คุยเรื่องเพศกับพระ
บันทึกความเคลื่อนไหว กรณี “ห้องเรียนเพศวิถีบูคู” กับ “คำสอนอิสลาม”

     ช่วงที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องเพศสภาพและเพศวิถีเกิดขึ้นในดินแดน จ.ปัตตานีจนกลายเป็นประเด็นร้อนอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อรายการก(ล)างเมืองของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้ทำสารคดี ตอน “ห้องเรียนเพศวิถี”  อันเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ของห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู มีการออกอากาศในวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560   สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือมีกลุ่มนักวิชาการศาสนาหลายท่านออกมาโต้แย้งแสดงความไม่เห็นด้วยโดยตีความว่ากิจกรรมของห้องเรียนเพศวิถีบูคูเป็นไปเพื่อสอนให้ชาวมุสลิมรักเพศเดียวกัน และยังมีประเด็นเรื่องการก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงเป็นการเชิญชวนให้หญิงมุสลิมออกมาเตะบอล จนต้องมีการลบคลิปรายการก(ล)างเมืองออกจากช่อง Youtube  เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตรายกับสตรีมุสลิมที่ปรากฏอยู่ในสารคดีดังกล่าว เพราะมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงแสดงความรังเกียจและขู่ทำร้ายในสังคมออนไลน์
 


ตราสัญลักษณ์ห้องเรียนเพศวิถีบูคู


ห้องเรียนเพศวิถีบูคูคืออะไร

     ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักห้องเรียนเพศวิถีบูคูกันก่อน “ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู”หรือในชื่อภาษาอังกฤษยาว ๆ คือ Buku’s Gender, Sexuality and Human Rights Classroom  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Buku Classroom   เป็นห้องเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีการจัดแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านหนังสือชื่อเดียวกันให้เป็นห้องกิจกรรมเพื่อพูดคุยเรียนรู้เรื่องเพศ

ร้านหนังสือบูคู เปิดเมื่อปลายปี 2554 อยู่ในเขต จ.ปัตตานีดำเนินการโดย ดร.อันธิฌา แสงชัย และดารณี ทองศิริ ซึ่งเป็นคู่ชีวิตกัน  ทั้งคู่เปิดกิจกรรมห้องเรียนเพศวิถีมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ซึ่งนับเวลาได้ 3 ปีแล้ว

 

ก่อตั้งทีมฟุตบอลBuku FC

            ต่อมา ดร.อันธิฌาและดารณีได้ก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงขึ้นมาโดยมีความเห็นว่าพื้นที่ที่ตนเองอยู่นั้น (ปัตตานี) มีบรรยากาศของความตึงเครียดไปกับสถานการณ์ความรุนแรงภายในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ การก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงมีจุดมุ่งหมายเพื่ออาศัยการเตะบอลเป็นกิจกรรมสื่อกลางช่วยให้ผู้หญิงที่อยู่ในพื้นที่ได้รู้สึกผ่อนคลาย  และยังเป็นการขยับขยายพื้นที่ของผู้หญิงเข้าไปสู่พื้นที่กีฬาซึ่งมักเป็นพื้นที่ของเพศชาย โดยใช้ชื่อทีมว่า Buku FCมีการเปิดตัวทีมฟุตบอลไปเมื่อกลางเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาซึ่งนับเวลาผ่านมาได้ 6 เดือนแล้วจนกระทั่งมีรายการทีวีมาขอถ่ายทำสกู๊ปเผยแพร่จึงได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา


ตราสัญลักษณ์ทีมฟุตบอลหญิง บูคู

 

ความร้อนแรงของประเด็นกับสันติวิธี

            แม้ว่าประเด็นจะร้อนเพียงใดแต่สิ่งที่เราจับความรู้สึกได้ก็คือทั้ง ดร.อันธิฌา และดารณี ต่างพยายามควบคุมสถานการณ์มิให้บานปลาย เมื่อมีการแชร์คลิปรายการก(ล)างเมืองและมีการแสดงความเห็นอย่างร้อนแรงระหว่างผู้ที่สนับสนุนกิจกรรมห้องเรียนบูคูกับฝ่ายที่เห็นต่าง จนดารณีต้องเขียนบทความเรื่อง “จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักวิชาการและนักกิจกรรม กรณีห้องเรียนเพศวิถี”มีใจความบางตอนว่า

 

“หลังจากมีการโพสข้อความจากนักวิชาการศาสนาบางท่านเราทราบในภายหลังว่ามีการถกเถียงวิวาทะในประเด็นนี้ระหว่างกลุ่มเพื่อนนักกิจกรรมและนักวิชาการที่รู้จักเราและห้องเรียนเพศวิถีเพื่อนๆจึงเข้าไปช่วยอธิบายหรือตอบโต้ในโพสดัง กล่าวซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนหรือผิดใจกันเพราะคิดเห็นไม่ตรงกันในกรณีนี้เพราะต่างมีฐานคิดคนละชุดกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัยคุยกันด้วยมิตรไมตรีในฐานะเพื่อนร่วมวงวิชาการหรือแวดวงนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิก็ไม่อาจทำความเข้าใจกันและกันได้อย่างที่น่าจะพอมีช่องทาง

 

.....การสนทนากันด้วยความสันตินั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายดังนั้นเราไม่ปรารถนาจะเห็นการตอบโต้กันทางความคิดโดยใช้วาจาส่อเสียดเยาะเย้ย ถากถาง ดูถูกกันและกันจากทุกๆฝ่าย

 

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการแลกเปลี่ยนในทางวิชาการหรืออย่างมีมิตรไมตรีจิตต่อกันและกันพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่ายด้วยความเปิดกว้าง”

(ที่มา : เว็บไซต์ Deepsouthศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ คอลัมน์ Buku11 กุมภาพันธ์ 2560 http://www.deepsouthwatch.org/node/10275)

               

 

     ในขณะที่ ดร.อันธิฌา แสงชัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Thai Voice ทางช่อง Youtubeด้วยท่าทีที่สงบและใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ว่า

 

“พื้นที่ที่เราอยู่ในดินแดนแห่งนี้ยังขาดพื้นที่ที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนเรื่องเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศอย่างเข้าใจเพราะเป็นเรื่องที่พูดได้ยากมากและพื้นที่ที่จะพูดไม่มีจริง ๆ  เราต้องยอมรับก่อนว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ 3 จังหวัดมีจำนวนเยอะมากไม่ต่างกับพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยหรือพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก และไม่ได้มีเฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น แต่มีทั้งคนที่ไม่มีศาสนา คนพุทธ และคนศาสนาอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายทางเพศก็อยู่ที่นี่ด้วย ... ในที่สุดเราคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะขยับหรือทำอะไรได้บ้างในวันนี้”

 

                ต่อคำถามเรื่อง “สิทธิมนุษยชน เสรีนิยม” จะขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาหรือไม่ ดร.อันธิฌา ตอบได้อย่างน่าสนใจว่า

 

“เรามองว่าสิทธิมนุษยชนมาทีหลังศาสนาก็จริง แต่เหตุผลในการมาของมันเป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของมนุษย์ที่จะมีความคิดความเชื่อเป็นของตนเอง เพื่อการันตีว่าเราจะไม่เอาเหตุแห่งความเชื่อที่แตกต่างนั้นมาทำร้ายกัน มาเบียดขับใส่กันไม่ว่าแต่ละคนจะแตกต่างกันเท่าไรก็ตาม”

               

(ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=0LTW368-_rEเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560)

 

 

คำสอนศาสนาถูกบันทึกโดยเพศชาย

            สิ่งที่เป็นจุดร่วมคล้ายคลึงกันของทุกศาสนาก็คือเพศชายเป็นผู้เขียนบันทึกคำสอน ทำให้บทบาทของผู้หญิงและผู้มีอัตลักษณ์อื่น ๆ ต้องถูกเบียดขับออกไป ผู้เขียนเคยกล่าวถึงประเด็นนี้ในบทความเรื่อง “ศาสนากับเพศ” เผยแพร่ในคอลัมน์ “คุยเรื่องเพศกับพระ”   24 ตุลาคม 2558  มีใจความว่า

 

            “เมื่อเราเข้าไปสำรวจระบบโครงสร้างในศาสนาเราพบว่าในระบบโครงสร้างของศาสนาต่างๆ เหล่านั้นมีเพศชายนั่งอยู่บนตำแหน่งที่สำคัญสูงสุดของศาสนา   เพศชายทำหน้าที่ควบคุมศาสนา    เขาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้นำของศาสนาดังนั้นเพศชายจึงเข้าไปจัดการ ควบคุม สรรสร้างและให้ความหมายศาสนาในแบบที่พวกเขาต้องการ

 

            ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดผู้หญิง เกย์ กะเทย จึงถูกปฏิเสธจากเขตแดนของศาสนาทำไมเกย์ เลสเบี้ยน จึงถูกห้ามเข้าไปมีส่วนร่วมในโบสถ์คริสต์   ทำไมเพศสัมพันธ์ของเกย์จึงกลายเป็นเรื่องผิดบาปในชุมชนอิสลาม   ทำไมคนสองเพศจึงถูกปฏิเสธจากสังฆะของชาวพุทธ   ทำไมศาสนาจึงตำหนิติเตียนเพศวิถีของฆราวาส   เหตุใดศาสนาจึงไม่สนับสนุนจิตวิญญาณด้านในของมนุษย์ในเรื่องเพศวิถีแต่กลับทำลายมันด้วยการกล่าวตำหนิติเตียนเพศวิถีของมนุษย์”

 

(ที่มา :http://www.teenpath.net/content.asp?ID=21224)

 

 

มองทุกคนว่าเป็นก้อนดินที่มี “จิตวิญญาณ” เหมือนกันกับเรา

            ต่อมาในช่วงเวลากระชั้นชิด รายการก(ล)างเมืองได้บันทึกเทปการสัมภาษณ์ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แล้วนำไปเผยแพร่ในรูปแบบ Liveทางเพจก(ล)างเมืองเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลา 21.00 น. จากนั้นจึงมีการถอดเทปเผยแพร่ในเวลาต่อมา
 

            ศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักปรัชญาการเมืองชาวมุสลิมแห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำสอนอิสลามในมิติของการมองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นก้อนดินที่มีจิตวิญญาณเหมือนกันว่า

 

“คำถามที่ผมคิดอยู่เสมอเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ซึ่งผมเรียนรู้จากเพื่อนคนหนึ่งที่น่าสนใจคือแกสอนผมซึ่งผมประทับใจมากและผมเอามาใช้ในการตรวจสอบทุกครั้งที่นั่งลงและมองอีกฝ่าย   คำถามที่เป็นบททดสอบที่สำคัญคือเราเห็นอะไร?    เราเห็นคนซึ่งต่างจากเราหรือเราเห็นอะไร   บางคนเห็นอีกคนไม่ได้เป็นมนุษย์ตั้งแต่ต้นก็มีบางคนก็เห็นว่าไอ้นี่ป่าเถื่อนตั้งแต่ต้นจะทำอะไรมีแต่ไปอ้างโน้นอ้างนี่ตั้งแต่ต้น ไม่รู้เอามาจากไหนโบร่ำโบราณแล้ว ล้าสมัย ไม่ไปไหนเลย อยู่ที่เก่า ไม่มีความคิดก้าวหน้าเลย    บางคนมองชั้นเห็นแก แกตกนรกแน่เลย เพราะแกทำบาปโลกที่เห็นก็เห็นแต่คนบาปเต็มไปหมด อีกฝ่ายก็อาจจะเห็นแต่คนโง่เห็นคนล้าหลังอะไรทำนองนี้

ในฐานะที่เป็นมุสลิมมันสอนอะไรอีกอย่างที่เพื่อนผมทำให้ผมเห็นชัดขึ้น   เป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้ามองจากมุมมองของมุสลิมเราถูกสอนมาว่ามนุษย์นั้นถูกสร้างมาจากก้อนดิน แต่มันพิเศษกว่าก้อนดินอื่น ๆทั้งหมดทั้งมวล เพราะอัลเลาะห์เป่ารัวะห์ (จิตวิญญาณ) เข้าไปให้เรามีวิญญาณ  

เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราเห็นคนอีกคนหนึ่งมันไม่ได้บอกนะครับว่าก้อนดินที่ว่านี้เป็นก้อนดินชาวอะไร  ไม่ได้บอกว่าเป็นก้อนดินที่เป็นเพศอะไร ไม่ได้บอกว่าเป็นก้อนดินอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นมนุษย์เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราเห็นคน เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะเห็นกำเนิดของเขาซึ่งมาจากของซึ่งสามัญที่สุดคือก้อนดินแต่ขณะเดียวกันก็สูงที่สุดคือสายสัมพันธ์ที่มนุษย์มีกับพระเป็นเจ้าที่ทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆ 

คำถามก็คือมีคนที่ไม่เชื่อพระผู้เป็นเจ้า แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย   คุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร คือผมเชื่อไง เพราะผมเชื่อผมก็คิดต่อว่าพระผู้เป็นเจ้าก็เชื่อด้วย  จะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมแต่พอผมเห็นแบบนี้สิ่งที่ตามมาคืออะไรสิ่งที่ตามมาก็คือผมก็รู้สึกว่าจะยังไงก็ตามเวลาที่เราพูดคุยกับคนอื่น ๆหรือสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ สัมพันธ์กับเขาในแง่ที่เขาเป็นของวิเศษบางอย่างที่เป็นมนุษย์ซึ่งมีอะไรพิเศษอยู่ในตัวเสมอที่จะบอกเราที่จะสอนเราถึงแม้ว่าเขาจะต่างกับเราอย่างสิ้นเชิงก็ตามในความหมายนี้เพราะฉะนั้นพอคิดแบบนี้ สิ่งที่จะพาไปสู่ความคิดประเภทต้องเกลียดชังเขาต้องทำลายเขา มันไม่รู้จะอยู่ตรงไหน และผมคิดว่านี่คือคำสอนของศาสนาอิสลาม

(ที่มา: http://www.deepsouthwatch.org/node/10319)

 

“เมตตา”  คำสอนร่วมที่มีอยู่ในทุกศาสนา

            แต่อย่างไรก็ตาม ทุกศาสนาต่างก็มีคำสอนร่วมอันหนึ่งที่เหมือนกัน  นั่นก็คือ “ความเมตตา”  ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะแตกต่างจากเรามากเพียงใดก็ตามแต่  ศาสดาทั้งหลายต่างสอนสาวกของพวกเขาเหมือนกันหมดในเรื่องการมองผู้อื่นด้วยความเมตตาไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ ฮินดู หรือแม้แต่อิสลาม

 

                ประเด็นนี้ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า

“พูดตอนท้ายอีกสักนิดหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจของศาสนาอิสลามเวลาที่คนว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรงอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยืดยาวมากและเป็นสิ่งที่เราทำงานเรื่องนี้มาโดยตลอดแต่ที่น่าสนใจคือพอเราไปนับคำที่อยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างที่คุยกันไว้ไม่มีคำว่า“รักร่วมเพศ” หรืออะไรแบบนั้น มีคำประเภทที่เกี่ยวข้องอยู่นิดเดียวถ้าจำไม่ผิดมีอยู่แค่ 5 คำ ในอัลกุรอานทั้งเล่ม ส่วนมากจะอยู่ในซูเราะฮฺที่ 7 ว่าด้วยปัญหาแบบนี้ คำที่เยอะที่สุดในคัมภีร์พระอัลกุรอาน คือ คำว่า “อัลเลาะห์” ประมาณ 2,000 – 3,000 ครั้ง

แต่คำอีกคำที่น่าสนใจมากคือคำว่า“ความเมตตา” เป็น 100 ครั้งที่ปรากฏในพระคัมภีร์อัลกุรอานผมคิดว่าเวลาที่เราเห็นความเมตตา มันน่าสนใจเมื่อกี้เราพูดถึงซูเราะฮฺที่ว่าด้วยศาสดาลูฏ ที่น่าสนใจคือในซูเราะฮฺ  หรือในบทนี้เป็นซูเราะฮฺที่มีคำว่าความเมตตาปรากฏอยู่มากที่สุดถึง14 ครั้ง 

ถ้าเป็นแบบนี้จะคิดจากฐานทฤษฎีหรือคิดจากในทางศาสนาก็ได้สิ่งนี้กำลังบอกว่าเวลาที่เราจะสัมพันธ์กันนั้น เราจะสัมพันธ์กันแบบไหนเราจะคุยกันด้วยวิธีไหน เราจะให้เกียรติเขายังไง  เมื่อเราเห็นเขาแล้วเราเชื่อแบบมุสลิมว่าเขาก็เป็นก้อนดินซึ่งมีรัวะห์อยู่   ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องให้เกียรติในสิ่งเหล่านี้เราไม่เห็นด้วยกับเขาได้หรือไม่ ไม่เห็นด้วยก็ได้แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปรังเกียจรังงอนเขา   เราไม่ชอบสิ่งที่เขาทำได้หรือไม่ได้ เราไม่ชอบสิ่งที่เขาทำก็ได้เราไม่ชอบเราก็อย่าทำเราไม่ชอบเราก็สั่งสอนคนที่เราอยากจะสั่งสอนว่าอย่างนี้เราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร

สิ่งที่สำคัญอีกข้อก็คือเหตุและผลที่มีอยู่ สังคมก็จะโตขึ้นจะแข็งแรงขึ้นจากทัศนะท่าทีแบบนี้ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือท่าทีที่เรามีต่อคนอื่นซึ่งน่าจะกำหนดได้หรือจะช่วยเราให้สังคมเราเข้มแข็งขึ้นหรือจะทำให้เราแตกร้าวอ่อนแอก็เป็นไปได้ทั้งคู่   ปัญหามีอยู่ว่าสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ในปัตตานีคำถามเรื่องอย่างนี้ก็สัมพันธ์กับอนาคตปัตตานีที่อยากจะเห็นอนาคตของพื้นที่ อนาคตของสังคม อนาคตชุมชนมุสลิมที่อยากเห็น ของพวกนี้เรื่องใหญ่มาก เลยคิดว่าควรจะคุยกันครับ”

 

                อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในเรื่องความคิดเห็นต่อประเด็น Gender และ Sexuality ที่เกิดขึ้นกับห้องเรียนบูคูก็ค่อย ๆ ยุติลงภายในช่วงเวลาสัปดาห์กว่า ๆ ของเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก   ส่วนหนึ่งมาจากความพยายามสื่อสารกับฝ่ายที่คิดต่างด้วยสันติของ ดร.อันธิฌา และดารณี คู่รักของเธอ

            อย่างน้อยคำให้สัมภาษณ์ของ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันต์ ก็ช่วยทำให้มองเห็นแง่มุมของศาสนาอิสลามที่สอนให้มองคนอื่นว่าเป็น “ก้อนดินที่มีจิตวิญญาณที่เหมือนกัน”  ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องความเท่าเทียมที่มีในศาสนาอิสลามอยู่แล้ว.

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
35797803