ฅ.ฅนก้าวย่าง : คนทำงานและคนรอบข้างโครงการ
ก้าวย่างอย่างเข้าใจของภาคีเครือข่าย : โรงพยาบาลปะเหลียน
ก้าวย่างอย่างเข้าใจของภาคีเครือข่าย : โรงพยาบาลปะเหลียน
จำเนียร มานะกล้า
นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลปะเหลียน จ.ตรัง
ืโครงการที่เธอลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในอำเภอปะเหลียน อาจจะเป็นเหมือนแสงสว่างดวงเล็กๆ ในพื้นที่ แต่ก็เป็นความหวังที่โครงการฯ เองเฝ้ามองหามาเสมอว่า เมื่อไหร่จะมีหน่วยงานในพื้นที่เห็นความสำคัญของการทำงานเพศศึกษาและออกมายืนเคียงข้าง เพื่อร่วมไปในทางเดียวกันบ้าง
     จำเนียร มานะกล้า นักวิชาการสาธารณสุขประจำโรงพยาบาลปะเหลียน จังหวัดตรัง ก้าวเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายในโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจด้วยวิสัยทัศน์การทำงานเชิงรุก เพื่อหวังลดปัญหาที่เข้ามาสู่โรงพยาบาลของเธอ

     “จากปัญหาที่เจอ ก็คือ อำเภอเรามีอัตราเด็กวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปีมาฝากครรภ์สูงกว่าที่มาตราฐานที่กรมอนามัยตั้งไว้ว่าไม่เกิน ๑๐% แต่โรงพยาบาลกลับมีอัตราสูงถึง ๑๔% ก็มานั่งไล่ดูเพื่อหาสาเหตุปัญหา ก็พบว่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ของเด็กก่อนวัย ๒๐ ปีไม่ใช่ปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เป็นปัญหาในเรื่องความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันตัวเอง พี่ก็เลยไปขอคำปรึกษาจากครูที่อยู่ในโรงเรียน ก็มีคำแนะนำมาว่าลองไปดูโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจสิ พี่ก็เลยเข้าไปดูในเวบไซต์ เห็นบทความต่างๆ ที่สัมภาษณ์ครู สัมภาษณ์นักเรียน ก็เลยได้ความคิดว่า จริงๆ ช่องว่างอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนคือ นักเรียนมีความรู้ในเรื่องการคุมกำเนิดไม่ถูกวิธี พี่ก็เลยคิดว่าคงต้องร่วมมือกันทำงานระหว่างฝ่ายสาธารณสุขกับฝ่ายการศึกษาในพื้นที่ที่เรารับผิดชอบ ถ้าหากต้องการจะลดปัญหาการตั้งท้องของเด็กวัยรุ่นในอำเภอเรา ก็เริ่มศึกษาวิธีการทำงาน โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ของแพธ ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ไปคุยกับอาจารย์เพชรน้อย เพราะอาจารย์เป็นคนดูแลพื้นที่ภาคใต้ พอโทรไปหาอาจารย์ ก็บอกว่าที่ตรังมีผู้ประสานงานรับผิดชอบดูแลอยู่ คือ พี่แดง (จุรีพร มุนีโมไนย หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดกระบวนการเรียนรู้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดตรัง เขต ๑) นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นให้ได้มาทำงานร่วมกัน”

     จำเนียรร่ายยาวถึงที่มาที่ไปที่ให้เกิดโครงการที่เธอตั้งชื่อว่า โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้เพศศึกษาของภาคีเครือข่าย อำเภอปะเหลียน เมื่อถูกตั้งคำถามในเชิงหยอกล้อถึงความยาวของชื่อโครงการ เธอก็ย้อนกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มโดยชี้ให้ดูที่หน้าปกของคู่มือผู้จัดกระบวนการเรียนรู้รอบด้าน ซึ่งโครงการฯ ตีพิมพ์เผยแพร่ และเธอเพิ่งได้รับมาว่า “ก็ไม่ต่างจากของโครงการเท่าไหร่น่ะ”

     การทำโครงการนี้ มีโรงพยาบาลปะเหลียนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพ เพราะจำเนียรเห็นว่านี่คืองานในฝ่ายชุมชนและเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนของเธอเอง โดยโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นตัวกลาง จัดให้มีการอบรมในโรงเรียนในเครือข่าย ซึ่งเป้าหมายของเธอในปีแรกนี้ คือ โรงเรียนขยายโอกาสที่อยู่ในอำเภอปะเหลียน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของโรงพยาบาล

     “เด็กในโรงเรียนขยายโอกาสไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลความรู้พวกนี้ และเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนมาก พี่จึงอยากไปทำกับโรงเรียนกลุ่มนี้ก่อน”

     ในการทำโครงการฯ จำเนียรบอกว่าได้รับคำแนะนำและความร่วมมือจาก สพท. เขต ๑ ตรังเป็นอย่างดีในเรื่องของวิทยากรผู้มาทำหน้าที่อบรม และการวางแผนนำแผนการเรียนของก้าวย่างมาปรับใช้เป็นหลักสูตรสำหรับโรงเรียนขยายโอกาส

      “เราใช้กระบวนการแบบเดียวกับที่ก้าวย่างทำกับครูเลยนะ คือหลังจากอบรมแล้ว ในวันสุดท้ายก็ให้ครูกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอและสถานีอนามัยช่วยกันวางแผนตารางสอนว่า ในคาบใดบ้างที่จะให้ฝ่ายของสาธารณสุขไปสอนในโรงเรียน ซึ่งตอนนี้ ที่ทำมาและดูจากแผนของก้าวย่าง เราก็ได้ว่าในหนึ่งเทอม เจ้าหน้าที่จากฝ่ายสาธารณสุขจะลงไปช่วยสอน ๓ แผนด้วยกันให้กับชั้น ม ๑ ถึง ม ๓ คือแผนที่ว่าด้วยเรื่องการคุมกำเนิดแบบต่างๆ แล้วก็เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยทางฝ่ายครูในแต่ละโรงเรียนจะเป็นคนประสานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของตัวเองโดยตรง แล้วก็จะมีศึกษานิเทศก์ลงไปช่วยติดตามดูการสอนเป็นครั้งคราวเช่นกัน หน้าที่ของโรงพยาบาลก็คือ การสร้างเวทีให้เกิดการทำงานร่วมกันโดยโรงพยาบาลออกงบประมาณให้ในการอบรมและการติดตาม”

      โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ ซึ่งริเริ่มโดยโรงพยาบาลปะเหลียนนี้ เพิ่งดำเนินการเมื่อปี ๒๕๕๐ และมีระยะเวลาดำเนินงาน ๑ ปี แม้จะเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน แต่จำเนียรก็เห็นถึงจุดอ่อนของการทำงานในเชิงรุกกับสถานศึกษาว่าข้อต่อสำคัญนั้นอยู่ที่ผู้บริหาร

      “หลายโรงเรียนนะที่มาอบรมกับเรา แต่เขาไม่สามารถกลับไปสอนได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้บริหารไม่สนับสนุน ในปีต่อไป พี่ก็คิดว่าจะเน้นการเข้าหา ทำความเข้าใจกับผู้บริหารให้เห็นความสำคัญและร่วมมือกับเรา ซึ่งเรื่องนี้พี่แดงก็รับปากว่าจะช่วยไปกระตุ้นให้อีกแรง เพราะในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของโรงเรียนที่ผ่านการอบรม ซึ่งเราจัดไปเมื่อเดือนมีนาคม ก็มีเสียงสะท้อนว่าโครงการนี้แนวคิดดี แตในการทำงาน ยังไม่สามารถลงไปทำได้อย่างเต็มกำลังในพื้นที่ อาจจะด้วยจังหวะของการทำโครงการนี้ช้าไปนิด เพราะเราเริ่มอบรมตอนที่โรงเรียนเขาจัดตารางสอนกันไปแล้ว”

     เมื่อถามถึงความคาดหวังของโครงการนี้ว่าจะไปให้ถึงที่ใด จำเนียรบอกว่าในปีแรกขอเพียงได้สร้างเวทีให้ภาคีระหว่างสองหน่วยงานคือสาธารณสุขกับการศึกษาได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายของเธอแล้ว ส่วนสิ่งที่เธอวางแผนในปีต่อไปคือ การมีหลักสูตรเพศศึกษาที่เป็นของโรงเรียนขยายโอกาสโดยเฉพาะ

     “อยากฝากทางก้าวย่างที่เป็นต้นแบบว่า ลองช่วยพัฒนาหลักสูตรสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสเพิ่มได้ไหม เพราะเด็กในโรงเรียนเหล่านี้แหละที่ส่วนใหญ่ตั้งท้องเร็วมากแต่อายุยังน้อย และอยากขอวิทยากรมาช่วยหากทางโรงพยาบาลปะเหลียนจะจัดอบรม เพราะพี่วางแผนไว้แล้วว่า ยังไงจะทำโครงการฯ นี้อย่างต่อเนื่องไปอีกสามปี พี่ก็หวังนะว่าพอเข้าปีที่สามแล้ว เราจะได้เห็นว่าตัวเลขของวัยรุ่นที่มาฝากท้องและมาอายุต่ำกว่าเกณฑ์ลดลงไปจากปีนี้”

     ภาพที่จำเนียรตั้งไว้กับโครงการที่เธอลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในอำเภอปะเหลียน อาจจะเป็นเหมือนแสงสว่างดวงเล็กๆ ในพื้นที่ แต่ก็เป็นความหวังที่โครงการฯ เองเฝ้ามองหามาเสมอว่า เมื่อไหร่จะมีหน่วยงานในพื้นที่เห็นความสำคัญของการทำงานเพศศึกษาและออกมายืนเคียงข้าง เพื่อร่วมไปในทางเดียวกันบ้าง

     เมื่อได้พบกับจำเนียร มานะกล้า ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาของเยาวชนโดยเริ่มจากต้นตอ ก็ทำให้รู้ว่าฝันนั้นไมได้ล่องลอย หรือไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
สวัสดีค่ะ  เคยไปรักษาที่นั้นแต่ พยาบาลที่นั้น บางคนบริการดี แต่บางคนแย่มากที่สุด
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร  พูดหยาบ มาก บริการเเย่ด้วย รู้ว่าเป็นเอกชนแต่บริการไม่ดีเลย

จึงทำให้เรารู้สึกติดลบในความคิดนะ
ประชาชน
(17 มกราคม 2555  เวลา 10:30:43)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
17278392