สาระสารพัน : บทความจาก teenpath
โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน...เป็นจริงได้ไหม

          พาดหัวข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาของโครงการติดตาม สภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด หรือ Child Watch ที่แถลงผลสำรวจเด็กไทยกับ ๑๐ สถานการณ์เด่น ในรอบปี ๒๕๕๑ มีอยู่ข้อหนึ่งที่เขย่าความสนใจผู้เขียนอย่างมาก คือ เด็กไทยไม่ชอบไปโรงเรียนมากขึ้น ผู้เขียนจึงลองนั่งอ่านกระทู้ในเวบไซต์ที่เป็นเสมือนสยามสแควร์ของวัยรุ่นไทยในเรื่องเบื่อโรงเรียน พบว่า เหตุผลที่ถูกเขียนมากที่สุดเกี่ยวกับการเบื่อโรงเรียน คือ

          หนึ่ง ขี้เกียจตื่นเช้า

          สอง เบื่อครูที่โรงเรียน

          นอกจากนั้น มีหลายคนบ่นมากเกี่ยวกับเรื่องการบ้านที่ครูให้

            “๒๐ อย่างต่อ ๓ วันน้อยมั้ยครับ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! การบ้านคณิตเกือบ ๓๐ หน้าน้อยมั้ยครับ!!!!!!!!!!!!!!!!! เบื่อโว้ย~!!!จะสั่งอะไรนักหนาวะ เบื่อโรงเรียนที่สุด!!!”

          เห็นข้อความที่เหล่านักเรียนมาระบาย หวนนึกถึงคำขวัญที่เคยแอบเขียน แอบท่องลับหลังครูกับเพื่อนๆ

           “การบ้านคือยาพิษ เสาร์อาทิตย์คือสวรรค์ วันจันทร์คือนรก สมุดพกคือความตาย”

          คำขวัญนั้น ท่องกันสมัยเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า วันนี้ วามรู้สึกของการไม่อยากไปโรงเรียนของนักเรียนไทย ราวกับชื่อเพลง รักไม่ยอมไม่เปลี่ยนแปลง

          ทั้งที่การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของไทย ทุกครั้งก็มีหลักการเขียนไว้สวยหรูว่า เราสามารถสร้างการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้อย่างไรบ้าง

          ทว่า ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนนั้นยังคงอยู่ตรงข้าม คื เป็นเหมือนความรู้สึกของสาวน้อยคนนี้

          “เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร เบื่อโรงเรียนทุกวัน เมื่อก่อนมันยังมีวันที่อยากไป หรือไม่ก็ดีใจที่ได้ไปบ้างนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ไม่มีเลยจริงๆ”

[pic]1[/pic]

         เลยทำให้ผู้เขียนนึกถึงบทความหนึ่งที่ได้อ่านว่าด้วยบัญญัติสิบประการของการเรียนรู้ที่แท้ริง ซึ่งเขียนโดย วิลเลียม เอ. เรนสมิท ศาสตราจารย์ภาษาอังกฤษของคณะเภสัชศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยฟิลลาเดเฟีย

อ่านแล้ว เหมือนกำลังส่องกระจกดูภาพห้องเรียนของโรงเรียนในสังคมเรา

วิลเลียม เอ เรนสมิท เชื่อว่า การเรียนที่ล้มเหลวเป็นผลมาจากบรรยากาศแวดล้อม การเรียนรู้ที่ผู้เรียนไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพราะหลักการสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ที่ ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของการสังเกตและการเคารพ ซึ่งเขาได้ตั้งไว้ ๑๐ ข้อ ดังนี้

๑. การเรียนรู้เป็นกระบวนการเรียนผ่านการดูดซึม (osmosis) นี่คือขั้นตอนแรกของการเรียนรู้ของมนุษย์ที่จะเรียนสิ่งต่างๆ โดยตนเองไม่รู้ตัว และเป็นหลักการสำคัญยิ่งที่ผู้สอนต้องจดจำไว้เสมอ

๒. การเรียนรู้ที่แท้จริงมาจากการลองผิดลองถูก ถ้าไม่มีการลองทำ ก็จะไม่มีการเรียนรู้จริง นั่นแปลว่าผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศ สร้างเครื่องมือที่เปิดโอาสให้ผู้เรียนได้ลองผิดลองถูก

          ๓. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาสนใจ เขาปรารถนาจะเรียน เราจึงต้องค้นหาให้ได้ว่าแต่ละคนสนใจเรื่องอะไร แล้วสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรื่องนั้น การให้การบ้านกองพะเนินแก่ผู้เรียนโดยที่ไม่สนใจความต้องการของผู้เรียน ถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมของการเรียนทุกวันนี้

          ๔. ไม่มีใครหรอกที่จะเรียนรู้อะไรได้ ถ้าเขาหรือเธอคนนั้นยังไม่เกิดความเชื่อ ว่าตนเองมีความสามารถที่จะเรียนได้จริง ดังนั้น หน้าที่ของผู้สอนคือการสร้างความมั่นใจ ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ผู้เรียน แต่ต้องระวังว่าอย่าให้เกิดมากเกินไป แล้วเมื่อไหร่ที่ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว เราก็แค่สร้างโอกาสให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะแปลว่าผู้เรียนมีการบ้านที่ต้องทำกองพะเนิน แต่ผู้เรียนก็ยินดีทำโดยไม่เบื่อหน่าย

          ๕. การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดได้ในที่สูญญากาศ นั่นหมายว่าบริบทล้อมรอบตัวผู้เรียน ต้องเกาะเกี่ยวกัน ห้องเรียนไม่ใช่สถานที่สร้างการเรียนรู้ให้เกิดได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ ห้องเรียนเป็นเหมือนเกาะร้างที่อยู่ห่างไกล โดดเดี่ยว เราต้องเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็น ทางแยกที่มีความคิดดีๆ สร้างสรรค์มากมายมาบรรจบกัน

          ๖. นัยยะของการเรียนรู้ที่แท้จริง คือการนำไปใช้ได้ อะไรก็ตามที่ผู้เรียนเรียนแล้ว ไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เราไม่ถือว่านั่นคือการเรียนรู้ ดังนั้น ทฤษฏีและปฏิบัติจะต้อง เดินเรียงตามกันมาตลอดเวลา

          ๗. ไม่มีใครบอกได้อย่างแท้จริงว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตอนไหนใน ขั้นตอนจากการเลียนแบบจนกลายเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง สิ่งที่ผู้สอนทำได้คือ สร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นตัวเร่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพราะสิ่งที่เป็นแก่น ของการเรียนรู้นั้น เราสอนกันไม่ได้ เราต้องยอมรับความจริงข้อนี้

          ๘. ยิ่งได้ “เล่น” มากเท่าไหร่ ผู้เรียนก็จะได้ “เรียนรู้” มากเท่านั้น

          ๙. การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องใช้เวลา ผู้สอนจึงต้องเป็นฝ่ายตามผู้เรียน อาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ผู้สอนคาดไว้ในใจ เช่นเดียวกับการค้นพบที่ยิ่งใหญ่หลายเรื่องบนโลกนี้ที่เกิดจาก “โชคช่วย” หากผู้สอนคนใดจริงจังกับสิ่งที่ผู้เรียนจะได้ว่าต้องเป็นสิ่งเดียวกับที่เราคาดไว้ นั่นคือการสร้างเงื่อนไข แต่ไม่ใช่การเรียนรู้

          ๑๐. การทดสอบ ถือเป็นตัวชี้วัดที่แย่มากหากต้องการรู้ว่าแต่ละคนเรียนรู้อะไรบ้าง การค้นหาเหตุผลว่า “ทำไม” จากผู้เรียนต่างหากเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และทำให้ผู้สอนได้รู้อย่างแท้จริงว่าผู้เรียนคิดอะไรอยู่

           หากครูท่านใดนึกสนุก อยากนำบัญญัติสิบประการนี้ไปปรับใช้กับลูกศิษย์ ก็ลองส่งข่าวกันมาบ้างว่า เมื่อชวนเด็กๆ ร้องเพลง “โรงเรียนของเราน่าอยู่ คณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน ชอบไป ชอบไปโรงเรียน”

เสียงร้องนั้นออกมา อย่างพร้อมเพรียง และมีความสุขระหว่างร้องกันจริงๆ อ๊ะป่าว

 

 
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7
โรงเรียนของเราน่าเบื่อ
คุณครูเหมือน เสือ ทุกคน
เด็กๆก็ต้องซุกซน  เราทุกคนไม่ไปโรงเรียน ไม่ไป ไม่ไปโรงเรียน
kapoomka
(24 กรกฎาคม 2557  เวลา 08:11:58)
ความคิดเห็นที่ 6
Im obliged for the post.Thanks Again. Keep writing.
wholesale real madrid๏ฟฝjersey
(4 กรกฎาคม 2556  เวลา 19:46:09)
ความคิดเห็นที่ 5
GOOCT6 Im thankful for the article post.Really looking forward to read more. Awesome.
social bookmarking service
(7 มิถุนายน 2556  เวลา 03:10:33)
ความคิดเห็นที่ 4
ไม่จริงเพราะครูดุมากกกกกกกกกกกก
nou
(20 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 11:30:49)
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นไปไม่ได้เพาะครูดุมากกกกกกกกกกกกกกกกก
xxx
(20 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 11:29:34)
ความคิดเห็นที่ 2
ครูที่โรงเรียนกฏเยอะมากไม่รู้เอามาจากไหน

เอะอะก็ตีแต่บางทีก็ไม่รู้เหตุผล  เบื่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เด็กเก
(9 พฤศจิกายน 2554  เวลา 12:31:11)
ความคิดเห็นที่ 1
โรงเรียนหนูอยู่ต่อไปก็มีแต่ความหายนะ เพราะครู ป.4 ดุ ปีนี้หนูขึ้น ป.5 ครูดุมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
Vichayada
(8 มกราคม 2554  เวลา 22:45:43)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19872106