คุยเรื่องเพศกับพระ
เด็กละเมิดทางเพศเด็ก : ปัญหาและทางออก : คุณคิดอย่างไร ?
   


ภาพประกอบโดย พระชาย วรธรรม

 

เป็นเรื่องน่าตกใจที่มีข่าวเด็กล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กเกิดขึ้นถึงสองข่าวในช่วงเวลาสองเดือนติด ๆ กัน
 

          ข่าวแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน  ที่ จ.ชลบุรี เด็กหญิงอนุบาล 4 ขวบถูกเด็กนักเรียนชาย ม.2 จำนวน 3 คนผลักเข้าไปในห้องน้ำแล้วกระทำการล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งสามคนอายุ 15, 16 และ 18  หนึ่งคนอยู่กับผู้ปกครอง หนึ่งคนเป็นเด็กมาจากสถานสงเคราะห์ และอีกหนึ่งคนมาจากสถานฟื้นฟูส่งมาศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ สภาพจิตใจของเด็กหญิงหลังเกิดเหตุเด็กมีความหวาดกลัวผู้ชาย แม้แต่พ่อก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ปกติเด็กจะนอนกับพ่อ หลังเกิดเหตุการณ์เด็กต้องแยกนอนกับพ่อเพราะรู้สึกกลัว ถือเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงมาก

          ลิงก์ข่าว   http://www.amarintv.com/news-update/news-update-thai/news-12370/260584/?fbclid=IwAR0L17s7POyhN4BW9EiFirnyRK2XO7UT4OH2xYKDPTuiQ_utRJSYseqFrPg

 

              ข่าวที่สองเกิดขึ้นที่ จ.สุรินทร์ เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตามข่าวระบุว่าวันเกิดเหตุเป็นวันเปิดเทอมวันแรก เด็กหญิงวัย 8 ขวบอยู่ชั้น ป.2 ถูกเด็กชายชั้น ป.3 ผลักเข้าห้องน้ำแล้วล่วงละเมิดทางเพศ เด็กกลับมาบ้านไม่กล้าบอกใคร มีอาการเงียบซึมจนผู้ปกครองสังเกตเห็นความผิดปกติ ต่อมาเด็กปัสสาวะออกเป็นเลือดเมื่อนั้นเรื่องราวจึงถูกเปิดเผย การที่เด็กกลับมาบ้านแล้วไม่กล้าบอกเล่าเรื่องราวให้บุคคลในบ้านฟังถือเป็นสถานการณ์ที่แย่ซ้ำซ้อนต่อกรณีเรื่องเพศที่เกิดขึ้นกับเด็ก

          ลิงก์ข่าวhttp://www.one31.net/news/detail/5669?fbclid=IwAR3BEUCnEjkszDPjgsLLBZfVec5QaDqS6hC8fH8-TkJaMT-Tavd2kZ9kQKk

 

ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์แบบเดียวกันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสองเดือนติดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่สอง เด็กผู้ชายอยู่ชั้น ป.3  อายุน่าจะอยู่ที่ 9 หรือ 10 ขวบถือเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศที่มีอายุต่ำมากที่สุดเท่าที่เคยพบมาและเป็นการกระทำเพียงคนเดียวที่น่าสังเกตคือทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนเหมือนกัน และเกิดขึ้นในห้องน้ำเหมือนกัน

 

          เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ ของเรา ?

 

เราไม่ได้สอนให้เด็กเข้าใจเรื่องเพศเลย

          ใช่หรือไม่ว่าเราไม่ได้สอนเรื่องเพศให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง หรือเราแทบไม่ได้สอนอะไรให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศเลย

 

            มีคนพูดให้ได้ยินเสมอว่าเด็ก ๆ ไม่ควรเรียนรู้เรื่องเพศ โตขึ้นเดี๋ยวมันก็รู้ของมันเอง แต่ความเป็นจริงคือเรื่องเพศเราสามารถสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ไม่ได้แปลว่าเด็กไม่ควรเรียนรู้เรื่องเพศเลย แม้แต่เด็กอนุบาลเราก็สามารถสอนให้เขาเรียนรู้เรื่องเพศได้อย่างเหมาะสม เช่น ให้เรียนรู้เนื้อตัวร่างกายของเด็กเองว่าพื้นที่ส่วนไหนของร่างกายที่เด็ก ๆ ควรระมัดระวังหากมีคนอื่นมาแตะต้องสัมผัส การแตะต้องสัมผัสอย่างไหนเรียกว่าล่วงละเมิดอย่างไหนเรียกไม่เหมาะสม อย่างไหนสามารถแตะต้องสัมผัสได้อย่างไหนแตะต้องสัมผัสไม่ได้ หากมีคนอื่นมาแตะต้องสัมผัสตัวเราในแบบที่ไม่เหมาะสมเราควรมีการระมัดระวังหรือควรมีวิธีการป้องกันตัวเองอย่างไร เช่น ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดัง ๆ

 

          จะเห็นได้ว่าทั้งสองเหตุการณ์เด็กที่เป็นฝ่ายกระทำสามารถกระทำไปโดยไม่มีอุปสรรคอะไรเลย ไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นในโรงเรียนไม่ใช่สถานที่เปลี่ยว เด็กที่ถูกกระทำสามารถส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือได้แต่เกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กไม่ส่งเสียงร้อง เป็นไปได้ไหมว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ถูกสอนให้รู้จักส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ  หากเด็กได้รับการสอนเด็กก็จะตระหนักรู้ เมื่อเกิดมีภัยเด็กก็จะรู้จักส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

การสอนเด็กให้รู้จักการป้องกันตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กจะจดจำและสามารถนำไปใช้ได้จริง


 

สอนเด็กให้เคารพเนื้อตัวร่างกายคนอื่น

          นอกจากร่างกายของเราแล้วเราไม่ควรไปแตะต้องสัมผัสร่างกายของคนอื่นโดยไม่จำเป็น เราควรเคารพเนื้อตัวร่างกายของคนอื่นไม่ว่าคนอื่นจะเป็นเพศอะไร ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเพศหญิงเท่านั้น

 

          หากเราสอนเด็กให้เข้าใจได้แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการสอนที่ครอบคลุมมิให้เด็กหญิงไปละเมิดเด็กชาย หรือรวมทั้งเป็นการสอนมิให้เด็กชายไปละเมิดเด็กชาย หรือป้องกันเด็กหญิงมิให้ไปละเมิดเด็กหญิงในเวลาเดียวกันดังนั้นเราไม่ควรสอนเด็กให้เคารพเพศหญิงแต่เพียงอย่างเดียว

 

          ตรงจุดนี้คุณผู้อ่านอาจจะงงว่าทำไมเราจึงไม่สอนให้เคารพเฉพาะเพศหญิงเพียงอย่างเดียว เพราะการล่วงละเมิดทางเพศมิได้เกิดจากผู้ชายกระทำกับผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังเกิดกับผู้ชายกระทำกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกระทำกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกระทำกับผู้หญิงได้ด้วย

 

          ผู้หญิงละเมิดทางเพศผู้ชายได้ด้วยหรือ ?  อย่าลืมว่า คำว่า “การล่วงละเมิดทางเพศ” มิได้แปลว่าผู้ชายเท่านั้นที่ละเมิดผู้หญิง หรือต้องเป็นเรื่องของอวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น

 

          คำว่า “ผู้หญิงละเมิดทางเพศผู้ชาย” หมายความว่าผู้หญิงอาจใช้มือหรือใช้วัตถุบางอย่างกระทำกับอวัยวะเพศของผู้ชายหรือที่ทวารหนักทำให้ผู้ชายเกิดความอับอายหรือเจ็บปวดเมื่อแปลความแบบนี้ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและไม่ได้จำกัดที่อวัยวะเพศเท่านั้นแต่รวมถึงทวารหนักด้วย

 

          ดังนั้น การสอนให้เคารพในเนื้อตัวร่างกายเพศหญิงเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เราควรสอนเด็กให้เคารพเนื้อตัวร่างกายของทุก ๆ คนไม่ว่าเขาจะเป็นเพศไหน จะเป็นใครซึ่งเป็นการสอนที่ครอบคลุมกว่า

 

          จากเนื้อหาของข่าว เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่ชั้นอนุบาล กับ ป.2 ส่วนเด็กที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศอยู่ ม.2 กับ ป.3 ก็แปลว่าเราควรสอนเรื่องเพศกันตั้งแต่ชั้นอนุบาลเสียแต่บัดนี้ด้วยเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัย และควรเป็นวาระแห่งชาติเสียด้วย


 

เด็กประสบเหตุไม่กล้าบอกผู้ปกครอง

          เป็นเรื่องน่าเศร้าใจซ้ำซ้อนเมื่อเด็กที่ประสบเหตุทั้งสองเหตุการณ์ไม่กล้าเล่าให้ผู้ปกครองหรือครูได้ทราบ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเด็กควรรีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูทันทีว่ามีคนละเมิดร่างกายของตน

 

          ทำไมเด็กไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะเด็กรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอับอายเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตน  เด็กจะรู้สึกอับอายหากจะต้องเล่าเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้น   เด็กไม่ได้ถูกสอนให้พูดเรื่องเพศเด็กจึงไม่กล้าสื่อสารออกมา เด็กไม่รู้ว่าผู้ใหญ่จะซ้ำเติมตนเองหรือคิดอย่างไรกับตนเอง

 

          เป็นเพราะเราไม่ได้สอนเรื่องเพศให้เด็กได้รู้จักพูดคุยเรื่องเพศ เราไม่ได้สอนเด็ก ๆ ให้ตระหนักรู้ว่าเวลาถูกทำร้ายในจุดใดจุดหนึ่งของร่างกายก็ตามควรแจ้งครูหรือผู้ปกครองทันที ผู้ปกครองและครูจะช่วยหนูได้ถ้าเราสอนเรื่องเพศอย่างรอบด้านแก่เด็กแบบนี้เชื่อว่าจะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดหรือเล่าเรื่องราวปัญหาของตนเองให้ผู้ใหญ่ฟังอย่างง่ายดาย เหตุการณ์ก็จะไม่บานปลายไปมากเพราะยิ่งทราบเร็วเท่าไรก็ยิ่งช่วยเหลือเด็กได้เร็วและง่ายขึ้นเท่านั้น


 

เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ครูทุกคนต้องตระหนักรู้

          มิใช่ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ครูวิชาสุขศึกษาต้องรู้แล้วสอนเด็กเพียงคนเดียว จริง ๆ แล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องของครูทุกวิชา ไม่ว่าจะเป็น ครูคณิตศาสตร์ ครูวิทยาศาสตร์ ครูประวัติศาสตร์ ครูสังคม หรือแม้แต่วิชาพระพุทธศาสนาที่พระสงฆ์องค์เจ้าเป็นผู้สอนก็จำเป็นต้องรู้ เพราะเรื่องเพศก็เป็นธรรมะในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราเกิดมาบนโลกนี้ได้ก็เพราะมนุษย์มีเพศสัมพันธ์กัน เรามีอวัยวะเพศตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วอวัยวะเพศค่อย ๆ หายไปแล้วกลายเป็นพระอรหันต์ที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ ด้วยเหตุนี้เราควรศึกษาให้เข้าใจเรื่องเพศและสอนเรื่องเพศให้เด็ก ๆ ได้ฉลาดรู้ในเรื่องเพศ  

 

          อย่าผลักการเรียนการสอนเรื่องเพศไปไว้กับครูวิชาสุขศึกษาเพียงคนเดียว อย่าปล่อยให้ทั้งโรงเรียนมีแค่ครูวิชาสุขศึกษาเท่านั้นที่ต้องแบกรับภาระการสอนเรื่องเพศ ท่านเป็นครูสอนวิชาอะไรท่านก็สามารถสอดแทรกเรื่องเพศเข้าไปได้ อาจจะเป็นทัศนคติหรือเป็นคำแนะนำที่ไม่กดทับความเข้าใจเรื่องเพศที่เข้าใจกันมาอย่างผิด ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่งดงามไม่น้อย

 

          บางครั้งเด็กเผชิญกับปัญหาเรื่องเพศท่านก็จะสามารถปฏิบัติกับพวกเขาได้อย่างถูกต้องโดยไม่ซ้ำเติมหรือว่ากล่าวติเตียนเด็กโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น การรู้และเข้าใจเรื่องเพศอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครูทุกวิชา

 

          หากท่านต้องการมีความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง หรือต้องการเข้าใจเรื่องเพศและต้องการเรียนรู้การสื่อสารเรื่องเพศกับเด็ก ๆ ก็สามารถศึกษาได้จากองค์กรPath2health ผ่านเว็บไซต์www.teenpath.netในเว็บไซต์มีบทความต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศให้ท่านได้ศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งมีแบบเรียนเรื่องเพศที่ท่านสามารถดาวน์โหลดนำไปใช้สอนเด็ก ๆ ของท่านได้ทุกช่วงวัย หรือหากท่านสนใจเข้ารับการฝึกอบรมเป็นครูที่เข้าใจเรื่องเพศ ทางทีมงาน Path2healthก็มีการจัดการอบรมครูเพศวิถีเช่นกัน สามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ หมายเลข  02 – 653 – 7563 – 5


 

ในโรงเรียนมีแต่วิชาท่องจำ ปราศจากวิชาทักษะชีวิต

            เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เดี๋ยวนี้เด็ก ป.1 เด็กอนุบาลเราใช้วิธีสอบเข้ากันแล้ว สังคมเราให้ความสนใจเรื่องท่องจำ เรื่องเนื้อหา เรื่องตำรับตำรา เรื่องความเป็นที่หนึ่งในด้านการเรียน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับทักษะชีวิตว่าถ้าชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาขึ้นมาแล้วเราจะหาทางออกกันอย่างไร เมื่อเด็กมีอารมณ์ทางเพศเราบอกให้เด็กไปเตะบอล เราไม่กล้าบอกเด็กตรง ๆ ว่าให้เด็กไปสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเพราะเรากลัวเด็กจะหมกมุ่น ผลสุดท้ายก็คือเด็กไปละเมิดเด็กกันเองจนกลายเป็นข่าว

 

            เรามีวิชาเรียนประมาณ 10 วิชาในหนึ่งเทอม ในหนึ่งสัปดาห์เราเรียนแต่วิชาท่องจำ เราไม่มีวิชาทักษะชีวิตที่จะช่วยเหลือเด็กของเราเวลาเด็กต้องเผชิญกับปัญหา  โรงเรียนไม่ควรเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ทางวิชาการแบบท่องจำเพียงอย่างเดียว โรงเรียนควรเป็นแหล่งบ่มเพาะทักษะชีวิตด้วยเพราะเมื่อเด็กต้องออกไปผจญกับโลกข้างนอกหรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน วิชาการท่องจำที่เด็กเรียนมาก็ไม่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้หากเด็ก ๆ ไม่ได้ฝึกการใช้ทักษะชีวิตมาก่อน


 

อย่าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการไล่ครูออก

          จากเนื้อหาของข่าวแรก เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการสอบสวนกันอย่างไรจึงไล่ครูออก ซึ่งอ่านจากเนื้อหาของข่าวคุณครูยังมิได้ทำอะไรผิด ครูไม่ได้นิ่งเฉยหรือปกปิดเรื่องราวไว้แต่ครูยังโทรแจ้งผู้ปกครองทันที การไล่ครูออกยังไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก ถ้าเราไล่ครูออกเราก็ควรไล่ครูใหญ่ออกไปด้วยในฐานะที่ไม่สอนครูน้อยให้ดูแลเด็ก ๆ ให้ดี

 

          การไล่ครูออกเป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่ส่งครูไปฝึกอบรมเรื่องเพศให้เข้าใจเรื่องเพศแล้วกลับมาสอนเด็ก ๆ ให้เข้าใจเรื่องเพศและปฏิบัติเรื่องเพศให้เหมาะสมกับวัยล่ะ ให้เด็กรู้จักการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ หรือให้เด็กรู้จักดูแลตนเองอย่างเหมาะสมเมื่อมีความต้องการทางเพศเกิดขึ้น ไม่ใช่สอนให้ไปเตะบอล ซึ่งมันไม่ได้ผลจริง

 

            รัฐบาลควรทุ่มงบด้วยการจัดการอบรมครูทั่วประเทศให้เข้าใจเรื่องเพศอย่างถูกต้องแล้วกลับมาสอนเด็กเพื่อป้องกันเด็กจากภัยเรื่องเพศ เมื่อนั้นเด็กของเราก็จะปลอดภัยเพราะพวกเขามีความฉลาดรู้ในเรื่องเพศ ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสำคัญกับการอบรมครูให้มีความตื่นรู้ในเรื่องเพศเลย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ครูทุกคนจำเป็นต้องตระหนักรู้ว่าครูทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบหากเกิดเหตุการณ์เด็กละเมิดเด็กเกิดขึ้นอีก

           

          การติดกล้องวงจรปิด การสร้างห้องน้ำให้ใกล้ห้องเรียนเป็นการแก้ไขที่สิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย แต่สิ่งที่เราต้องทำไปด้วยคือการสร้างทัศนคติเรื่องเพศที่ถูกต้องให้กับเด็กในเรื่องการให้ความเคารพเนื้อตัวร่างกายคนอื่นตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขในระยะยาวที่ได้ผล


 

อย่าเหมารวมเด็ก

            ในกรณีข่าวแรก  เด็กที่เป็นฝ่ายล่วงละเมิดมาจากสถานฟื้นฟูคนหนึ่ง และมาจากมาจากสถานสงเคราะห์คนหนึ่ง อีกคนอยู่กับผู้ปกครอง  คุณผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่าเด็กจากสถานพักพิงหรือสถานสงเคราะห์เข้าไปอยู่ในโรงเรียนได้อย่างไร ผู้เขียนจะอธิบายให้ฟังสั้น ๆ ว่าปกติแล้วเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ต้องได้รับการศึกษาโดยรัฐเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ เด็กในสถานสงเคราะห์จึงมีโอกาสเข้าไปศึกษาในโรงเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ ไปเช้าเย็นกลับเหมือนเด็กทั่วไปที่มีโอกาสเรียนหนังสือ

           

            ทีนี้คนทั่วไปเวลาทราบข่าวเกี่ยวกับเด็กเหล่านี้ก่อเหตุตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็อาจมีมุมมองด้านลบว่าเด็กเหล่านี้มีปัญหา ผู้เขียนอยากให้มองเด็กเหล่านี้อย่างแยกแยะ อย่าเหมารวมว่าเด็กที่มาจากสถานสงเคราะห์จะเป็นเด็กที่มีปัญหากันทุกคน เด็กจากสถานสงเคราะห์ที่เรียบร้อยไม่ก่อปัญหาก็มี ไม่ได้แปลว่าเด็กในสถานสงเคราะห์เป็นเด็กมีปัญหากันทุกคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตต่อไปได้ว่าอะไรทำให้เด็กกระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กที่ตัวเล็กกว่าหรืออ่อนแอกว่า

 

            ในสถานสงเคราะห์มีการให้การอบรมบ่มนิสัยและพฤติกรรมของเด็กหรือไม่ เจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติกับเด็ก ๆ ด้วยความกรุณาหรือไม่ ในสถานสงเคราะห์มีบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เด็กมีความอบอุ่นอย่างไรหรือไม่ ในเนื้อหาของข่าวมักมีการเขียนพาดพิงถึงเด็กกลุ่มนี้ในทำนองว่าเป็นเด็กมีปัญหาอยู่แล้วทำให้ภาพลักษณ์ของเด็กในสถานสงเคราะห์ดูแย่ลงไป

 

            หรือทำให้เกิดคำถามตามมาว่าในสถานสงเคราะห์มีการสอนเรื่องเพศที่เหมาะสมกับเด็กอย่างไรหรือไม่ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าไม่ใช่เฉพาะที่โรงเรียนเท่านั้นที่กำลังเป็นปัญหา แม้แต่ในสถานสงเคราะห์เด็กก็เป็นปัญหาเหมือนกันที่ไม่สอนเรื่องเพศให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสมวัยถ้าหากไม่มีการสอนเรื่องเพศก็จำเป็นต้องมีการสอนเรื่องเพศอย่างเหมาะสมให้เป็นกิจจะลักษณะในสถานสงเคราะห์เด็กทุกแห่ง

 

หรืออย่างข่าวที่สอง เด็กที่กระทำการล่วงละเมิดเป็นเด็ก ป.3 และไม่ได้เป็นเด็กที่มาจากสถานสงเคราะห์ อะไรทำให้เด็กลงมือกระทำการรุนแรงเช่นนั้น บรรยากาศในบ้านของเด็กเป็นอย่างไร พ่อแม่มีการสอนเรื่องเพศกับลูกหรือไม่อย่างไรจึงทำให้ลูกไปล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ป.2

 

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นช่องว่างของกระบวนการสอนเรื่อเพศศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและในสถานพักพิงเด็กของภาครัฐซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงานในสังคมและเราทุกคนต้องตื่นตัวในเรื่องการจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศให้เด็กอย่างเหมาะสมและจริงจัง มิใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของชะตากรรม

 

          คิดว่ามันมีทางออกสองทางในเวลานี้ คือให้รัฐวางระบบการสอนเรื่องเพศในโรงเรียนอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยอย่างจริงจัง เพราะเมื่อรัฐจัดการวางระบบจะสามารถกระทำได้ทั่วถึงทั้งประเทศ แต่เรามิอาจรอให้หน่วยงานของภาครัฐมาจัดการได้ ถ้ารอก็อาจจะสายเกินไป ... และเราไม่แน่ใจว่าเนื้อหาจะออกมาอย่างไร

 

          ทางออกอย่างเร่งด่วนในเวลานี้ก็คือ หากท่านมีหน้าที่ดูแลเด็กไม่ว่าเป็นครู เป็นพี่เลี้ยง เป็นพ่อ เป็นแม่ หรือเป็นบุคคลใกล้ชิดเด็ก ทางเดียวที่ท่านสามารถทำได้ทันทีคือสอนให้เขารู้จักสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตนเองและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของคนอื่นที่เราจะไปละเมิดมิได้ อย่างที่บทความนี้ได้นำเสนอไว้แล้วในตอนต้น

            หรือเหมือนอย่างที่องค์กรPath2Health และหน่วยงานอื่น ๆ กำลังทำอยู่ในเวลานี้

 

          อย่างน้อยเราก็ได้แต่หวังว่าจะไม่พบข่าวเด็กล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อีก...

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
38450911