ข่าว
หนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา
ที่มา: มติชน 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โดย ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการศึกษา เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังไปทั่ว ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ต่างประเทศก็ชื่นชมความกล้าหาญ นักการเมือง นักการศึกษา นักพัฒนา ต่างตั้งความหวังว่าการศึกษาไทยจะดีขึ้น จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้สูงขึ้น ระบบการศึกษาไทยจะไม่ด้อยกว่าต่างประเทศ เด็กไทยจะเก่งทั้งภูมิปัญญาไทย และภูมิปัญญาสากล การปฏิรูปการศึกษาไทยได้รื้อเกือบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความหวังจะสร้างภาพใหม่ มีบางคนกล่าวว่าสิ่งที่ไม่ถูกรื้อไปก็คงเป็นเพียงตึกรามเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใหม่ ภายใต้โครงสร้างใหม่ ระบบบริหารใหม่ หลักสูตรใหม่กับความสับสนวุ่นวายต่างๆ ดำเนินไปได้หนึ่งทศวรรษ ผลการประเมินปรากฏว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย และหลายอย่างถอยหลังไปจากเดิม ที่ดีขึ้นคือมีตำแหน่งต่างๆ เกิดมากขึ้นที่ถอยลงชัดเจนคือคุณภาพการศึกษา

รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เรื่อง "สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา" ปรากฏชัดเจนว่าคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมานี้ลดลง คะแนนผลการทดสอบต่างๆ ลดลงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าเด็กไทยมีความรู้น้อยลง ถ้าเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาคือการยกระดับคุณภาพ ดังที่กล่าวย้ำกันอยู่เสมอๆ การปฏิรูปการศึกษาก็ล้มเหลว กล่าวอย่างนี้ดูจะรุนแรงเกินไปแต่ก็มีหลายคนกล่าวไว้เช่นนี้ มีกระบวนการศึกษาวิเคราะห์กันมากกว่าเหตุใด การศึกษาไทยจึงไปไม่ถึงเป้า ทั้งที่ทุกฝ่ายได้ทุ่มเทลงทุนอย่างมหาศาล บทสรุปก็มักจะเป็นกำปั้นทุบดิน หลายคนโทษหลักสูตรไม่ดี สื่อการสอนไม่ดี ผู้บริหารไม่สนใจ ครูไม่มีจิตวิญญาณ ครูไม่ทำตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษา ครูยังสอนแบบใหม่ไม่เป็น ครูไม่สอนให้คิด ครูไม่มีความรู้ จึงมีผู้คิดว่าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ ต้องสร้างครูพันธุ์ใหม่ ครูที่เก่ง ครูที่ดี ครูที่มีจิตวิญญาณ ต้องผลิตครู 5 ปี โดยคิดว่าถ้าให้ครูเรียนเพิ่มอีก 1 ปี จะได้ครูที่ดีขึ้น เคยตั้งข้อสงสัยว่าจริงหรือ ถ้าจริงในโลกนี้เขาคงผลิตครู 5 ปี กันไปหมดแล้ว

เห็นด้วยว่าคุณภาพการศึกษาไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจแต่ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปทั้งหมด ถ้าวิเคราะห์คะแนนการวัดและประเมินให้ดีจะพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ทำคะแนนได้น้อย แต่มีไม่น้อยที่ทำคะแนนได้สูง ถ้าเอาผลการแข่งขันโอลิมปิควิชาการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นตัวชี้วัด ก็จะเห็นว่าเด็กไทยเก่งและเก่งไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่ถ้าเอาค่าคะแนน วัดประเมินผลระดับชาติหรือเอ็นที เป็นตัวชี้วัด เด็กไทยไม่เก่ง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลคือการแข่งขันโอลิมปิควิชาการเราคัดคนเก่งๆ ไปแข่ง มีการฝึกอย่างเข้ม แต่คะแนน เอ็นทีสอบทั้งประเทศ ทั้งคนเก่งและไม่เก่ง แต่ถ้าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 50 แสดงว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่เก่ง เด็กไม่เก่งฉุดคะแนนเด็กเก่งให้ลดลง

ถ้าดูคะแนนให้ใกล้เข้าไปอีกจะพบว่า ความห่างระหว่างเด็กเก่งกับไม่เก่ง คือคะแนนสูงกับคะแนนต่ำห่างกันมาก และห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป แปลว่าเด็กเก่งก็เก่งเพิ่มขึ้น เด็กอ่อนก็อ่อนมากขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ความผิดจะโทษว่าครูสอนไม่ดีก็คงไม่ได้ น่าจะมาจากสาเหตุอื่น หรืออย่างนี้ต้องมีตัวแปรอื่น นอกจากครูเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตัวแปรอื่นก็คือขนาดของโรงเรียนนั่นเอง เด็กโรงเรียนเล็กทำคะแนนได้น้อย

ผู้เขียนเคยไปเยี่ยมโรงเรียนในชนบทมาแล้วทุกภูมิภาคของประเทศ แม้จะพ้นจากหน้าที่ราชการแล้วก็ยังไปอยู่เป็นประจำ ไปแล้วก็พบเสมอว่าโรงเรียนในชนบทมีขนาดเล็กลงมาก โรงเรียนชานเมืองก็มีขนาดเล็กลง หลายคนคิดว่าเป็นเพราะประชากรรุ่นใหม่ลดลง นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ จะว่าคนชนบททิ้งถิ่นเข้าไปทำกินในเมืองใหม่ก็ไม่ใช่ เพราะหลายคนไปแต่ตัวทิ้งลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง เหตุที่โรงเรียนรอบนอกเล็กลงเพราะการคมนาคมดีขึ้น คนมีความรู้มากขึ้น รู้จักเลือกโรงเรียนให้ลูกหลาน ที่เคยหาโรงเรียนใกล้บ้านเดี๋ยวนี้โรงเรียนใกล้บ้านไม่สำคัญ เขามีรถรับ-ส่ง เขาหาโรงเรียนที่ดีให้ลูกซึ่งก็มักเห็นว่าโรงเรียนดีคือโรงเรียนในเมือง เดี๋ยวนี้โรงเรียนในเมืองทั้งของรัฐและเอกชนมีคนนิยมมากขึ้น ขณะที่โรงเรียนรอบนอกเล็กลงๆ บางโรงเรียนเหลือเด็กไม่ถึง 20 คน เมื่อก่อนเราสร้างโรงเรียนใกล้บ้าน บางตำบลมีถึง 5-6 โรงเรียน เดี๋ยวนี้โรงเรียนในตำบลกลายเป็นปัญหาไม่มีเด็กเรียน โรงเรียนมีเด็ก 20 คน ชั้นหนึ่งก็มีเด็กไม่ถึง 10 คน ที่เคยเห็นมีชั้นละ 4-5 คนก็มีจะจัดครูให้ชั้นละ 1 คน ก็คงไม่ได้ จึงพบเป็นประจำว่าครูคนหนึ่งสอน 2-3 ชั้น หลายคนบอกว่าทำได้แต่จะได้ดีคงยาก คุยกับครูพบว่าการสอนแบบนี้ทำให้มีคุณภาพยากมาก สอนแค่อ่านออกเขียนได้ทำเลขเป็น ก็หนักหนาสาหัสแล้ว

อีกประการหนึ่งเด็กโรงเรียนเล็กๆ ล้วนเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน คนที่มีฐานะในชุมชน ในหมู่บ้านต่างอุ้มลูกขึ้นรถส่งเข้าเรียนในเมืองหมด ผู้คนที่มีฐานะในชุมชนเมื่อลูกไม่ได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้านก็ให้ความสนใจโรงเรียนลดลง ที่หวังให้โรงเรียนเป็นของชุมชนเลยนั้นเป็นได้ส่วนเดียวคือเป็นของคนชุมชนที่ยากจนที่ไม่มีปัญญาจะช่วยโรงเรียน เมื่อเป็นเช่นนี้ ครูก็ไม่ค่อยมีกำลังใจสอน ผู้ปกครองไม่ค่อยสนใจโรงเรียน ผลการเรียนเด็กก็เลยลดลงๆ ถ้าต้นตอใหญ่ของปัญหาอยู่ที่โรงเรียนมีขนาดเล็กเกินไป วิธีแก้ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ผู้เขียนเคยไปเยี่ยมที่ตำบลวังน้ำคู้ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่มีโรงเรียนประถมศึกษาถึง 5 โรง ทุกโรงเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กับโรงเรียนปรึกษากันแล้วเห็นชอบให้นำเด็กมาเรียนรวมกัน โดยใช้ที่ใหม่ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำตำบล แต่มีเด็กเรียนน้อยจึงมีที่ว่างอยู่ อบต.จัดพาหนะรับ-ส่งนักเรียนจากบ้านมาเรียนรวมกัน ระยะทางที่ไกลสุดก็เพียง 3-4 กม. ครูก็มาสอนรวมกัน ปัญหาจากเดิมที่ครูไม่พอ คุณภาพการศึกษาไม่ดีก็เปลี่ยนไป เป็นครูพอชั้น นักเรียนเรียนได้สนุกสนานมากขึ้น โรงเรียนกับประชาชนใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนชื่นชมความตั้งใจของนายก อบต. และเสนอแนะว่าทำไมไม่ยุบรวมให้เป็นโรงเรียนเดียวเสียเลย คำตอบคือแค่นี้ก็ลำบากพอแล้ว ทำนานๆ เข้าผู้บริหารก็ชักนึกเสียดาย อยากเอากลับไปโรงเรียนเดิม ถ้าแยกกันได้กลายเป็นโรงเรียนเล็กอีก เคยไปเยี่ยมมาสองครั้ง คาดหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น กลับเห็นทีท่าจะท้อถอย แสดงว่าแรงหนุนอาจยังน้อยไปไม่เพียงพอ

คิดว่าทางแก้เรื่องคุณภาพการศึกษาที่สำคัญที่อยากเรียกร้องให้ ศธ.ให้ความสนใจคือการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ใครๆ ก็ชื่นชมโอท็อป หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ถ้าจะลองเอาความคิดนี้มาใช้เราควรคิดเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียน ยุคนี้หนึ่งตำบลมีหนึ่งโรงเรียนน่าจะเพียงพอแล้ว แต่ต้องทำโรงเรียนให้ดีสร้างโรงเรียนใหม่ทำให้พร้อมที่ศูนย์กลางของชุมชนตำบล แล้วให้โรงเรียนมีรถรับ-ส่งนักเรียน เป็น School Bus ของตำบล เอาไว้รับเด็กชายขอบตำบลที่อยู่ห่างโรงเรียน เด็กส่วนใหญ่คงเดินมาเรียนได้ตามปกติอยู่แล้ว เมื่อสร้างโรงเรียนใหม่แล้วก็ยุบโรงเรียนเล็กๆ เสียเท่านี้เองจะแก้ปัญหาได้หมด อาจมีปัญหาการต่อต้านเรื่องการยุบตำแหน่งผู้บริหารซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่เท่าไรถ้าชี้แจงกันให้เข้าใจ อาจมีปัญหาเรื่องประชาชนแต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือด้วยดี เพื่อการศึกษาที่ดีของลูกหลานเขา

เขียนถึงตรงนี้คิดว่าเรื่องกระจายอำนาจให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้า ศธ.ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าคิดว่าโรงเรียนเป็นของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นของส่วนรวมที่จะต้องช่วยกัน เหมือนที่เห็นที่วังน้ำคู้เป็นตัวอย่าง ทุกอย่างก็จะไปได้สวย ไม่ต้องเสียเวลาสร้างครูพันธุ์ใหม่กันต่อไปอีก

อยากประกาศว่ามาคิดทำหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษากันเถิด
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19046060