คุยเรื่องเพศกับพระ
พ.ร.บ. คู่ชีวิต สิทธิบนความว่างเปล่า
   

          ตอนแรกทีมงานร่างกฎหมายมีการร่างออกมา 92 มาตราแล้วก็เพิ่มเป็น98 มาตราครอบคลุมสิทธิทุกด้านของคู่รักหลากหลายทางเพศ แต่พอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา คณะรัฐมนตรีก็ตัดออกเหลือ 70มาตรา ต่อมาโดนตัดอีกจนเหลือ 44มาตรา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
 

         ถูกตัดจนเวลานี้ “ไส้ติ่ง” น่าจะยาวกว่า แม้แต่เด็กอนุบาลก็ดูออกว่ามันไม่เท่าเทียม หรือมันไม่เคยเท่าเทียมตั้งแต่กฎหมายถูกเขียนแยกออกมาต่างหากแล้ว?

 

LGBTI ขาดสิทธิอะไรบ้าง

          ชวินโรจน์ ธีรพัชรพร ได้วิเคราะห์ออกมาเป็นบทสรุปง่าย ๆ  8หัวข้อ ตามภาพแล้วตั้งคำถามอย่างท้าทายว่า พ.ร.บ. คู่ชีวิต ร่างล่าสุด 44มาตราจะแก้ปัญหาทั้ง 8ประการของชาว LGBTI ได้หรือไม่



          คำตอบคือ  ไ ม่  เพราะ Pink Mangoได้สรุปออกมาเป็นข้อมูลตามภาพข้างล่างต่อไปนี้


 

          ถ้าให้วิเคราะห์ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ช่วยแก้ปัญหาได้แน่นอนแค่ 2 ประการเท่านั้น คือการจัดการมรดก กับ การทำนิติกรรมร่วมกันในขณะที่ข้ออื่น ๆ ก็ยังขาดความชัดเจน หากเอาไปใช้จริงจะมีปัญหาไหมไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจน
 

เหมือนคนกำลังเดือนร้อนเงินแสน แต่โยนมาให้แค่ 25บาท ค่ารถไปกลับเพื่อจดทะเบียนจะคุ้มมั๊ย ?


 

กระแสสังคมเปลี่ยนไว“ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้า”

          สมัยก่อนโน้น เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2544  ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า


          “ควรมีการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและสังคมโลก เหมือนกับที่บางประเทศออกกฎหมายยอมรับให้ ชายแต่งงานกับชาย หญิงแต่งงานกับหญิงเป็นเรื่องถูกต้อง ซึ่งเห็นว่าประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงข้อนี้


            ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วย แต่ทำไมเราต้องรอให้กลุ่มเกย์เหล่านั้นออกมาเรียกร้องก่อน ทำไมเราไม่ทำก่อนที่เขาจะออกมาเรียกร้อง เราคิดก่อนได้หรือไม่ว่าอะไรเหมาะสมกับสังคมไทย”  (ข้อมูลจาก “จดหมายข่าวอัญจารี” ปีที่ 2 ฉบับที่ 14เดือนพฤษภาคม 2544)


            สมัยนั้นถือว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านนี้มีความคิดเปิดกว้างมาก จะว่าไปกระแสสังคม ณ เวลานั้นยังไม่มีใครลุกขึ้นมาพูดเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกัน นั่นคือเมื่อ 18ปีก่อนถือว่าล้ำมากดร.ปุระชัย      


            จนกระทั่ง 11ปี ต่อมา เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555   นที ธีระโรจนพงษ์ ได้พาชายคนรักที่รักกันมา 19 ปีไปจดทะเบียนสมรสที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่ถูกปฏิเสธเพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีใจความว่าการสมรสจะทำได้ระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น (ข่าวไทยรัฐออนไลน์ 9สิงหาคม 2555)


          จากนั้น นทีกับคนรัก ก็ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550(เห็นรึยังเรามีผู้กล้าหาญคู่แรกลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเมื่อ 7ปีที่แล้วนี่เอง มีผลทำให้เกิดการร่างกฎหมายแต่งงานของเพศเดียวกันขึ้นมา ณ บัดนั้น)


            นี่จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมได้ยกร่าง พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตขึ้นมาเป็นร่างแรก (พ.ศ.2555) ซึ่งก็ผ่านมา 6ปีแล้ว(บทความ “ลำดับเหตุการณ์เรื่องการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายสมรส หรือการจดทะเบียนคู่ชีวิตในประเทศไทย” มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ 12 กรกฎาคม 2561)


            ตอนนั้นจำได้ว่ามันเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่พิลึกพิลั่นที่สุดเนื่องจากมีการระบุว่า คู่รักเพศเดียวกันเมื่อจะจดทะเบียนคู่ชีวิตต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์มายื่นขอจดทะเบียนด้วย  ไม่รู้เหมือนกันว่าคนร่างใช้อะไรคิด นี่เขาเป็นมนุษย์นะไม่ใช่บุคคลวิกลจริตต้องไปขอใบรับรองแพทย์ก่อนมาจดทะเบียนสมรส


            และร่างนี้เองเป็นที่มาของประโยคทอง “ได้คืบจะเอาศอก” หมายความว่าเขาให้สิทธิ์เพียงเท่านี้ก็จะเอามากกว่านี้  เอ๊ะ ... แล้วบุคคลหลากหลายทางเพศเป็นอะไรจึงเรียกร้องสิทธิ์ที่สมบูรณ์เฉกเช่นชายหญิงมิได้


            ระหว่าง 6 ปีนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองก็ผันผวน ทำให้ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตก็หายต๋อมเข้ากลีบเมฆไปเพราะการเมืองที่บิดผัน


 

 

กระแส 1448 ก็มา

 

          ณ ช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตในระยะเริ่มต้น กลุ่มคนทำงานและNGO เริ่มมีการพูดถึง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1448(ป.พ.พ. 1448) ว่าควรจะไปแก้ไขกฎหมายแม่ตัวนี้เพราะมันเป็นต้นเหตุแห่งความไม่เท่าเทียมทั้งปวง อัญชนา สุวรรณานนท์ (อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม อัญจารี) เป็นคนแรก ๆ ที่พูดถึงกฎหมายตัวนี้ ณ ช่วงเวลานั้น
 

            ปี 2555อัญชนา สุวรรณานนท์ ได้รับเชิญจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นคณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เธอได้เสนอแนวคิดว่าเราควรจะไปแก้ ป.พ.พ. 1448กฎหมายแม่ตัวนี้โดยเทียบเคียงกับประเทศที่มีการแก้ไขกฎหมายสมรสเพื่อจะได้ไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ซ้ำไปซ้ำมา
 

            แต่วิธีคิดของเธอถูกปฏิเสธโดยคณะทำงานท่านอื่น ๆ ในกรรมาธิการฯ ด้วยเหตุผลว่า “มันแก้ยาก” ในขณะที่ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 11 ปีที่แล้วว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องยอมรับให้มีการแก้กฎหมาย มันฟังดูขัดแย้งกันมากระหว่างความคิดของข้าราชการในอดีตซึ่งมีวิสัยทัศน์กว่าข้าราชการปัจจุบันเสียอีก
 

            ในเวลาใกล้ ๆ กันงานวิจัยที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างของ ชวินโรจน์ ธีรพัชรพร ที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหา ป.พ.พ. ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงกันในหมู่นักเคลื่อนไหว  จนกระทั่งงานวิจัยของเขาปรากฏสู่สาธารณะเมื่อกลางปี 2560เนื้อหาหลักของของงานวิจัยชิ้นนี้มุ่งประเด็นไปที่การแก้ไข ป.พ.พ. 1448 ในชื่อหัวข้องานวิจัยว่า “สิทธิความเสมอภาคในการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย .. เมื่อนั้นกระแสการแก้ไข1448ก็จุดติดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับจุดไม้ขีดไฟ
 

            นักเคลื่อนไหวหลายคนต่างเริ่มมองเห็นว่า พ.ร.บ. คู่ชีวิต ไม่ตอบโจทย์เท่ากับการเข้าไปแก้ที่ ป.พ.พ. โดยตรงเพราะ ป.พ.พ. เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง  

 

          เหตุของปัญหาอยู่ที่ไหนก็ควรไปแก้ที่เหตุ การสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมาใหม่ก็เท่ากับสร้างปัญหาตัวใหม่ขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้น
 

         ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไม่กี่เดือน แนวคิดการแก้ไข ป.พ.พ. 1448 ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของนักเคลื่อนไหว LGBTIอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ แม้แต่ มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศอันเป็นองค์กรที่ทำงานสนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต มาโดยตลอดก็ยังเปลี่ยนทิศทางการทำงานหันมาสนับสนุนการแก้ไข ป.พ.พ.1448ไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมานี่เอง โดยศึกษาผ่านงานวิจัยของ ชวินโรจน์  ธีรวัชรพร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 

         และใครจะรู้ว่างานวิจัยของชวินโรจน์ยังได้รับรางวัล“วิทยานิพนธ์ดีมาก” จากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ไปเมื่อวันที่ 23พฤศจิกายน 2561ที่ผ่านมาใครยังไม่เคยอ่านรีบไปหาอ่านด่วน เป็นงานวิจัยที่มีความเข้มข้นหนากว่า500หน้าทีเดียว


 

แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ?

          คำถามในเวลานี้คือ ในเมื่อกระแสนักเคลื่อนไหวต้องการให้ไปแก้ ป.พ.พ.1448แต่สิ่งที่กำลังเป็นไปในเวลานี้คือ พ.ร.บ.คู่ชีวิต กำลังเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเหลือเพียง 44มาตรา ถ้าหาก พ.ร.บ. ตัวนี้ผ่านขึ้นมาจริง ๆ สิทธิที่ได้มาก็ดูอีหลักอีเหลื่อเต็มทน
 

          ในงานประชุม LGBT Family Meeting #1 จัดที่ All Day Hostel เมื่อ 19มกราคม ที่ผ่านมา มีคนเสนอว่า พ.ร.บ. คู่ชีวิตที่สู้อุตสาหะเขียนกันมาตั้งมากมายหลายมาตราแท้จริงแล้วเขียนเพียงมาตราเดียวก็พอ แค่เขียนว่า “คู่ชีวิตมีสิทธิ์ ศักดิ์ศรี และความเสมอภาคเท่าเทียมกับคู่สมรส”  เพียงบรรทัดเดียวเท่านี้ก็เท่ากับว่าคู่ชีวิตLGBTมีสิทธิทุกอย่างเสมอภาคเท่าคู่สมรสชายหญิง  งานนี้เล่นเอาคนที่มาร่วมงานถึงกับตะลึงถือเป็น พ.ร.บ.ที่สั้นกระชับและประหยัดกระดาษประหยัดเวลามาก
 

            นั่นอาจเป็นวิธีเร่งด่วนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ณ ช่วงเวลานี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนความยากง่ายก็อยู่ที่ทัศนคติของผู้มีอำนาจที่ไม่ยอมเปลี่ยนง่าย ๆ ต่างหาก
 

            ที่ได้ยินแล้วสะกิดใจไปกว่านั้นก็คือไม่มีใครทราบได้ว่าสภานิติบัญญัติจะหยิบ พ.ร.บ.คู่ชีวิตกำมะลอตัวนี้ขึ้นมาพิจารณาเมื่อไร เพราะ สนช. มี พ.ร.บ.ที่รอให้พิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก ก็แปลว่าเราจะรู้ว่ามันผ่านก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นข่าวแล้วนั่นเอง



บรรยากาศในงาน LGBT + Family Meeting #1 เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562
ที่ All Day Hostel   บางจาก

 

มันคือกลการเมือง

          ต้องอธิบายก่อนว่าทำไมสิทธิต่าง ๆ จำนวน 54มาตราของ พ.ร.บ.คู่ชีวิตจึงถูกตัดออกไป คนทำงานท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่าการที่สิทธิใน พ.ร.บ. คู่ชีวิตถูกตัดออกไปมากมายหลายข้อเพราะบางเรื่องไปอิงกับ “งบ” ที่รัฐจะต้องแบ่งสันปันส่วนมาให้แก่ผู้ประสบปัญหา
 

          ยกตัวอย่าง “สิทธิในสวัสดิการร่วมในฐานะคู่สมรส” แปลว่ารัฐต้องเพิ่มงบขึ้นมาเพื่อจัดสรรสิทธิให้กับคู่รักเพศเดียวกันหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นข้าราชการ เช่นเดียวกับคู่สมรสชายหญิงที่สามีเป็นข้าราชการภริยาก็ได้รับสิทธิในสวัสดิการร่วมในฐานะคู่สมรส พูดง่าย ๆ ก็คือรัฐไม่ต้องการแบ่งงบมาให้คู่รักเพศเดียวกัน แค่นี้ก็เข้าใจได้แล้วว่านี่เป็นกลการเมืองที่ฝ่ายมีอำนาจไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่งบก็มาจากภาษีของประชาชน ถ้าไม่เรียกว่ากลการเมืองแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ?


 

สิทธิแต่งงานบนความว่างเปล่า

          ในงาน LGBT Family Meeting เราได้พบคู่รักคู่หนึ่ง เธอและเขารับเด็กมาอุปการะ แต่สิทธิในการเป็นผู้อุปการะมีได้เพียงคนเดียว อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์เป็นผู้อุปการะร่วม หากในอนาคตฝ่ายที่เป็นผู้อุปการะเสียชีวิตไป อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีสิทธิ์ในตัวเด็กเพราะไม่มีกฎหมายมารองรับความสัมพันธ์ แม้จะอยู่ชายคาบ้านเดียวกัน แม้เด็กจะเรียก “ปะป๊า” เด็กก็ต้องกลับไปอยู่ภายใต้การดูแลของ “แม่ผู้ให้กำเนิด” หาก “ปะป๊า” ต้องการเป็นผู้ปกครองเด็กก็ต้องทำเรื่องขอเป็นผู้ปกครองเด็กกับแม่ผู้ให้กำเนิดอีกรอบ แล้วถ้าแม่ผู้ให้กำเนิดย้ายที่อยู่จนไม่สามารถติดต่อได้ หรือตายจากไปแล้วเรื่องคงอีรุงตุงนังน่าดู

          ที่แย่ก็คือ พ.ร.บ.คู่ชีวิตที่กำลังรอการพิจารณาฉบับนี้ไม่มี “สิทธิในการอุปการะเด็ก” และยังมีคู่รักอีกหลายคู่รักที่กำลังเผชิญปัญหาตรงนี้ ถึงแม้ พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับนี้จะผ่านออกมามันก็กลายเป็นแค่สิทธิบนความว่างเปล่า
 

 

กลุ่มศาสนากับการต่อต้าน พ.ร.บ.คู่ชีวิต

          ในขณะที่ พ.ร.บ.คู่ชีวิต กำลังมีปัญหา แต่ก็มีกลุ่มศาสนากลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาล่ารายชื่อต่อต้าน พ.ร.บ.คู่ชีวิต ขอสื่อสารไปยังกลุ่มศาสนาที่กำลังล่ารายชื่อต่อต้าน พ.ร.บ. ชุดนี้ว่าท่านไม่ควรวิตกกังวลไปกับกฎหมายตัวนี้เพราะจริง ๆ แล้วชาว LGBTI ก็มิได้แฮปปี้ไปกับกฎหมายตัวนี้ ถึงได้มาก็อย่าคิดว่าพวกเขาจะดีใจจนน้ำหูน้ำตาร่วงเพราะมันเป็น พ.ร.บ. ที่ว่างเปล่าราวกับอากาศ
 

            อีกทั้งกฎหมายชุดนี้มิได้มีเนื้อหามาตราไหนที่จะไปบังคับให้ท่านต้องจัดพิธีแต่งงานให้ชาว LGBTI การดำเนินชีวิตบนเส้นทางศาสนาของท่านก็ยังปกติสุข  ไม่มีใครไปละเมิดสิทธิในการไปโบสถ์ของท่าน ไม่มีใครไปบังคับให้ท่านต้องยุติการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ไม่มีใครไปบังคับให้ท่านต้องหันมารักเพศเดียวกันท่านมิได้สูญเสียสิทธิอะไรเลยจริง ๆ
 

            หรือหากท่านกังวลว่าศาสนิกชนของท่านจะจูงมือเพศเดียวกันไปจดทะเบียนคู่ชีวิต ท่านก็ไม่ควรกีดกันพวกเขาเพราะนั่นถือเป็นการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ท่านไม่ต้องกลัวหรือคิดแทนว่าพวกเขาจะตกนรก เพราะเส้นทางชีวิตของแต่ละคนเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องเลือกเดินด้วยตนเอง เหมือนกับที่ท่านตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางสายศาสนาก็ไม่มีใครไปบังคับท่านใช่หรือไหม ท่านจึงควรเรียนรู้ที่จะเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เลือกว่าเขาจะเดินเส้นทางไหน
 

          บางทีนรกอาจมีไว้ต้อนรับคนที่โกงกินบ้านเมือง นรกอาจมีไว้ต้อนรับคนที่ทำร้ายเบียดเบียนกัน นรกอาจมีไว้ต้อนรับคนที่โป้ปดมดเท็จ นรกคงไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่มีความรักและความจริงใจต่อกัน ความรังเกียจเดียดฉันท์ต่างหากที่จะนำพาคนไปสู่นรกและหายนะ
 

          ดังนั้น สิ่งที่ท่านควรกระทำในเวลานี้ก็คือหันมาสนับสนุนให้มีการแก้ไข ป.พ.พ.1448จะเป็นเรื่องดีที่สุด  เมื่อท่านสนับสนุนก็จะช่วยให้เพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนได้หลุดพ้นจากความทุกข์ มีชีวิตครอบครัวที่สุขสันต์และอบอุ่น ทำให้พวกเขามีศักดิ์ศรีของการมีชีวิต เมื่อคู่รักชายหญิงได้รับสิทธิจากการสมรสอย่างสมบูรณ์พูนสุขแล้ว ชาวLGBTIก็ควรได้รับสิทธิในชีวิตสมรสอย่างสมบูรณ์พูนสุขเช่นเดียวกัน เมื่อท่านเปิดใจมากขึ้นท่านก็จะพบกับความสุขมากขึ้น พระเจ้าก็จะอยู่ไม่ไกล

 

 

บทส่งท้าย พ.ร.บ. คู่ชีวิต

          ดังนั้น หาก พ.ร.บ.คู่ชีวิตจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น  เพราะมันแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย และเราไม่ควรเรียก LGBTIว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะการเป็นพลเมืองชั้นสองของพวกเขามิได้เกิดจากตัวของพวกเขาเอง หากแต่เกิดจากคนอื่นทำให้เขาเป็น
 

            พ.ร.บ. คู่ชีวิตฉบับนี้ น่าจะเหมาะกับ 100ปีที่แล้วมากกว่า มันไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันถึงแม้ประเทศไทยจะมีคู่รักเพศเดียวกันเพียงคู่เดียว หรือมีเพียงคนเดียว รัฐก็ต้องดูแลเอาใจใส่จัดสวัสดิการให้ ไม่ใช่รัฐเห็นว่าเขาไม่ใช่ชายไม่ใช่หญิงแล้วจะมาละเมิดสิทธิกันแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง เข้าใจไหม.

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
38862138