คุยเรื่องเพศกับพระ
จะมีบ้างไหมกฎหมายที่ให้เราไม่ต้องเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง?

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานประชุม   “ร่างกฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศ” *  ซึ่งโดยเนื้อหาสาระแล้วเป็นกฎหมายที่ยอมรับให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้าสำหรับผู้ที่ผ่านการแปลงเพศมาแล้วนั่นเอง   โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  (สค.) เป็นหน่วยงานที่เขียนร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา
 

สิ่งที่น่าแปลกใจอันดับต้น ๆ ในงานนี้ก็คือผู้ดำเนินรายการพูดถึงกฎหมายฉบับนี้ว่า “มีผู้ได้รับผลกระทบ” แทนที่จะใช้คำว่า “มีผู้ได้รับประโยชน์”  เพราะโดยปกติเวลามีการเขียนกฎหมายอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาก็น่าจะเป็นเรื่องของการ “ได้รับผลประโยชน์”  มากกว่าการ “ได้รับผลกระทบ”  ซึ่งเมื่อฟังการประชุมไปเรื่อย ๆ  จึงได้ถึง  “บางอ๋อ”  ว่าเหตุใดผู้ดำเนินรายการจึงใช้คำนี้
 

สิ่งที่น่าแปลกใจลำดับถัดมาคือในเอกสาร “ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ พ.ศ. ...”   หรือ Draftที่แจกให้ในงานประชุมกลับมีข้อความ “ห้ามมิให้ผู้ใดทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เอกสารฉบับนี้ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต หากผู้ใดกระทำการดังกล่าวถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย” กำกับอยู่ทุกหน้า
 

จึงทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าเหตุใดเอกสารร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีข้อความดังกล่าว  เพราะโดยความเป็นจริงแล้วเอกสารร่างกฎหมายใด ๆ ควรได้รับการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ ประชาชนจะได้มีโอกาสตรวจสอบ หรือมีส่วนร่วมในฐานะผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว   จึงทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ดูมีเลศนัยลึกลับซับซ้อนอย่างไรชอบกล
 

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วพบว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายมุ่งให้ประโยชน์แก่ “ผู้ที่ผ่านการแปลงเพศแล้ว” เป็นหลัก แต่มิได้พูดอะไรชัดเจนนักเกี่ยวกับ “ผู้ที่มิได้ประสงค์จะแปลงเพศแต่มีหน้าตาและเพศสภาพไม่ตรงกับคำหน้านามในบัตรประชาชน”   ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมไทยมีจำนวนบุคคลลักษณะนี้ที่กำลังรอการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายไม่น้อยไปกว่า “ผู้ที่ผ่านการแปลงเพศ” ไปแล้ว   เพราะอย่างไรเสียทั้ง “ผู้ที่แปลงเพศแล้ว”  และ  “ผู้ที่มิได้แปลงเพศ” ต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันเมื่อต้องทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปต่างประเทศ

 

 

และก็ใช่ว่าผู้ต้องการสิทธิอันนี้จะต้องการการผ่าตัดแปลงเพศไปเสียทุกคน   ซึ่งในตัวร่างกฎหมายนี้ก็มิได้กล่าวอะไรมากนักเกี่ยวกับสิทธิของ  “ผู้ที่ไม่ต้องการแปลงเพศ”  นอกเสียจาการสนับสนุนให้ได้รับการแปลงเพศ   จึงฟังดูเหมือนว่าทางออกของปัญหานี้คือ  “ทำให้ทุกคนได้รับการแปลงเพศ”   แล้วจะได้รับการเปลี่ยนคำนำหน้านาม  ซึ่งดูแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเท่าไร
 

ที่สำคัญคือร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพูดถึงบุคคลที่เกิดมามีสองเพศ (intersex) หรือเกิดมามีอวัยวะเพศไม่ชัดเจน ซึ่งพวกเขาก็มีตัวตนอยู่ในสังคมไทย    พวกเขายังคงประสบปัญหาที่รัฐไทยต้องการให้ประชาชน “ต้อง” เป็นเพศใดเพศหนึ่งอยู่ดี   ในที่สุดแล้วร่างกฎหมายฉบับนี้จึงทรงไว้ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนผู้เป็นเพศใดเพศหนึ่ง
 

ร่างกฎหมายนี้จึงทำหน้าที่ดำรงรักษาไว้ซึ่ง  “ระบบสองเพศ”  คือเพศชายกับเพศหญิงโดยไม่เปิดโอกาสให้คนได้เป็นเพศอื่น ๆ  ที่มิใช่ผู้หญิงหรือผู้ชาย
 

ภายใต้กฎหมายที่รัฐไทยบังคับให้คนต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่งเช่นนี้จึงถือเป็นความรุนแรงที่แนบเนียน เพราะคนในสังคมต่างก็ “เชื่อ”  พร้อมไปกับรัฐแล้วว่าคนเราเกิดมาต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่ง  จะมีสองเพศไม่ได้  จะมีเพศกำกวมก็ไม่ได้  จะเป็นเพศกลาง ๆ หรือไม่มีเพศก็ไม่ได้
 

เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้คนจะเป็นเพศอะไรก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศชายและไม่จำเป็นต้องเป็นเพศหญิง เป็นบุคคลที่ไม่ต้องระบุเพศ(โปรดอย่าบอกว่าพระภิกษุเป็นบุคคลไม่มีเพศ เพราะเอาเข้าจริง ๆ ตามกฎหมายไทย พระภิกษุก็ยังต้องเป็น “เพศชาย” อยู่ดี เพราะเพศอื่น ๆ แม้แต่ “เพศหญิง” ตามกฎหมายไทยก็ยังไม่อนุญาตให้เป็นพระถึงแม้ในพระไตรปิฎกผู้หญิงจะสามารถบวชเป็นพระได้ก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเพศอื่น ๆ )
 

หากเราต้องการให้ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันจริง ๆ เราควรจะ “ตัดคำนำหน้านาม” ออกเสีย เพราะ “คำนำหน้านาม” นั่นแหละเป็นที่มาของปัญหาเรื่องสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน 
 

สิ่งที่ LGBTI  ต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือการถูกคาดหวังให้เป็นเพศใดเพศหนึ่งระหว่างชายกับหญิง   LGBTI ไม่ได้ถูกคาดหวังในชีวิตประจำวันเท่านั้นแม้แต่ในเชิงตัวบทกฎหมายก็ยังถูกบังคับให้เป็นเพศใดเพศหนึ่ง   ดังนั้น การที่รัฐมีเพียงคำนำหน้าให้เลือกเพียง “นาย”   “นาง”   “นางสาว”  จึงเป็นการจำกัดเพศให้เหลือเพียง “ชาย” กับ “หญิง”  ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงมนุษย์เราไม่ได้มีเพียงแค่เพศชายกับเพศหญิง 
 

นี่จึงไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยหรือในประเทศใดประเทศหนึ่ง  แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศเพราะโลกหมุนไปด้วย   “ระบบมนุษย์สองเพศ”   ทุกสิ่งอย่างเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับเพศชายกับเพศหญิงเท่านั้น    หากมนุษย์ตนใดเกิดมามีอวัยวะเพศไม่ชัดเจนก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่สังคมมิได้มีพื้นที่ให้  
 

โดยแท้จริงแล้วมิใช่ปัญหาของพวกเขาที่เกิดมามีเพศไม่ชัดเจน   แต่เป็นปัญหาของระบบสังคมที่จำกัดจำเขี่ยในการแยกเพศของคนออกเป็นแค่สองเพศเท่านั้น
 

เพศเป็นภาวะที่ถูกสมมุติขึ้นผ่าน  “ขันธ์ 5” (ตามแนวคิดทางพุทธศาสนา)   เราถูกสมมุติให้เป็น  “เพศชาย”   เราถูกสมมุติให้เป็น  “เพศหญิง”   บ่อยครั้งที่เราและสังคมต่างก็ยึดติดความสมมุตินี้มากจนเกินพอดี  จนใครก็ตามที่มิได้เป็นไปตามสมมุตินี้ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ  นั่นก็คือได้รับความเดือดร้อนด้วยเหตุแห่งสมมุติ
 

สิทธิของมนุษย์จึงไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่มีสมมุติเพศออกเป็นชายกับหญิง  ตราบใดที่ยังมีการแบ่งเพศกันอยู่จึงเป็นไปได้ยากที่มนุษย์จะมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน   แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. ออกอะไรออกมามากมายก็แทบจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
 

ย้อนกลับไปดูร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวกันต่อ   เท่าที่ดูจากร่างกฎหมายทั้งหมดจึงสันนิษฐานว่ามิได้มีการทำวิจัยหรือสอบถามความต้องการของ LGBTI มาก่อนเพราะเนื้อหาของกฎหมายค่อนข้างลิดรอนสิทธิอย่างไรชอบกล    ยกตัวอย่างบุคคลที่ต้องการได้รับการรับรองเพศต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ก็มีเสียงจากผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นว่า   “ทำไมต้องให้คนอื่นมารับรองเรา เรารู้ตัวว่าเราเป็นใครมาตั้งแต่ 3-4 ขวบ”
 

การมีคณะกรรมการก็เหมือนกับมีการทำให้ประชาชนมีอำนาจน้อยลงในการกำหนดเพศตนเองว่าตนจะเป็นเพศอะไร  จะเป็นความสะดวกกว่าหรือไม่ที่ประชาชนเพียงแค่ไปขอให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์อำเภอรับรองเพศตามคำขอได้ง่ายเหมือนตอนทำบัตรประชาชน ไม่ควรจะมีอะไรยุ่งยากถึงกับต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ขึ้นมา (เสียงจากผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่ง)   อีกทั้งการมี  “ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด”  ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มเงื่อนไขที่ยากลำบากในการได้รับการรับรองเพศยิ่งขึ้นไปอีก  หากบุคคลไม่สามารถทำตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็แปลว่าไม่สามารถได้รับการรับรองเพศตามสิทธิที่ควรได้รับ
 

การใช้คำว่า “รักษาเพื่อการแปลงเพศ”   ก็ยังเป็นวิธีการใช้คำที่ทำให้บุคคลข้ามเพศกลายเป็นคนป่วยทางจิต  ทั้ง  ๆ  บุคคลข้ามเพศมิได้เป็นคนป่วย
 

มีผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า เธอมีคู่ชีวิตและมีบุตร 2 คนซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ในร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุว่าผู้ร้องขอให้มีการรับรองเพศต้องไม่มีคู่สมรส   ต้องไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  นั่นหมายความว่าเธอหมดสิทธิ์ที่จะขอให้มีการรับรองเพศ  ทำเอาห้องประชุมเงียบงันไปชั่วขณะ  เพราะการที่เธอลุกขึ้นพูดถึงสิทธิที่เธอไม่ได้รับนั่นเท่ากับแสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มิได้ทำการทำสำรวจเสียงจากประชาชนและเป็นร่างกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิอย่างชัดเจน
 

มีผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านที่ลุกขึ้นพูดถึงเนื้อหาของกฎหมายที่ “ส่งผลกระทบกับตนเอง”    การมีผู้เข้าร่วมประชุมพากันลุกขึ้นแสดงความเห็นมากมายหลายท่านทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าตัวร่างมีจุดบกพร่องที่ต้องปรับแก้อยู่หลายจุดทีเดียว
 

อย่างไรก็ตามหลังจากงานประชุมผ่านไปสามวัน ทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ออกมาแถลงว่าร่างกฎหมายรับรองเพศฉบับดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนการศึกษาข้อมูล เป็นเพียงการทำงานทางวิชาการและการสอบถามความคิดเห็นไปยังกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ  ทางกรมยังไม่มีแผนพิจารณาดำเนินการเสนอ (ร่าง) กฎหมายดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการออกกฎหมายแต่อย่างใด  และในอนาคตอาจมีการพิจารณาเสนอแนวทางอื่นที่ดีกว่าแทนการออกกฎหมายฉบับนี้ก็ได้      (เว็ปไซต์ นสพ.ข่าวชัดประเด็นจริง, สค. พม. แจง กรณีร่าง พ.ร.บ.การรับรองเพศยังเป็นเพียงขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเท่านั้น, http://www.khaochad.com/85228/?r=1&width=1920  )
 

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีกฎหมายรับรองเพศออกมาในตอนนี้  แต่อย่างน้อยก็ควรมีมาตรการเร่งด่วนที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ LGBTI ที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับบัตรประชาชนให้เกิดความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปต่างประเทศซึ่งพวกเขาประสบปัญหาบ่อย ๆ
 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีสองเพศ (Intersex) หรือมีอวัยวะเพศกำกวม ก็ควรได้รับความสะดวกอย่างเร่งด่วนในเรื่องเอกสารที่ระบุเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด
 

คำถามทิ้งท้ายสำหรับบทความนี้ก็คือ  ในขณะที่เรามี พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2558  พ.ร.บ. (ซึ่งได้ยินว่าเป็น พ.ร.บ. ที่ออกมาแบบ  “ลักหลับ”) ก็น่าจะสามารถอำนวยความสะดวกแก่ LGBTIได้ในกรณีเพศสภาพไม่ตรงกับบัตรประชาชน  รวมทั้งน่าจะอำนวยความสะดวกแก่บุคคลที่เป็น Intersex
 

ถ้า พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2558 ยังไม่สามารถช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ LGBTI ได้ในประเด็นเร่งด่วนอันนี้ ก็หมายความว่า พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศยังไม่สามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ LGBTI กำลังเผชิญอยู่ได้ ... นั่นก็เพราะคนเขียนกฎหมายมิได้มองเห็นปัญหาของ  LGBTI อย่างลึกซึ้ง
 

ถ้าเช่นนั้นแล้วจะไปหวังพึ่ง  “พ.ร.บ. การรับรองเพศ”  ได้อย่างไร


 

*งานประชุม “การเสวนา (ร่าง) พ.ร.บ.การรับรองเพศ พ.ศ. ...” 

วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2560  โรงแรมเอเชีย ปทุมวัน กรุงเทพฯ

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
33507659