ข่าว
ให้ความรู้หญิงมุสลิม รู้จัก!มะเร็งเต้านม
ที่มา: ไทยรัฐ 7 สิงหาคม 2550

มะเร็งเป็นโรคร้าย เป็นแล้วรักษาหายยากส่วนมากรอวันตาย...การตรวจหามะเร็งในบางจุด ไม่ใช่เป็นเรื่องของแพทย์เท่านั้น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ยืนยันว่า มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่สามารถตรวจพบได้ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน ยังมีผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมมากเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งปากมดลูก และมักพบด้วยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่รุนแรง

จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทย รู้จักการตรวจ เต้านมด้วยตัวเองให้มากขึ้น

การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต...ในช่วง 5 ปี หลังจากพบว่าเป็นมะเร็ง และช่วยลดความทุกข์ ทรมานของโรค

“หากมีการกระจายของมะเร็งไปสู่อวัยวะอื่นๆ จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน และเจ็บปวดมากขึ้น”

ดร.หทัยรัตน์ แสงจันทร์ ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอก

ปัจจุบันถึงจะมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงตรวจเต้านมอย่างต่อเนื่อง แต่ พบว่าผู้หญิงบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดในการรับข้อมูลข่าวสารจากการรณรงค์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...กลุ่มผู้หญิงมุสลิม

สถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในประชากรภาคใต้ โดยโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่า แนวโน้มของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น จาก 14.8 คน ต่อ 1 แสนคน ในปี 2542 มาเป็น 16.1 คน ต่อ 1 แสนคน ในปี 2548

การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งถือเป็นช่วงอายุที่น้อยลง

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะที่ 2-3 แสดงให้เห็นว่า การตรวจเต้านม ในผู้หญิงภาคใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ยังมีการปฏิบัติอยู่น้อย

ดร.หทัยรัตน์ บอกว่า ผู้หญิงที่มาพบแพทย์ มักมีอาการก่อนจึงค่อยมารับการตรวจ ทำให้การรักษาล่าช้า และแน่นอนว่า...ผู้ป่วยต้องทนเจ็บป่วยทรมานมากขึ้น

เพื่อเป็นการแก้ปัญหา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สนับสนุนให้มีการทำวิจัยเรื่อง...การเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และการปฏิบัติการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีไทยมุสลิม

โดยใช้รูปแบบการสอนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ในชุมชนตัวอย่างตำบลฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

งานวิจัยชิ้นนี้ ทำขึ้นมาเพื่อหาสาเหตุ และข้อจำกัดที่ทำให้หญิงมุสลิมไม่สามารถเข้าถึงสื่อการรณรงค์ รวมทั้งหารูปแบบการให้ความรู้ที่ทำให้หญิงมุสลิมสามารถปฏิบัติการตรวจ เต้านมด้วยตัวเองได้

จากการเข้าไปศึกษาในชุมชนมุสลิม ทำให้ทราบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ ผู้หญิงมุสลิมไม่สามารถเข้าถึงสื่อการรณรงค์ได้ มีข้อจำกัดจากการปฏิบัติตามหลักศาสนา

โดยปกติ...ศาสนาอิสลามจะมีหลักเรื่องการปกปิดอวัยวะ โดยเฉพาะอวัยวะที่เป็นสื่อทางเพศ

แผ่นพับส่วนใหญ่ ที่ให้ความรู้เรื่องการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง และมะเร็งเต้านมมักมีรูปภาพของผู้หญิงเปลือยอก ทำให้ผู้หญิงมุสลิมไม่กล้าหยิบแผ่นพับมาอ่าน จึงไม่ได้รับข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

“ประกอบกับท่าทางของการตรวจเต้านมต้องมีการคลำ และเปิดเต้านมดูในกระจก หญิงชาวมุสลิมเกรงว่าการกระทำเช่นนี้อาจผิดต่อหลักศาสนา”

นอกจากนี้ วิถีชีวิตของชาวมุสลิมภาคใต้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ทำให้ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปกรีดยาง กว่าจะเสร็จงานก็กินเวลาไปถึงช่วงสายหรือเที่ยง

หลังจากนั้นจะต้องทำงานบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงลูก จึงไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ที่โรงพยาบาล หรือสาธารณสุข

“เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงกลุ่มหญิงมุสลิมมากขึ้น ได้จัดทำโปรแกรมการเสริมการรับรู้กับประชาชน ซึ่งเป็นการรณรงค์เชิงรุกให้ผู้หญิงในชุมชนมุสลิมมีการรับรู้และปฏิบัติการตรวจเต้านมมากขึ้น”

ในขั้นแรก จะอาศัยผู้นำศาสนา เป็นผู้ที่เปิดประตูการเรียนรู้และการปฏิบัติให้กับผู้หญิงในชุมชน

หากมีคำยืนยันจากผู้นำศาสนาว่า.. .กิจกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมเป็นกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ขัดต่อหลักศาสนา แล้วให้อาสาสมัครหญิงทำหน้าที่เป็น ผู้สื่อข่าว นำความรู้ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ ไปสื่อสารกับคนในชุมชนในรูปแบบของสื่อต่างๆ

อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีเนื้อหาของการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง นำแผ่นพับมาแปลเป็นภาษาที่ผู้หญิงในชุมชนเข้าใจได้ง่าย

รวมไปถึง สื่อประกอบการเรียนรู้ หรือ โมเดลเต้านม ที่มีสัมผัสเหมือนเต้านมจริง เพื่อให้รู้จักวิธีการคลำที่ถูกต้อง และสัมผัสถึงส่วนที่มี ความผิดปกติได้จริง เชื่อว่าจะทำให้การรณรงค์ได้ผลมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดการเข้าถึงคนในพื้นที่ ดร.หทัยรัตน์ บอกว่า การเข้าไปหากลุ่มหญิงมุสลิมในชุมชนจะเข้าไปในช่วงบ่าย เป็นเวลาที่ผู้หญิงจะมีการรวมกลุ่มพูดคุย และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน

“อาสาสมัครหญิงจะเข้าไปชวนคุย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจเต้านม เมื่อหญิงมุสลิมเริ่มมีการยอมรับ ทีมวิจัยจะให้ความรู้โดยการให้อ่านแผ่นพับที่จัดทำขึ้น และให้ฝึกคลำร่วมกัน”

กิจกรรมนี้ จะทำทุกเดือน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการคลำ ตรวจหามะเร็งเต้านม

การเก็บข้อมูลหลังจากจบโปรแกรมเสริมสร้างความรู้ไปแล้ว 3 เดือน พบว่า การรับรู้เรื่องการตรวจเต้านมตัวเองในผู้หญิงมุสลิมดีขึ้น ส่วนใหญ่ สามารถตรวจเต้านมด้วยตัวเองได้ และมีการปฏิบัติจริงทุกเดือน

เดิมมีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองร้อยละ 18 หลังร่วมกิจกรรมมีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองเพิ่มเป็นร้อยละ 92

แสดงให้เห็นว่า การสร้างการรับรู้ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมจะทำให้มีการรับร ู้และการปฏิบัติตามดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การติดตามผลกิจกรรมจะไม่จบอยู่ที่ 3 เดือนนี้เท่านั้น แต่จะมีการติดตามผลติดต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของกิจกรรม

ในอนาคต ทีมวิจัยมีแนวคิดว่า จะนำโปรแกรมนี้ไปใช้กับชุมชนมุสลิมอื่น เพื่อให้มีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างแพร่หลาย

“การตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรเริ่มทำตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยตรวจเต้านมทุกเดือน หลังจากหมดประจำเดือนไป 3 วัน”

ดร.หทัยรัตน์ แนะนำว่า การตรวจทุกเดือนจะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับเต้านม สามารถรับรู้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้

ผู้หญิงที่อายุ 35-40 ปี นอกจากตรวจเต้านมด้วยตัวเองแล้ว ควรเพิ่มการตรวจแมมโมแกรม หรือตรวจโดยแพทย์ ปีละ 1 ครั้ง

และผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรมบ่อยขึ้น
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
อยากให้โป้กว่านี้ครับ
pon
(9 สิงหาคม 2550  เวลา 12:36:22)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
18503452