คุยเรื่องเพศกับพระ
อันเนื่องมาจากบทความของหลวงพี่น้ำฝน ที่กล่าวถึงชายรักเพศเดียวกัน

(วิเคราะห์มุมมองของหลวงพี่น้ำฝนที่มีต่อคนรักเพศเดียวกัน

ผ่านบทความในมติชนรายสัปดาห์ ประจำวันที่ 10-16 มีนาคม 2560)
 


 

หากเป็นไปได้ผู้เขียนอยากฝากบทความนี้ถึง “หลวงพี่น้ำฝน” ให้ได้อ่าน เผื่อว่าหลวงพี่น้ำฝนจะได้มีมุมมองต่อคนรักเพศเดียวกันที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขามากยิ่งขึ้น  เพื่อที่หลวงพี่น้ำฝนจะได้ใช้พื้นที่คอลัมน์ในมติชนให้เกิดประโยชน์อย่างสูง  หากหลวงพี่น้ำฝนจะเขียนถึงคนรักเพศเดียวกันในครั้งต่อไปหลวงพี่น้ำฝนจะได้เขียนถึงอย่างมีความเข้าใจและมีมุมมองที่เปิดกว้างและยอมรับบุคคลรักเพศเดียวกันมากยิ่งขึ้นเพื่อสิ่งที่หลวงพี่น้ำฝนเขียนจะได้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะมากยิ่งขึ้น
 

หลายเดือนก่อนมีเพื่อนส่งบทความของ “หลวงพี่น้ำฝน”  หรือ  “พระครูปลัดสิทธิวัฒน์”  วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม  มาให้อ่าน  เราเพิ่งมีเวลาเขียน  เป็นบทความจากคอลัมน์  “จุดไฟในใจคน”  ตีพิมพ์ลงในมติชนรายสัปดาห์ ฉบับที่ 1908 ประจำวันที่ 10-16 มีนาคม 2560

 

บทความกล่าวถึงคนรักเพศเดียวกันไว้ดังนี้ :

“ห้วงนี้กระแสชายรักชาย  หญิงรักหญิงกำลังมาแรง  ปัจจุบันจำนวนผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย  เรื่องเพศจึงสับสน  ส่งผลให้ชายกลายเป็นเกย์  เป็นตุ๊ด  ส่วนหญิงก็กลายเป็นทอม  เป็นดี้    ว่ากันตามวิถีใครอยากเป็นเยี่ยงไรพิจารณาตามความถูกต้อง  และควรอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม  ฉะนั้น โยมต้องจัดวางการดำเนินชีวิตให้ดี  ถ้าถูกต้องดีงามแล้วไซร้ เรื่องเพศอย่าไปฝืนเพราะการฝืนไม่เป็นผลดีต่อการก้าวไปข้างหน้าในอนาคต”
 


1.    อ่านดูแล้วเหมือนหลวงพี่น้ำฝนจะเข้าใจ “คนรักเพศเดียวกัน”   แต่ก็ดูเหมือนว่าวิธีเขียนของหลวงพี่น้ำฝนมีความรู้สึกของความเป็นห่วงและกังวลว่าการรักเพศเดียวกันจะนำไปสู่การนอกลู่นอกรอยจึงเขียนกำกับด้วยประโยคว่า “ควรอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม”  ในบางประโยคก็ดูเหมือนจะให้ความมั่นใจว่าไม่เป็นปัญหาด้วยประโยคว่า  “ถ้าถูกต้องดีงามแล้วไซร้ เรื่องเพศอย่าไปฝืนเพราะการฝืนไม่เป็นผลดีต่อการก้าวไปข้างหน้าในอนาคต”  


เป็นการเกริ่นนำบทความที่ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า การรักเพศเดียวกันเป็นความแปลกใหม่ที่ต้องคอยระมัดระวังหรือเปล่า เมื่อปรากฏขึ้นจึงมีการกำกับว่า “ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม”   เพื่อให้อยู่ในกรอบของความดีงาม ซึ่งโดยความเป็นจริงไม่ว่าเพศไหนจะรักกับเพศไหนก็ต้องมี “คุณธรรม” เป็นปัจจัยรองรับความสัมพันธ์อยู่แล้ว แต่จะด้วย “คุณธรรม” ในความเชื่อแบบไหนก็อาจจะต้องมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันต่อเพราะ “คุณธรรม” อาจจะมีหลากหลายนิยาม  และ  “คุณธรรม” ในความเชื่อของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน  และถ้าเป็น “คุณธรรม” ในนิยามของศาสนาก็มีหลากหลายศาสนาเช่นกัน

 

............................................................

 

“ปัจจุบันจำนวนผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายทำให้เรื่องเพศในมนุษย์นั้น  “สับสน”  จนทำให้ชายกลายเป็นเป็นตุ๊ด  หญิงกลายเป็นทอม” 
 

2.    หลวงพี่น้ำฝนไม่ใช่บุคคลแรกที่กล่าวประโยคนี้ออกมา  แต่คำกล่าวทำนองว่า  “คนสมัยนี้เพศสับสน”  เป็นคำกล่าวที่ไม่เคยสูญหายไปจากสังคมไทยเมื่อมีการพูดถึงความหลากหลายทางเพศ   ใช่หรือไม่ว่าคำกล่าวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยึดติดอยู่กับความคิดที่ว่าเพศมีเพียง “ชายกับหญิง” เท่านั้นและเป็นชายกับหญิงที่รักเพศตรงข้ามโดยปราศจากความเชื่อว่าชายหญิงสามารถรักและชอบเพศเดียวกันได้ 


และภายใต้คำพูดว่า  “เพศสับสน”  นั้นอาจมาจากฐานความเชื่อว่าคนเราไม่สามารถข้ามเพศได้  ไม่สามารถแปลงเพศได้ หรือคนเราต้องมีความรู้สึกที่ตรงกับเพศสภาพ


เมื่อไม่ยอมรับเพศที่แตกต่างหลากหลายก็ไม่ยอมเรียนรู้ว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันในเรื่องเพศ   แม้จะมีบุคคลที่มีความแตกต่างทางเพศออกมาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านสื่อมากมาย    ภายใต้ความชื่นชอบพึงพอใจในเรื่องเพศนั้นก็มีมากมายหลากหลายแบบ  ในขณะที่ผู้ปิดใจเองก็ไม่เคยเปิดใจรับฟังอยู่ดี  ไม่เคยเข้าใจว่ามนุษย์มีความแตกต่างในเรื่องเพศ


ที่ผ่านมาบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลายในเรื่องเพศได้ออกมาเล่าเรื่องราวของตนเองว่าตนเองไม่ได้สับสน  ไม่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไป  พวกเขามีสติสัมปชัญญะ   เมื่อพวกเขามีสติสัมปชัญญะก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้สับสนตัวเอง 


การใช้คำว่า  “เพศสับสน”  จึงอาจมาจากความไม่เข้าใจหรือมาจากความสับสนในใจของบุคคลที่กล่าวคำนั้นออกมาเอง  เพราะเห็นคนหันมารักเพศเดียวกันจึงอาจเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ปนไม่เข้าใจแล้วตัดสินคนอื่นว่าสับสนทางเพศ   มันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะตัดสินใครผ่านสายตาและมุมมองของเรา   ถ้าเราเห็นใครดูแปลกประหลาดในสายตาเรา ๆ ก็ตัดสินพวกเขาอย่างง่ายดายเพียงเพราะเขาดูแปลกในสายตาเรา 


ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่พวกเขาแต่ปัญหาอยู่ที่  “สายตาและมุมมอง”  ของเราเองต่างหาก  ชีวิตเป็นของพวกเขา ๆ ควรใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง  ไม่ใช่เราเข้าไปชี้นำชีวิตเขาให้ไปซ้ายหรือไปขวา  หรือไปตัดสินเขาว่าสับสน

 

............................................................

 

3.    ต่อมาหลวงพี่น้ำฝนได้ยกตัวอย่างเรื่องราวของ  “ชายวัย 43 ปี”  ท่านหนึ่งสมมติชื่อ ก.   ในอดีต ก. เคยมีภริยามาก่อน  ต่อมาภริยาของ ก. ไปมีคนรักใหม่  ก. จึงตัดสินใจแยกทางกับภริยา    กาลเวลาผ่านไป ก. พบกับ  ข.  ในสังคมออนไลน์  ข. เป็น  “ชายวัย 31 ปี”    ข. ผ่านการมีภริยาและลูกมาแล้ว  สาเหตุที่ ข. เลิกกับภริยาเพราะภริยาไปมีคนรักใหม่   เมื่อ ก. และ ข. ได้ทำความรู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ก็นัดพบกันจนพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นคู่รัก  ไปไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย 

 

หลวงพี่น้ำฝนได้แสดงทัศนคติเกี่ยวกับการรักเพศเดียวกัน ณ จุดนี้ว่า
 

                               “สำหรับในมุมคิดของอาตมาเชื่อว่า  ถ้าเป็นคนดี ถึงจะเป็นเพศไหนก็ไม่แปลก”
 

เป็นประเด็นที่ชวนตั้งข้อสังเกตว่าถ้าคน ๆ นั้นมีพฤติกรรมอะไรสักอย่างที่ไม่ดี (ซึ่งอาจจะไม่ดีในนิยามของใครก็ตาม ?)  ก็หมายความว่าความเป็นเพศของเขาถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปด้วยเช่นกันอย่างนั้นหรือ ?  
 

ถ้าเช่นนั้นไม่เป็นการมองเพศสภาพของคนอย่างมีอคติหรือ ?

ในขณะที่คนดีเรามองเรื่องเพศของเขาเป็นแบบหนึ่ง  แต่ถ้าเป็นคนไม่ดีเรามองเรื่องเพศของเขาเป็นอีกแบบหนึ่ง ? 

นี่เป็นสิ่งที่เราควรหันกลับมาทบทวนกันว่าเรามองเพศสภาพของคน ๆ หนึ่งโดยมีความดีความชั่วของคน ๆ นั้นเป็นเกณฑ์ตัดสินด้วยอย่างนั้นหรือเปล่า ?

 

............................................................

 

จากนั้นหลวงพี่น้ำฝนก็เสริมต่อด้วยมุมมองต่อไปนี้ :


“คนที่เป็นกะเทย ทอม ดี้ เกย์คิง เกย์ควีน  และเสือใบทั้งหลาย  ในอดีตชาติต้องเคยประพฤติผิดในกามอย่างไม่ต้องสงสัย  และอาจทำบ่อย ๆ จนกรรมไม่ดีนั้นสะสมไว้มาก
   

เมื่อตายจากชาตินั้นจะมาเกิดใหม่  อำนาจฝ่ายกรรมดีนั้นไม่มีกำลังมากพอที่จะให้จิตนั้นมีกำลังที่จะส่งให้ไปเกิดเป็นหญิงแท้ชายแท้ได้  ต้องกลายมาเป็นคนสองเพศในชาติต่อมา


ทางพระพุทธศาสนาบอกว่าคนที่มีจิตตกมาก ๆ เพราะทำกรรมไม่ดีในเรื่องของกามมามากจะไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงก็ไม่ได้ต้องเป็นชั้นต่ำ  จะไปเกิดเป็นมนุษย์ที่สูงส่งทางจิตใจก็ไม่ได้”

 

 

4.    ทั้งสามย่อหน้านี้หลวงพี่น้ำฝนกำลังตอกย้ำว่าการเกิดเป็นบุคคลเพศหลากหลายนั้นมีสาเหตุมาจากอดีตชาติเคยประพฤติผิดในกาม  (อาจจะเคยล่วงละเมิดคนรักของคนอื่น  หรือล่วงละเมิดทางเพศบุคคลอื่น ๆ  หรือเคยประพฤติผิดในกามด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อน) จึงทำให้เกิดมารักเพศเดียวกันหรือเกิดมาข้ามเพศ    แล้วมีผลในชาติต่อมาทำให้ไม่สามารถเกิดเป็นหญิงแท้ชายแท้ได้  ต้องมาเกิดเป็นคนที่มีลักษณะสองเพศ
 

คำสอนนี้ทำให้เกิดการเชิดชูคุณค่าเรื่อง “ชายจริง หญิงแท้” ขึ้นมาว่าชายจริงหญิงแท้มีความเหนือกว่าเพศอื่น ๆ   การใช้คำว่า “แท้” โดยตัวมันเองได้สร้างมาตรฐานทางเพศขึ้นมาทันทีว่าใครแท้ใครเทียมใครปลอม    
 

ซึ่งโดยสารัตถะแล้วไม่มีใครแท้  ไม่มีใครเทียม ไม่มีใครปลอม  ไม่มีใครจริง  มีแต่การสมมติให้เกิด  “ทวิภาวะ”  ขึ้นมา คือภาวะที่เป็นคู่  ความแท้เทียมจึงมีสภาพเป็นสิ่งจอมปลอมทั้งคู่  ไม่มีใครแท้  ไม่มีใครเทียม มีแต่อุปาทานที่เข้าไปยึดติดว่านี่ของแท้นี่ของเทียม นี่จริงนี่ปลอม

 

............................................................

 

5.    ย่อหน้าสุดท้ายได้นำไปสู่ความเชื่อเรื่อง  “เทวดาชั้นสูง เทวดาชั้นต่ำ”   “มนุษย์จิตใจสูง  มนุษย์จิตใจต่ำ”  เป็นการตีความคำสอนทางพุทธศาสนาที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำโดยอัตโนมัติ


 

ย่อหน้านี้ถือว่าเป็นคำสอนที่ตัดสินกรรมในอดีตของบุคคลหลากหลายทางเพศแบบเบ็ดเสร็จ  คงเป็นไปไม่ได้ที่คนหลากหลายทางเพศมาอ่านแล้วจะรู้สึกดี  เพราะคำสอนได้ตัดสินไปแล้วว่าพวกเขาต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำ แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่สามารถเป็นมนุษย์ที่จิตใจสูงได้

 

การนำคำสอนทางพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องกรรมในอดีตชาติมาตัดสินเพศสภาพของคนในลักษณะนี้ถือว่าเป็นบทสรุปที่ด่วนเกินไป  เราไม่อาจทราบหรือพิสูจน์ได้ว่าคำกล่าวนี้มีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน  ที่สำคัญคือเราไม่เคยพบคำสอนลักษณะนี้ในพระไตรปิฎก  แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังไม่เคยตรัสว่าการรักเพศเดียวกันเป็นผลมาจากกรรมเก่า

 

คำสอนเหล่านี้ปรากฏในส่วนของ “อรรถกถา” คือ คัมภีร์ส่วนที่เขียนขยายความโดยพระสงฆ์รุ่นหลังที่เรียกว่า “พระอรรถกถาจารย์”  แม้แต่เรื่อง  “บัณเฑาะก์ 5 ประเภท”  ก็เป็นการตีความที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่  มิใช่พุทธพจน์โดยตรง  พระไพศาล วิสาโล ก็เคยตอบคำถาม ปุจฉา วิสัชนา ดังเช่นข้อความข้างล่าง



ที่มา:เพ็จเฟสบุ๊คชื่อ ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล     เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน  2015

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://web.facebook.com/visalo/photos/a.417297641630892.108751.162450523782273/1214132228614092/?type=3&theater

 

ในเมื่อเป็นคำสอนที่ผ่านการตีความมาอีกทีจึงชวนให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าการตีความที่เต็มไปด้วยอคติอย่างมีนัยยะเช่นนี้   เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระอรรถกถาจารย์มีความรังเกียจบุคคลรักเพศเดียวกันอยู่แล้วจึงบันทึกส่งทอดคัมภีร์อย่างมีอคติ  ทำให้เกิดการตีความเชิดชูความเป็นชายจริงหญิงแท้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งความเป็นชายจริงหญิงแท้ก็ไม่ได้มีอยู่จริงเป็นเพียงนิยามที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมาเอาไว้ต่อสู้กับเพศสภาพ-เพศวิถีที่แตกต่างที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้


การนำคำสอนที่มีอคติต่อเรื่องเพศมาสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่อาจจะต้องระมัดระวังเพราะมีผลให้สังคมเกิดความรังเกียจบุคคลหลากหลายทางเพศได้ง่าย


ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงความหลากหลายทางเพศมักมีการนำคำสอนเรื่องกรรมมาตอกย้ำ  จึงไม่แน่ใจว่าการตอกย้ำนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ?   เพื่อให้คนที่เกิดเป็นทอม เกย์ ตุ๊ด ดี้ ไบ ยึดติดกับกรรมในอดีตอันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้มากกว่าจะนำมาตีความให้เกิดการยอมรับอย่างสร้างสรรค์อย่างนั้นหรือเปล่า ?  โดยที่คำสอนทางพุทธศาสนาเองก็สอนให้ไม่ยึดติดกับอดีตแต่ให้อยู่กับปัจจุบัน  

                 คำสอนเกี่ยวกับกรรมที่มีต่อทอม เกย์ ตุ๊ด ดี้ จึงดูขัดแย้งกับวิถีพุทธอย่างไรชอบกล

 

............................................................

 

6.    การตีความว่ารักเพศเดียวกันเป็นกรรมก็ไม่สอดรับกับการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันว่าเป็นทางเลือกของคนมากกว่าจะเป็นเรื่องของกรรมเก่า คู่รักชายกับชายที่หลวงพี่น้ำฝนยกเรื่องราวมาเล่าในบทความเป็นเรื่องของชายสองคนที่เลิกร้างกับภริยาแล้วบังเอิญมารู้จักกันแล้วหันมาคบกัน  จนพัฒนาความสัมพันธ์เป็นคู่รัก ดังข้อความที่หลวงพี่น้ำฝนเขียนไว้ว่า

                               

 “ความรักของทั้งคู่บัดนี้รักใคร่กันดี  ทั้งคู่มีการมีงานทำเป็นหลักแหล่ง  ..... วันนี้ทั้งคู่       พอใจที่จะไปไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย  เดินจับมือเคียงข้าง  เปิดตัวให้สาธารณะชนได้รับรู้  นี่คือความภูมิใจของชายรักชายคู่นี้ .....”
 

เห็นได้ว่านี่เป็นทางเลือกของคนสองคนที่มีความรู้สึกดีต่อกัน   การที่คนสองคนมีความรู้สึกดีต่อกันแล้วคบกัน  ครองรักกันด้วยความสุขก็ไม่น่าจะเป็นกรรม   ถึงเป็นกรรมก็จัดว่าเป็นผลกรรมแห่งความดีมากกว่าจะมาตัดสินกันว่านี่เป็นกรรมจากการประพฤติผิดทางเพศในอดีตชาติ  ซึ่งฟังดูแล้วไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลกันสักเท่าไหร่
 

บางครั้งการที่คนในสังคมไม่ยอมรับบุคคลหลากหลายทางเพศส่วนหนึ่งก็มาจากการตีความคำสอนทางศาสนาที่ให้คุณค่าในตัวตนที่ไม่เท่ากัน
 

หากเรามีการตีความคำสอนในศาสนาให้เกิดคุณค่าในตัวตนที่เสมอกันความรู้สึกเหลื่อมล้ำในความแตกต่างทางเพศก็จะไม่เกิดขึ้น.

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
35797805