ง ๆ ที่ยังกังขาไม่รู้จริง

 

 

แล้วในกรณี  “กะเทย”  ล่ะจะยังไง ?

            ปกติแล้วคนเป็นกะเทยมีรูปลักษณ์เป็นผู้หญิงไปแล้ว  เวลาพระภิกษุเห็นบุคคลไม่ว่าใครก็ตามที่ดูเป็นสตรีท่านก็จะพยายามอยู่ห่างเพราะวัฒนธรรมพุทธบ้านเราคอยจัดระเบียบและคอยเพ่งโทษเอาไว้   จึงถือว่าพระภิกษุปฏิบัติกับกะเทยเช่นเดียวกับสตรี  แต่พระภิกษุบางรูปก็ไม่ถือสาจับต้องกายกะเทยที่รู้จักมักคุ้นกันมาโดยให้เหตุผลว่าเพศเดิมของบุคคลผู้นี้คือเพศชายอันนี้ก็ไม่ถือว่าท่านต้องอาบัติเพราะท่านมิได้มีเจตนาจับต้องกายกะเทยด้วยอารมณ์ทางเพศจึงไม่ถือว่าผิดและท่านอาจจะรู้จักมักคุ้นกันมา  ซึ่งถ้าเป็นกะเทยคนอื่นที่ไม่ได้รู้จักกันมาพระภิกษุก็คงไม่ไปจับสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนั้นจะพาลให้เกิดเป็นกรณีอื้อฉาวขึ้นมาได้ง่าย ๆ

 

                ดังนั้น การถูกต้องกายกะเทยของพระภิกษุแต่ละรูปจึงขึ้นอยู่กับเหตุผลและดุลพินิจของแต่ละท่านตราบเท่าที่การถูกต้องกายนั้นมิได้เป็นไปด้วยการหยอกล้อลวนลามทางเพศหรือมิได้มีกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

                ส่วนการรับประเคน  โดยปกติแล้ถ้าพระภิกษุเห็นบุคคลผู้นำสิ่งของมาประเคนเป็นสุภาพสตรี  พระท่านก็จะใช้ผ้ารับประเคนอยู่แล้ว  ยกเว้นพระภิกษุบางรูปที่รู้จักกับกะเทยท่านนั้นมาก่อนเป็นการส่วนตัวหรือเป็นเพื่อนกันอาจจะให้เหตุผลว่าบุคคลนี้เพศเดิมเป็นผู้ชายไม่จำเป็นต้องใช้ผ้ารับประเคนก็ได้อันนี้ก็แล้วแต่ดุลพินิจของพระภิกษุรูปนั้น ๆ ไป

 

                หรือบางสถานการณ์มีคนอื่นคอยเพ่งโทษอยู่ การใช้ผ้ารับประเคนของพระภิกษุน่าจะเป็นเรื่องปลอดภัยต่อตัวท่านเองในทุกกรณีไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นสตรีหรือกะเทยก็ตาม  เพราะไม่เช่นนั้นสังคมก็อาจจะนำมาเป็นข้อครหาเพ่งโทษท่านได้  จะเห็นได้ว่าบางครั้งการอยู่ในสังคมที่เคร่งครัดมาก ๆ ก็อาจทำให้พระภิกษุเองรู้สึกอึดอัดเพราะการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นเพศตรงข้ามหรือเพศที่หลากหลายมักถูกตั้งแง่ได้ง่าย   เรื่องนี้ผู้เขียนมองเป็นสองด้าน คือ ด้านที่หนึ่งอาจจะต้องให้ชาวพุทธเรียนรู้ทำความเข้าใจต่อเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของพระสงฆ์ต่อเพศสภาพอื่น ๆ ว่าเป็นเรื่องที่ยืดหยุ่นได้  กับด้านที่สองคือการสร้างภิกษุณีสงฆ์ขึ้นมาเพื่อผู้หญิงจะได้มีนักบวชหญิงที่สามารถใกล้ชิดได้โดยไม่เกิดปัญหาเรื่องความใกล้ชิดกับพระสงฆ์อย่างที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เรื่องนี้คงต้องให้การศึกษากับสังคมไทยอย่างไม่รู้จบ

 

 

สาเหตุที่พระภิกษุต้องใช้ผ้ารับประเคนกับสตรี

                เพื่อเป็นการป้องกันพระภิกษุจาก  “ของเนื่องด้วยกาย”  

                ยกตัวอย่าง  :  ภิกษุถูกห้ามมิให้ถูกต้องกายหญิงด้วยกำหนัด  ภิกษุจึงใช้ไม้สะกิดกายสตรีหวังหยอกล้อหรือเพื่อจีบด้วยความคึกคะนองแต่ไม่พ้นอาบัติเพราะถือว่าภิกษุใช้  “สิ่งของเนื่องด้วยกาย”  สะกิดกายสตรีหมายหยอกล้ออันเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

                การใช้ผ้ารับประเคนกับสตรีจึงเป็นการป้องกันมิให้ภิกษุจับ  “ของที่เนื่องด้วยกาย”  จากมือสตรีโดยตรง

และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือเพื่อป้องกันมิให้มือภิกษุถูกต้องมือสตรีขณะรับประเคนของ  จึงต้องใช้ผ้ารับประเคนเพื่อความสวยงาม

 

                แต่เราต้องเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวเท่านั้นที่พระภิกษุใช้ผ้ารับประเคนกับสตรี  พระภิกษุเถรวาทในประเทศอื่น ๆ ต่างใช้มือรับสิ่งของจากสตรีโดยตรง  การใช้ผ้ารับประเคนจึงมิใช่วินัยที่เคร่งครัดมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแต่เป็นการปฏิบัติที่สงฆ์ไทยตกลงปฏิบัติกันเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา

(*ข้อมูลจากหนังสือ Without and Within : Question and Answers on the Teachings of Theravada Buddhism by Ajahn Jayasaro จัดพิมพ์โดย Panyaprateep Foundation, Bangkok, 2013)

 

                คำถามที่น่าสนใจในลำดับถัดมาก็คือพระภิกษุไทยจะรับสิ่งของโดยตรงจากสุภาพสตรีโดยไม่ใช้ผ้ารับประเคนเหมือนกับพระภิกษุในประเทศอื่น ๆ ได้หรือไม่ ?

                คำตอบ คือ สามารถทำได้ถ้าสังคมยอมรับและคณะสงฆ์ก็พร้อมจะยุติการใช้ผ้ารับประเคนกับสตรีเมื่อเห็นว่าผ้ารับประเคนไม่จำเป็น  แต่สิ่งที่เป็นไปได้ยากก็คือสังคมพุทธบ้านเราไม่ได้เข้าใจสิกขาบทข้อนี้อย่างลึกซึ้งว่ามีจุดประสงค์หรือมีที่มาที่ไปอย่างไร  และวิถีปฏิบัติของคณะสงฆ์ก็ดำรงการปฏิบัติเช่นนี้มาช้านานก็ยากจะเปลี่ยนแปลง  แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้  สิ่งนี้ก็ไม่ได้ถือว่ามีความสลักสำคัญอะไรมากนักเพราะเป็นเพียงแค่ส่วนของเปลือกเท่านั้น  พุทธศาสนายังมีส่วนอื่น ๆ ด้านในที่น่าสนใจต่อการเรียนรู้มากกว่าเรื่องการรับประเคนที่ต้องใช้ผ้า  แต่อย่างที่กล่าวไว้เราจำเป็นต้องหยิบยกเรื่องเล็กน้อยมาพูดถึงเพื่อเราจะได้เข้าใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างกระจ่างชัดมากขึ้น  ไม่ถือปฏิบัติกันไปแบบเถรส่องบาตรโดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริงว่าอะไรเป็นอะไร

 

                บทความนี้น่าจะทำให้คุณผู้อ่านคลายความข้องใจมากขึ้น   รวมถึงเข้าใจการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระภิกษุกับสุภาพสตรีและเพศที่หลากหลายมากขึ้นว่าอย่างไรทำได้ อย่างไรทำไม่ได้.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
(20 ตุลาคม 2559  เวลา 21:00:36)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
32865715