ข้ามเส้น
รักนวลสงวนตัว...แล้วยังไง ?
รักนวลสงวนตัว...แล้วยังไง ?
 
โดย ณัฐยา บุญภักดี คอลัมน์คิดต่างอย่างผู้หญิง นสพ.โลกวันนี้ 

          ่ไม่ได้ต้องการกวนโมโหคนอ่านนะคะ แต่ดิฉันเริ่มเชื่ออย่างจริงจังมากขึ้นว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในสังคมไทยควรหันหน้ามาคุยกันอย่างจริงจังเรื่องนี้ และแน่นอนว่าย่อมมีคนที่คิดต่างจากเรา ไม่ใช่เรื่องต้องมาเข่นฆ่ากันให้ตาย แต่เป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อรับฟังซึ่งกันและกัน ฟังกันไปเพื่ออะไร? ก็เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น เอาแค่มากขึ้นแต่ไม่ต้องเข้าใจกันลึกซึ้งก็ได้ เอาแค่ เข้าใจกันในปริมาณที่มากพอจะทำให้เรื่องที่เป็นปัญหามันขยับเขยื้อนเคลื่อนลดลงไปได้ั

 

          ดิฉันกำลังพูดถึงเรื่องเวลา (และองค์ประกอบ) ที่เหมาะสมของการมีเซ็กส์ค่ะ เพราะเบื่อที่เราเอาแต่ ยกย่องแนวคิด “รักนวลสงวนตัว” จนลืมไตร่ตรองว่า แท้จริงแล้วมันหมายความว่าอย่างไร (เชื่อได้ว่ามีมากกว่าหนึ่งความหมายแน่นอน) และความหมายไหนกันที่มันจะทำให้สังคมเรามีปัญหา น้อยลง แต่ก็แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเราทั้งหมดมองเห็น “สิ่งใด” เป็นปัญหาด้วยเหมือนกัน

 

          เรื่องที่สะกิดใจดิฉันให้ต้องมาคิดทบทวนว่ารักนวลฯ คืออะไรกันแน่ ดีจริงหรือ ดีอย่างไร และดีสำหรับใครก็คือข่าวเล็กๆ ก่อนหน้าวันลอยกระทงที่ว่าฝ่ายตำรวจเตรียมระดมสรรพกำลังเพื่อสอดส่องป้องปรามไม่ให้วัยรุ่นเข้าไปใช้บริการโรงแรมม่านรูด ข่าวนี้ทำให้ต้องมานั่งนึกว่า เออ...หนอ สังคมที่เราอยากได้คืออะไรกันแน่ ? ถ้าดูจากข่าวนี้และทิศทางที่พึงปรารถนาในแง่ชีวิตทางเพศ ของคนไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนเราต้องการให้ทุกคนไม่มีเซ็กส์ แล้วรอจนกว่าจะแต่งงานถึงจะมีเซ็กส์ ???

 

          แต่เราจะคิดอย่างไรในเมื่อเรามีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การแต่งงานมันไม่ได้ทำให้คนมีความสุขความปลอดภัยในเรื่องเพศ (ยังคงถูกข่มขืนได้ ยังคงติดโรคติดเอดส์ได้ ยังคงท้องไม่พร้อม ยังคงทำแท้ง ยังคงทิ้งเด็ก ...) เราจะทำอย่างไรกับความจริงของชีวิตที่ในทุกสังคมทั่วโลกมีคนที่มีเซ็กส์ก่อนแต่งเต็มไปหมด (อาจรวมตัวเราและคนที่เราชื่นชมอยู่ด้วยก็ได้!) เราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ถ้าเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพ่อบุชแห่งอเมริกาว่าที่ตะแก่สนับสนุนแต่โครงการหว่านล้อมให้วัยรุ่นงดมีเซ็กส์นั้น เอาเข้าจริงมันส่งผลให้วัยรุ่นตอนปลายและวัยหนุ่มสาวติดโรคและท้องไม่ตั้งใจกันบานตะไท (เพราะพี่แกตัดงบเรื่องเพศศึกษาและถุงยางอนามัยเสียโกร๋นหมด)

 

          และเราจะว่ายังไงถ้าเราได้รู้ว่ามันมีตัวอย่างจากอีกหลายประเทศทั่วโลกที่พบว่าอัตราการ ติดเชื้อเอดส์ของวัยรุ่นลดลงได้เพราะผสมผสานโครงการต่างๆ ทั้งการชะลอการมีเซ็กส์ของวัยรุ่นเอาไว้ก่อน แต่ไม่จำเป็นต้องหลังแต่งงาน กับการรณรงค์ให้ทั้งสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเรื่องเพศ โดยแทนที่จะวนเวียนสนใจอยู่แค่เรื่องอยู่ก่อนแต่งหรือแต่งก่อนอยู่ เรื่องซิงหรือไม่ซิง ก็หันไปเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศให้มันเป็นไปในทิศทางของความ ปลอดภัยและความสมัครใจมากขึ้น หมายความว่าถ้าจะมีเซ็กส์ก็ต้องมีเพราะพึงพอใจที่จะมี ไม่ใช่ถูกบังคับหรือหว่านล้อม มีความรู้ว่าจะมีเซ็กส์อย่างไรให้ปลอดภัยจากของแถมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การลดจำนวนคนที่เรามีเซ็กส์ด้วยก็เป็นวิธีการลดความเสี่ยงอย่างหนึ่ง การใช้ถุงยางทุกครั้งหรือบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่ก็ช่วยลดความเสี่ยงให้ตัวเองได้อย่างมหาศาล แต่เรื่องถุงยางก็ยังเป็น เรื่องพูดยากสำหรับคนไทย เพราะฝังหัวกันไว้เสียแล้วว่าเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ดี ผู้หญิงไทยจึงไม่พกถุงยาง ส่วนผู้ชายไทยจะพกก็ได้ ไม่พกก็ไม่มีใครว่าอะไร สุดท้ายเราจึงมีปัญหาใหญ่ อย่างที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาให้ข่าวเมื่อหลายวันก่อนว่า
ตอนนี้วัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ติดเอดส์มากกว่ากลุ่มอายุอื่น แถมมีอัตราเร่งที่ว่องไวสมวัยเสียด้วย สรุปว่ามาตรการประเภท “รักนวลฯ เถอะลูก” “ชมรมรักษ์ไข่แดง” หรือเอาตำรวจไปนั่งเฝ้าม่านรูด น่าจะไม่ช่วยอะไรเสียแล้ว ถ้าขืนยังทำต่อไปเรื่อยๆ มีหวังว่าในอนาคตเราคงต้องอยู่ในสังคมที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง การรังเกียจรังงอนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในวันนี้ ก็จะยิ่งทำให้ตัวเราเองหรือลูกหลานในวันข้างหน้าของเราที่อาจจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดเอดส์ ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากแค้นใจก็เป็นไปได้

 

          ดิฉันไม่ได้คิดจากมุมมองด้านลบ แต่เห็นของจริงจากประสบการณ์ของเพื่อนหลายคนที่ในวันนี้ต้องเป็นหม้ายแถมตัวเองก็ติดเชื้อเอดส์ บางคนยังมีลูกเล็กที่ต้องดูแลและยังไม่แน่ว่าลูกจะติด ด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายคนในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวยิ่งกว่าดิฉันเองเสียอีก แต่ก็มาเจอกับสามีคนแรกและคนเดียวของชีวิตนี่แหละค่ะ คนหนึ่งถึงกับเขียนประวัติชีวิตของตัวเองไว้ว่า เกิดในครอบครัวเชื้อสายจีนที่พ่อแม่เชื่อว่ามีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้า เพื่อนบอกว่า “ฉันก็ปฏิบัติตัวเป็นส้วมชั้นดี สะอาด ไร้กลิ่น” มีเซ็กส์ครั้งแรกตอนอายุ ๒๘ เมื่อแต่งงานกับคนที่รักกันมาหลายปี แถมก่อนแต่งก็พากันไปตรวจเลือดก่อนแต่งอีกต่างหาก เพราะต้องการให้มั่นใจว่าสุขภาพดีกันทั้งคู่ก่อนเริ่มต้นชีวิตครอบครัว แต่สิ่งที่เพื่อนไม่รู้ในเวลานั้นก็คือ ถ้าบอกคุณหมอคุณ พยาบาลว่าขอตรวจเลือดโดยไม่บอกเจาะจงไปเลยว่าตรวจเอชไอวีหรือเอดส์ เขาก็จะไม่ตรวจเรื่องนี้ให้ ผลการตรวจเลือด (ซึ่งไม่ได้ตรวจเอชไอวี) ก็ออกมาว่าสุขภาพแข็งแรงดีทุกอย่าง ก็จัดพิธี แต่งงานกันใหญ่โต ปีถัดมาก็ท้อง พอท้องได้สี่เดือน เพื่อนก็ไปฝากท้อง คราวนี้โรงพยาบาลตรวจเอชไอวีให้โดยไม่ต้องขอ เจอว่ามีเชื้อเอชไอวี เพียงเท่านี้เธอบอกว่ารู้สึกว่าชีวิตพังลงต่อหน้าต่อ ตา คิดออกอย่างเดียวว่าต้องทำแท้ง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ต่อมาไม่ถึงปีสามีก็ตาย ทุกวันนี้ลูกโตจนกว่าสิบขวบแล้ว ทั้งแม่และลูกยังคงใช้ชีวิตตามอัตภาพในสังคมที่ยังรังเกียจผู้มีเชื้อเอชไอวี นึกต่อเอาเองนะคะว่าสภาพชีวิตของสองแม่ลูกนี้จะเป็นอย่างไร

 

          ดิฉันเล่าให้ฟังเพราะอยากให้เราใช้ความกล้าและความตรงไปตรงมากันให้มากขึ้น อย่ามัวแต่ทำให้ตัวเองดูเป็นคนดีมีอิมเมจด้วยการพูดแต่สิ่งที่เป็นอุดมคติ เป็นค่านิยม โดยไม่มองว่าปัญหาต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นนั้น มันเป็นของจริงนะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องมองมันอย่างที่มันเป็นจริง มองอย่างเป็นจริงก็คือมองให้เห็นว่าอะไรเกิดขึ้น มันเป็นผลมาจากอะไร และมันส่งผลต่อไปเป็น อะไรอีก แค่มองให้เห็นตามจริงก่อนโดยไม่ต้องไปตัดสินถูก ผิด ดี เลว เพราะการตัดสินคุณค่ามันเหมือนการพิพากษาคนอื่น โดยไม่ได้ช่วยทำให้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่มันดีขึ้นกว่าเดิมเลย และที่สำคัญ มันตลกนะที่เราพยายามเอาอุดมคติมาแก้ไขปัญหาจริงของชีวิต มันผิดฝาผิดตัว และทำให้เราจมจ่อมอยู่ในสังคมที่เรารู้สึกว่ามันมีแต่จะเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ และจนในที่สุดแต่ละคนก็หาทางออกเล็กๆ ให้ตัวเองด้วยการหาความสุขใส่ตัวและให้เหตุผลว่าก็ชั้นช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก เธอทำตัวเธอเองนี่ ! ราวกับว่าทุกคนที่อยากเป็น “คนดี” ตามอุดมคติของสังคม สามารถกลายร่างเป็น “คนดี” ได้ในพริบตา ถ้าได้อย่างนั้นจริงๆ ก็นิยายแล้วล่ะค่ะ

 
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
เดี้ยนเห็นด้วยคร้า
คุณมาลินี
(25 มกราคม 2552  เวลา 11:33:39)
ความคิดเห็นที่ 4
หลังจากที่ได้อ่านความคิดเห็นของคุณคนเขียนแล้วมีความเห็นด้วยค่ะว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคมปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันต้องอย่าลืมว่าคำโบราณของคนสมัยก่อนที่สั่งสอนให้รักนวลสงวนตัวก็ยังสามารถนำมาปรับใช้และเป็นจริงได้ในยุคสมัยใหม่ขณะนี้นะคะเพราะดิฉันคิดว่าการสั่งสอนหรือการกระทำดังกล่าวเปรีบบเสมือนการล้อมคอกก่อนวัวหายไม่ใช่หรือค่ะ..????

เราตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อปัองกันไม่ให้ไฟมันลุกลามจนยากเกินกว่าจะดับได้
ซึ่งมีผลที่เห็นชัดเจนว่าถ้าจะสังเกตจากปัญหาวัยรุ่นเรื่องเพศสมัยก่อนไม่ได้มีมากมายจนเป็นเรื่องที่เคยชินเหมือนในปัจจุบันนะคะ
คุณแตกต่าง
(9 สิงหาคม 2550  เวลา 16:55:19)
ความคิดเห็นที่ 3
รักนวลสงวนตัว  ใช้ได้ทุกสมัย
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้มากแค่ไหน
อย่าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยง
รู้จักมองและคบคนที่เค๊ามีความจริงใจ  กล้าเปิดเผยตัวเอง
เชื่อเถอะว่าคนดีๆมีมากกว่าที่เราคิด
บัวชมพู
(6 กรกฎาคม 2550  เวลา 16:16:14)
ความคิดเห็นที่ 2
วันนี้มองเด็กๆแล้วก็ปลงๆค่ะ ไปเดินที่แถวๆตรงข้ามเดอะมอล งามวงศ์วาน เด็กนักเรียนอายุนิดเดียว คงแอบผู้ปกครองมาเปลี่ยนเสื้อจะไปเที่ยวกัน บางคนเอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มารัดหน้าอก แทนเสื้อด้วยซ้ำ คงนึกว่าสวย น่ากลัวจัง สังคมฟอนเฟะมากไปแล้ว  ดูตัวเองคงแก่กว่าเด็กพวกนี้สักสิบห้าปีได้ สังคมเป็นงี้เด็กดีๆกลายเป็นมีปมด้อย เหมือนว่า ต้องแข่งกันมีแฟน แข่งกันโชว์ แข่งกันหน้าด้านไงไม่รู้ค่ะ สงสารเด็กดีๆ น้องๆที่ทำตัวดีอยู่แล้ว ก็อย่าไปสนใจนะคะ อย่าเอาอย่างเพื่อนที่ไร้อนาคตพวกนี้ อนาคตยังอีกไกล คิดว่าอยากแต่งดูบ้างก็สอบเข้ามหา'ลัยให้ได้ก่อนแล้วกัน อายุถึงแล้วอยากแต่งไรคงไม่มีใครไปว่า แล้วน้องๆโตมาจะรู้เองว่ามันไม่ได้สวยเลย ออกจะทุเรศและะน่าเกลียด เราเป็นผู้หญิงนะคะ ไม่ใช่ตัวอะไร พี่คิดว่าเมื่ออยู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้วน้องจะไม่อยากใส่เองแหละ
Nicky
(23 มิถุนายน 2550  เวลา 23:03:35)
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยครับ ผมว่าเราควรมองเรื่องความปลอดภัย (save sex) กับเวลาที่เหมาะสมทั้ง 2 ฝ่ายดีกว่าครับ  ถ้าไม่นับเรื่องโรคติดต่อ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ก็ลำบากเหมือนกันครับ  ผมได้หลานเพราะเรื่องนี้  แรก ๆ พ่อแม่ผมก็โกรธพี่สาวผมมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ครับ ตอนนี้หลานขึ้นป.5 แล้ว ส่วนแฟนเลิกกันเพราะผู้ชายไม่รับผิดชอบ คืออยากจะบอกว่า ปัญหาที่มีทุกอย่างต้องใช้เวลา แล้วมันจะดีขึ้นครับ  
คุณโจ้
(28 พฤษภาคม 2550  เวลา 10:58:44)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19904135