สาระสารพัน : ลงขันความคิด
เรียนฟรี ๑๕ ปี: โอกาสทองของรัฐหรือของใคร?

         หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษารับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ คือ นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ โดยที่เด็กสายสามัญจะได้รับเงินสนับสนุนคนละ ๖,๐๐๐ บาท ในขณะที่เด็กในสังกัดอาชีวศึกษาจะได้รับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเงินนี้ในส่วนของนักเรียนสังกัดอาชีวศึกษาจะครอบคลุมถึงค่าเทอมฟรี ค่าอุปกรณ์การเรียน ๒๓๐ บาท ค่าหนังสือเรียน ๑,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องแบบ ๒ ชุด ๙๐๐ บาท และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ๔๗๕ บาท ในขณะที่เงินสนับสนุนสำหรับเด็กสายสามัญก็จะแตกต่างกันไปตามระดับชั้น

นโยบายเรียนฟรีนี้มีขึ้นเพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม รวมถึงสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนให้ได้รับสิทธิการศึกษาฟรี ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ ๓

          ในมุมของคุณครูผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ พวกเขามีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้กันอย่างไร?

 

          นิภาภรณ์ ซอแระ วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้ความเห็นว่า นโยบายเรียนฟรีน่าจะฟรีทุกอย่าง แต่นโยบายนี้เป็นการช่วยผู้ปกครองลดภาระในจุดหนึ่งเท่านั้น ชาวบ้านในชนบทเขาคิดว่าฟรีหมดทุกอย่าง ซึ่งแม้รัฐบาลจะให้เงินมาบางส่วน แต่มันไม่พอกับที่ต้องใช้จ่ายจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าหนังสือ หรือค่าชุดนักเรียน

ขณะที่ อรชดา จิวโฮฮวด สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เสริมว่า คำว่าฟรีคือไม่ต้องจ่าย ดังนั้นควรเปลี่ยนชื่อนโยบายไปเลยว่าเป็นนโยบายสนับสนุนชุดนักเรียน เป็นต้น

“ต้องมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่านโยบายนี้เป็นนโยบายโปรโมตการเมืองหรือเปล่า นโยบายเรียนฟรี นี่ฟรีจริงหรือเปล่า ควรจะใช้คำว่ารัฐให้การสนับสนุนในบางส่วน ซึ่งตรงนี้รัฐเข้ามาดูแลไหมว่าผลประโยชน์เกิดกับเด็กกับผู้ปกครองหรือเปล่า หรือผลประโยชน์เกิดที่การเมือง เพราะรัฐได้นโยบายตรงนั้น”

ประเสริฐ พรหมเผ่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพะเยา จังหวัดพะเยา บอกว่า เขาเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยเขามองว่ารัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหากมีการเตรียมการที่ดี เขาต้องการให้แบ่งระดับของความยากจน ของความจำเป็นของผู้เรียน อาจให้สถานศึกษาเป็นคนแบ่งก็ได้ ซึ่งน่าจะเกิดความคุ้มค่าของงบประมาณมากกว่านี้

“ไม่ใช่เรียนฟรี ๑๕ ปี กวาดมันไปทั่วประเทศ ถ้าเราเอามาจัดลำดับความสำคัญ คนยากจน คนที่เขาต้องการยังมีอยู่เยอะ ความสำคัญอันดับ ๑ ได้ความช่วยเหลือระดับแดง ไล่ลงไปสีน้ำเงิน สีฟ้า จนกระทั่งถึงคนที่เขามีความพร้อม อาจรับความช่วยเหลือในระดับที่เจือจาง หรือไม่รับเลยก็ได้” ประเสริฐบอก

ด้าน ชวนชม ลิ่มทอง วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า พอมีนโยบายเรียนฟรี นักเรียนไม่ค่อยตั้งใจเรียน เพราะรู้สึกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องได้เรียน ไม่ต้องตะเกียกตะกาย ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องหาเงิน

อรชดา เสริมว่า น่าจะมองเป้าหมายมากกว่าว่านโยบายนี้ต้องการอะไร ถ้าต้องการให้เด็กรู้หนังสือทั่วกัน เพื่อยกระดับเกณฑ์รู้หนังสือ คือ ม.๓ ม.๖ หรือ ปวช.๓ ก็ต้องทำแบบอื่น ไม่ใช่นโยบายให้เงิน เพราะการให้เงินแล้วนำไปใช้ผิดประเภทนั้นมี ดังนั้นน่าจะมองเป้าหมายว่าการออกนโยบายต้องการอะไร

ประเสริฐ กล่าวว่า นโยบายถ้ามาจากภาครัฐ หากมีเหตุผลทางการเมืองแฝงอยู่ ไม่มีโครงการไหนที่จะประสบความสำเร็จ หรือแก้ไขปัญหาได้จริง เขาเป็นห่วงว่า งบประมาณที่หว่านไว้อย่างปูพรม ผลที่สะท้อนกลับมาอาจไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ภาครัฐลงไป

อรชดา มองว่า ความเท่าเทียมที่รัฐควรให้คือโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษา แต่ว่าที่รัฐสนับสนุนเงินให้ผู้ปกครองซื้อหนังสือ ๖๐๐ - ๗๐๐ บาท เพียงพอหรือที่จะเข้าถึงโอกาสตรงนั้น เพราะว่าจริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายของนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาก็ไม่เท่ากัน อย่างวิทยาลัยเทคนิคมีค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่ง วิทยาลัยเกษตรราคาประมาณหนึ่ง โอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาจึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ประเสริฐ เสริมว่า ในเรื่องของคุณภาพการศึกษานั้น คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ โดยที่อาจนำผลสัมฤทธิทางด้านการเรียนมาเปรียบเทียบกัน ระหว่างปีที่แล้วที่ยังไม่ได้ใช้นโยบายเรียนฟรี ว่าผ่านไป ๑ ปี ผลที่ได้เป็นอย่างไร

ชวนชม แย้งว่า บางโรงเรียนไม่สามารถให้เกรด ๐ แก่นักเรียนได้ เพราะฉะนั้นอย่ามาเทียบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะตอบโจทย์เรื่องคุณภาพ

“มันย้อนมาที่นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ที่ไม่ต้องลงทุนอะไร เด็กก็ไม่ต้องตะเกียกตะกาย เด็กไม่รู้ความยากลำบากของพ่อแม่ที่ลูกไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะว่ารัฐอุดหนุนหมด เด็กจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าทางการศึกษา” ชวนชมบอก

“เพราะการศึกษาไทย เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ นั่นคือปัญหา วัดกันด้วยปริมาณ วัดกันด้วยตัวเลข วัดกันด้วยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เน้นว่าเด็กถึงเกณฑ์ที่จะทำอะไรได้ มันถอยไปที่มาตรฐานที่เด็กต้องจบ จากที่เขยิบจาก ป.๖ เป็น ม.๓ เป็น ม.๖ ฉะนั้นทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กจบ” อรชดา กล่าว

ประเสริฐ บอกว่า เกณฑ์ที่มีอยู่วัดไม่ได้จริง เกรด ๓.๘ ไม่จริง ๓.๕ ไม่จริง เกณฑ์ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อทำให้คนรู้สึกว่ามีคุณภาพ ทั้งนี้การแก้ปัญหาที่ทำให้เด็กผ่านน่าจะดีกว่าการแก้ปัญหาที่ผลักให้ผ่าน

อย่างในเรื่องของหนังสือที่รัฐบาลให้เด็กยืมเรียน ประเสริฐ มองว่า ถ้ารัฐคิดว่านโยบายนี้ออกมาจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้น อันนี้ไม่จริง เพราะหนังสือไม่ใช่ยาวิเศษเสมอไป การเรียนการสอนที่ดีที่เด็กจะเข้าใจได้ กระบวนการพัฒนาไปไกลกว่าหนังสือแล้ว ครูผู้สอนแต่ละหน่วยงานควรมุ่งเน้นที่กระบวนการเตรียม การพัฒนาครูให้มีกระบวนการที่ดีขึ้น

“เราต้องยอมรับว่าหนังสือ ๑ เล่มไม่ได้แปลว่าทั้งเทอม ๑๘ สัปดาห์จะเรียนรู้ได้จากหนังสือเล่มเดียว ครูบางคนใช้วิธีการว่าหน่วยนี้ดีที่สุดก็เอาจากหนังสือเล่มนี้ แต่หน่วยถัดไปหนังสือเล่มนั้นดีกว่า ก็จะเอาจากเล่มนั้น ทีนี้จะมีครูที่ทำเอกสารประกอบการเรียนให้นักเรียนไปถ่ายเอกสาร ซึ่งก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายอีก” ชวนชมบอกและว่า หนังสือปัจจุบันที่ขายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีเนื้อหาค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก แล้วส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่ผู้เรียนต้องเขียนลงไปในหนังสือ เป็นหนังสือที่ใช้ได้ครั้งเดียว อย่างหนังสือหนา ๑๐๐ หน้า อาจมีเนื้อหาแค่ ๕๐ หน้า ที่เหลือจะเป็นคำถาม เป็นช่องว่างให้เขียน เลยรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่าของหนังสือ

          อรชดา เสริมว่า เพราะว่าบริบทของเด็กแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะจัดให้เด็กแต่ละกลุ่มก็ต้องแตกต่างกัน นโยบายเรียนฟรีควรจะใช้กับเด็กที่ยากจน ไม่ใช่เด็กอยากจน เด็กที่ยากจนที่ไม่มีโอกาส แต่หนังสือไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการเรียนรู้แล้ว

“เดี่ยวนี้เด็กเข้าอินเทอร์เน็ต ความรู้มีทั่วโลก ในกลุ่มที่เขาเข้าถึงแบบนี้ ใส่กระบวนการเรียนรู้ให้เขา ส่งเสริมอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นนโยบายไม่จำเป็นต้องหว่านแหแบบทั่วประเทศ ควรจะเจาะแต่ละกลุ่มให้เข้าถึงจริงๆ ให้ตรงเป้าหมายจริงๆ ถึงถามว่าเป้าหมายของแต่ละนโยบายคืออะไร ถ้าต้องการช่วยเหลือคนจน ก็เจาะกลุ่มเด็กที่จน ถ้านโยบายเรียนฟรี ก็ต้องฟรีจริงๆ ถ้าต้องการให้รู้หนังสือโดยทั่วกัน คุณก็ต้องส่งเสริมอีกแบบหนึ่ง” อรชดากล่าว

“เหมือนรัฐพยายามจะบอกว่าตอนนี้ได้ถึง ม.๖ แล้วนะ แต่จริงๆ แล้วปัญหามันมากกว่านั้น” ประเสริฐ ให้ความเห็น

อรชดา บอกว่า นโยบายที่รัฐจะจัดให้ น่าจะมีเสียงสะท้อนมาจากด้านล่าง จากคนที่รับนโยบายไปใช้ด้วย คือรัฐไม่ควรไปคิดแทนเขา และรัฐควรจะศึกษาปัญหาที่แท้จริงของการศึกษาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ให้เป็นปัญหาที่สะท้อนมาจากข้างล่างบ้าง และก็แก้ปัญหาให้ถูกจุด

“ถ้าเราพูดถึงเรื่องของนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี รัฐบอกว่าให้ทุกคน เช่นนั้นคนที่เป็นฐานเสียงของเรื่องนี้คือพ่อแม่ แต่การที่จะทำให้ลูกเราพัฒนาขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งมาจากครู จากกระบวนการจัดการเรียนรู้และก็นักเรียน แต่ตอนนี้รัฐพยายามเทเงินไปที่ใคร เทไปที่เด็ก อุปกรณ์เสริม หนังสือ เสื้อผ้า แต่รัฐไม่ได้ทำเรื่องของกระบวนการจัดการเรียนรู้ ไม่ได้พัฒนาครู ส่วนอุปกรณ์หรือครุภัณฑ์ที่จัดการเรียนการสอนก็ไม่ได้พัฒนา” ชวนชมกล่าวและว่าการใช้นโยบายนี้จะทำให้ได้คะแนนเสียงจาก ๖๐ ล้านคนเลย

“หมอรักษาคนไข้ผิด คนไข้ก็ตายไปแค่คนเดียว แต่ถ้าครูคนเดียวสอนผิด เด็ก ๔๐ คนในห้องก็ผิดหมด เพราะฉะนั้นการพัฒนาการศึกษาต้องกลับมาพัฒนาครู” ชวนชมบอก

“ถ้าถามว่าในมุมของผู้ปกครอง เราเห็นด้วยไหม พี่ก็จะรู้สึกว่า ให้คนที่เขาลำบากกว่าเถอะ ถามว่าแฮปปี้ไหม ไม่ได้แฮปปี้ แทนที่เราจะรู้สึกดีๆ เราแอนตี้เลยนะ” อรชดากล่าว

“คนเราได้อะไรมาฟรีมักจะไม่เห็นคุณค่าของที่ได้มาฟรี” ชวนชมทิ้งท้าย

 
ภาภรณ์ ซอแระ
อรชดา จิวโฮฮวด
ประเสริฐ พรหมเผ่า
ชวนชม ลิ่มทอง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5


เรียนฟรีมันเป็นไปไม่ได้หรอก แค่โปรโมชันของพรรคการเมือง ที่ทำเพื่อคะแนนนิยม เพราะพรรคอื่นเริ่มไว้ พรรคที่มาเป็นต่อจะเลิกได้อย่างไร แข่งกันประชานิยม ตอนเก็บค่าเล่าเรียน เสียไม่ถึงพัน เรียนฟรีเสีย 2 -3 พัน เพราะแต่ละโรงเรียนต้องการสร้างโน่น สร้างนี่ ผู้อำนวยการคนไหนพัฒนาแบบพอเพียง ชาวบ้านก็ว่าอีกว่าไม่ทำอะไรเลย พอพัฒนามาก ก็ต้องยืมมือ สมาคม ศิษย์เก่า กรรมการสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นคนรวย ๆ ในท้องถิ่น พวกนี้ก็เอามาตรฐานของตัวเองมากำหนด เก็บเท่านั้น เก็บเท่านี้ ทำให้เหมือนโรงเรียนดัง ๆ แต่ลืมนึกถึงผู้ปกครองส่วนใหญ่เขาลำบาก ลูกหลายคน เปิดเทอมที่จะตายแล้ว กระทรวงจึงต้องมีนโยบายเลย ว่าห้ามเก็บเด็ดขาด จะทำอะไรก็ไปหาเงินมาเอง ไม่ใช่มาเบียดเบียนผู้ปกครองที่ลำบาก กล้าไหมชินวรณ์ ถ้ากล้าสมัยหน้าได้เป็นอีก
เคยเป็นครู
(1 เมษายน 2554  เวลา 14:07:33)
ความคิดเห็นที่ 4
ความสำเร็จของนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพนั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงเรียน  เพราะเมื่อเงินมาถึงโรงเรียนแล้ว  ทางโรงเรียนก็ต้องบริหารให้เป็นทั้งบริหารบุคลากรในโรงเรียนให้เข้าใจวิธีการดำเนินการบริหารจัดการกับนักเรียนซึ่งเป็นผู้รับบริการให้ถูกต้องและบังเกิดผลดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหนังสือเรียนเมื่อให้นักเรียนยืมเรียนแล้วการส่งคืนควรบริหารจัดการให้ได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ เพราะปีต่อไปรัฐจะซื้อให้แค่ร้อยละ ๓๐ มิฉะนั้นแล้วนักเรียนรุ่นต่อไปจะได้รับหนังสือยืมไม่ครบคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านักเรียนรุ่นหลังมีจำนวนมากกว่า  ส่วนการจัดทำเอกสารเพิ่มเติมให้นักเรียนนั้นทางโรงเรียนมีงบประมาณจัดสรรให้แต่ละกลุ่มสาระอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องให้นักเรียนไปถ่ายเอกสารให้เสียเงิน เพียงแค่รู้จักบริหารจัดการให้เป็นแค่นั้นอย่ามักง่าย  และสำคัญอยู่ที่ว่าคุณครูนั้นเป็นครูด้วยใจรักหรือไม่  เรียนฟรีที่ว่าก็ไม่เห็นจำเป็นต้องช่วยร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงแล้วค่าอุปกรณ์การเรียนหรือชุดนักเรียนถ้าเอาที่พอใช้ได้ก็พอนะคะ ถ้าอยากได้ยี่ห้อดีๆผู้ปกครองก็เพิ่มเงินบ้างก็ไม่น่าจะลำบากจริงๆแล้วอยากให้เรียนฟรีจริงๆสำหรับนักเรียนที่ขยันและตั้งใจเรียน กำหนดเกรดได้ยิ่งดีไม่ฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นคุณค่า รัฐลงทุนให้แล้วเสียเปล่าไปไหม  เอาแบบนี้จะดีกว่าไหม  ให้เรียนฟรีเฉพาะคนที่มีผลการเรียน ๒.๕๐ หรือ ๓.๐๐ ขึ้นไป นักเรียนจะได้ขยันและตั้งใจเรียน  ทุกวันนี้นักเรียนขยันในด้านการเรียนน้อยเพราะมีตัวช่วยมาก กลายเป็นล้าหลังประเทศอื่นจริง ๆ
ธันยพร
(15 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 18:34:48)
ความคิดเห็นที่ 3
เรียนฟรีดีครับ ความคิดนี้    ปัญหาก็คือที่เจอปัจจุบัน   เ็ด็กที่จะเข้าเรียนอนุบาล  ประถม 1  ประถม 6  และ ม. 4    เสียเงินครึ่งค่อนหมื่นครับ  บางคนเข้าเรียนได้ บางคนเข้าไม่ได้   มันสวนทางที่ว่าเด็กไทยมีที่เรียนทุกคน  บางคนบ้านอยู่ใกล้ รร. ยังเรียนที่ใกล้บ้านไม่ได้   ต้องไปเรียนที่ำไกลบ้านค่าใช้จ่ายสูง  บางทีก็เรียนไม่ตลอดรอดฝั่ง  เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยจะสู้ดี   บางคนอยากไปสอบที่ รร. มีชื่อ สอบไม่ได้ ก็จะเข้าที่อื่นไม่ได้ สาเหตุก็คือ รร. ที่ไปเข้าเป็น รร. ทางเลือกที่สอง  ทาง รร. ก็ไม่รับ หรือถ้ารับก็เสียเงินมากมาย (มากตามฐานะขอผมนะ) สุดท้ายก็ต้องไปเรียน รร. เอกชน ค่าใช้จ่ายสูงตามเคย  การลดค่าใช้จ่ายก็ไม่เป็นผล มันก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม    เด็กๆ ที่จบ ม. 3, ป 6   ผู้ปกครองก็ต้องให้ไปทำงาน รับจ้าง หาเช้ากินค่ำเหมือนเดิม  สุดท้ายก็อาจจะเป็นภาระของสังคมต่อไป  ส่วนตัวอยากให้เด็กเรียน 15 เป็นอย่างน้อยครับถ้าทำได้  ผมอยู่ในกลุ่มที่เห็นจริงๆ
โจ
(10 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา 11:08:28)
ความคิดเห็นที่ 2
อยากให้ไปถามคนเรียน กับผู้ปกครองดูด้วย อยากรู้เหมือนกันว่าเขาคิดอย่างไร
ป้า
(17 กันยายน 2552  เวลา 17 10:18)
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยกับทุกความเห็นที่เสนอครับ
เสน่ห์
(19 พฤษภาคม 2552  เวลา 19 15:38)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
path2health foundation อาคารเอเชียชั้น 1 เลขที่ 294/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-611-3001-5 โทรสาร: 02-611-3006
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
19917006