เพศวิถี : นิยามความหมาย และพัฒนาการกรอบแนวคิด
รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.
[ดาวน์โหลดสไลด์ ขนาด 54 KB]
 
สถานการณ์ว่าด้วยเรื่องเพศในปัจจุบัน
  • ความตื่นตระหนกว่าด้วยเรื่องเพศ คือ รู้สึกว่าเรื่องเพศกำลังเป็นสิ่งไร้ระเบียบ มนุษย์กำลังจะกลายเป็นสัตว์อีกครั้ง กฏระเบียบต่างๆ จะถูกทำลาย ความคิดนี้เกิดมาจากมนุษย์คิดเกี่ยวกับเพศในแบบของมนุษย์ ไม่เหมือนกับสัตว์ทำให้มันเกิดความสับสน ปัญหานี้เป็นสิ่งที่คู่กับสังคมมนุษย์มาตลอดเวลา เพราะ คนรุ่นต่างจากเราหรือคนรุ่นลูกมีความคิดความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศต่างกันออกไป ดังนั้นเวลาคนรุ่นหนึ่งแก่ตัวทำให้รู้สึกว่าความคิดดังกล่าวมันแตกต่าง จนเกิดเป็นความตื่นตระหนก เป็นเช่นนี้มานานมากแล้ว อย่างน้อย ๓,๐๐๐ ปี
  • โรคติดต่อผ่าน “การร่วมเพศ” (จะไม่ใช้คำว่าการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การร่วมเพศเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะมันเป็นมีการร่วมเพศนอกความสัมพันธ์) โรคติดต่อผ่านการร่วมเพศเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกคือ HIVS/AIDS ซึ่งก็มีความสำคัญในแง่ทำให้คน ๓ กลุ่ม คือ ครู แพทย์ และนักสังคมศาสตร์ เปิดโลกทัศน์ พูดคุยและทำงานด้วยกันมากขึ้น ส่งผลให้ประเด็นเรื่องเพศวิถีเข้าสู่โรงเรียนมากขึ้น
  • การโต้เถียงและท้าทายเพศวิถีกระแสหลัก ปัจจุบันไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันในเรื่องเพศ มีการโต้เถียงกันมากขึ้น สังเกตได้จากการโต้เถียงในหนังสือพิมพ์ แต่สังคมไทยบางครั้งไม่ยอมรับการโต้เถียงอดทนกันไม่ได้ การโต้เถียงในเรื่องเพศ แปลว่า เรื่องเพศกลายเป็นสิ่งที่ไม่นิ่ง มีการเคลื่อนไหวหรือมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
     ปัจจุบันมีการโต้เถียงในเรื่องเพศ ด้วยคำ 3 คำหลัก SEX – เพศ, Gender – เพศสภาพ, Sexuality – เพศวิถี การแยกคำ ๓ คำนี้มีที่มาทางการเมืองและการต่อสู้ทางการเมืองดังจะกล่าวต่อไป
 
Sex (เพศ)
     Sex แปลว่า “เพศ” ในภาษาไทย เวลาพูดว่า “เพศ” มันสร้างความสับสนและเข้าใจผิดได้มากมาย ในทางสังคมศาสตร์เวลานี้ใช้คำว่า sex ในความหมายของเพศสรีระ อันหมายความถึงลักษณะทางกายภาพ ในความเชื่อทั่วไปบอกว่าร่างกายมนุษย์มีความแตกต่างกัน โดยความแตกต่างที่ว่านี้ตั้งอยู่บนฐานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ สามารถแยกออกได้ ๒ ประเภทตามความเชื่อทั่วไป คือ Male และ Female หรือตัวผู้และตัวเมีย

     แต่ Sex ในภาษาฝรั่งมีความหมายนอกเหนือจากสรีระทางเพศแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังถูกใช้ในความหมายของการร่วมเพศ เวลาพูดถึงการร่วมเพศเราเข้าใจว่าคือความเกี่ยวข้องของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ หรือการสอดใส่ ไม่มีการสอดใส่ไม่นับว่าเป็นการร่วมเพศความคิดดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏในกฏหมายและความเชื่อของคนส่วนใหญ่ อันส่งผลตามมาให้เกิดการนิยามว่าอะไรคือ Sex

     รูปแบบของ Sex ที่เรายอมรับว่าเป็นสิ่งดีงามและสามารถยอมรับได้คือการร่วมเพศเพื่อการสืบพันธุ์ซึ่งมีแง่มุมในหลายประเด็นที่สะท้อนออกมาคือ
  • Sex เพื่อการสืบพันธุ์ เป็นเรื่องธรรมชาติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปสอนหรือมีวิชาเพศศึกษาก็ได้ นอกจากนั้น Sex ที่เป็นธรรมชาติต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น (Heterosexuality for Procreation) แต่ในความเป็นจริงตั้งแต่อดีตมนุษย์ไม่ได้มีความต้องการมีลูกหรือสืบพันธุ์ทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ ดังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มีการป้องกันการตั้งท้อง (การดื่มชาเพื่อขับตัวอ่อนในโรมัน การกินสมุนไพรเพื่อไม่ให้ท้องของชาวอียิปต์) นอกจากนี้สรีระของมนุษย์ไม่ได้มีสัญญาณหรือรู้สึกว่าเมื่อไรเป็นช่วงที่ควรจะสืบพันธุ์
  • Sex เพื่อการนันทนาการ ปลายศตวรรษที่ ๒๐ ความหมายใหม่ของ Sex ที่กลายเป็นความรับรู้โดยทั่วไปอย่างกว้างขางหรือมีการพูดมากขึ้นคือ Sex เป็นเรื่องของการนันทนาการ
    จากนิยามของ Sex ทั้งสองความหมายทำให้เกิดการถกเถียงกันเบื้องแรกบนฐานความคิดทั้งสองนี้ (Recreation และ การนันทการ)
  • Sex ในฐานะการผูกพันทางสังคม การร่วมเพศต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ เป็นการแสดงออกถึงความรัก ต้องเป็น Sex ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม นำไปสู่การใช้คำในภาษาฝรั่งที่ใหม่มากคือ Making Love หรือ Sex for Social Bonding ซึ่งต่างจากฐานคิดในเรื่องของนันทนาการเพราะมีเรื่องของจิตใจเข้ามาผสมอยู่ด้วย ในปัจจุบัน Sex for Social Bonding เป็นฐานคติสำคัญในการทำงานทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่น คำว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อันมีความหมายที่ส่อนัยยะ Sex for Social Bonding เป็นต้น
     จากสามฐานคติทางความคิดนี้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน และมีการถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาในพื้นที่ทางสังคมว่า Sex ควรเป็นอย่างไร
 
Gender
     Gender คือ ความเป็นชาย ความเป็นหญิง พวกนักคิดสตรีนิยมในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ เวลากล่าวถึงสถานะของผู้หญิงพวกเขาพบกับความยากลำบาก เพราะหากพูดถึงความเป็นชายความเป็นหญิง เป็นสิ่งที่มีความยุ่งยาก เพราะต้องวิ่งเข้าชนกับการมองเรื่อง Sex ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติซึ่งทำให้ Sex กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

     Gender คือ ความเป็นชายและหญิงที่แตกต่างตามการกำหนดสังคมและวัฒนธรรม คุณค่า การปฏิบัติที่ควรเป็นหญิงหรือชายเป็นสิ่งที่กำหนดสร้างทางสังคม เฟมินิสต์ แยก Sex กับ Gender เพื่อให้เห็นว่า เพศสรีระอาจเปลี่ยนไม่ได้ แต่ Gender เปลี่ยนได้เพราะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างและให้คุณค่าทางสังคม Gender จึงเป็น การประกอบสร้างทางสังคม (Social Construct)

     สำหรับสังคมไทยคำว่า Gender ค่อนข้างเป็นปัญหาในการแปลภาษาไทย อันมีอยู่หลายคำคือ เพศสภาพ เพศสภาวะ เพศสถานะ หรือเพศภาวะ

     แต่อย่างไรกรอบการมองดังกล่าวได้นำไปสู่ความเชื่อในระบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด (Dichotomous Gender System) คือ ความเป็นชายและความเป็นหญิง มนุษย์เป็นได้แค่สองเพศเท่านั้น ทำให้เวลาพูดถึงกลุ่มคนที่ข้ามเพศ (มีอวัยวะเพศชายและอยากเป็นผู้หญิง) ได้ส่งผลสะท้อนวิธีคิดว่า Gender มีเพียงสองประเภท มนุษย์เป็นได้แค่สองอย่าง คือ เป็นชายหรือเป็นหญิง แต่ในความเป็นจริงมีการทำสถิติพบกว่ามีอวัยวะเพศมากกว่าชายและหญิง แต่เป็นองค์ประกอบที่ต่างออกไป ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถมีอวัยวะเพศได้มากกว่าสองอย่าง

     การแบ่ง Gender เป็นชายและหญิงในสังคมไทยเป็นสิ่งที่มิได้ตั้งอยู่บนความเท่าเทียมกัน แต่ต้องอยู่บนกรอบคิดของระบบ “นิยมชาย” ให้คุณค่ากับความเป็นชาย อะไรที่เชื่อมโยงกับความเป็นชายเป็นสิ่งที่สูงกว่าความเป็นหญิง เช่น ผ้าขาวม้าสูงกว่าผ้านุ่ง ส่งผลให้ผู้หญิงไม่สามารถพูดเรื่องเพศวิถีได้มากเท่าผู้ชาย หรือมีความฉลาดและเป็นปัญญาชนได้ดีเท่าผู้ชาย
 
Sexuality (เพศวิถี)
  • Sexuality ถูกแปลในภาษาไทยว่า “เพศวิถี” อันคือ การโยงใยความเชื่อว่าความหมายเรื่องเพศ (ความเชื่อและความหมายเรื่องเพศอาจะเป็นสิ่งที่สามารถขัดแย้งหรือสอดคล้องกันก็ได้) วิธีที่คิดหรือวิธีที่เชื่อว่า Sex คืออะไร? มนุษย์จะปฏิบัติตามความคิดทาง Sexuality ที่ได้รับมา Sexuality มีองค์ประกอบ ๓ ส่วนหลัก คือ ความปรารถนา วิถีปฏิบัติ และอัตลักษณ์เรื่องเพศ
    การพูดถึงเพศวิถีกระแสหลักในสังคมไทยเป็นสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกับ Gender คือ เป็นสิ่งที่แบ่งออกเป็น ๒ เพศ และถูกกำหนดโดย Gender เช่นกัน เพศสภาพเป็นตัวจำกัดว่ามนุษย์ควรจะรักชอบใครและอย่างไร? ภาษาที่พูดถึง Sexuality จึงออกมาในรูปแบบ Homosexuality Heterosexuality และ Bisexuality มนุษย์เป็นได้เพียงหญิงหรือชาย Gender หรือ Sexuality จึงถูกกำกับกันไปมา
  • Sexuality เป็นเรื่องของการนำเสนอร่างกาย มนุษย์ไม่ได้ออกมาปรากฏกายทางสังคมตั้งแต่เกิด แต่มนุษย์มีการปรุงแต่งร่างกายตามกรอบคิดทาง Sexuality (ผู้หญิงควรมีการกำหนด มีรูปร่าง ผิวกายอย่างไร) เวลานำเสนอร่างกาย ประเด็น คือ เราต้องการให้คนอื่นเห็นเราอย่างไร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คนที่เคร่งครัดกับการเป็นผู้ชายจึงไม่ยอมใส่เสื้อสีชมพู เป็นต้น การแสดงร่างกายส่งผลให้เกิดอัตลักษณ์ทางเพศผ่านการนำเสนอร่างกาย
  • Sexuality เป็นเรื่องของการกระทำ กริยา มารยาท การพูดจาท่าทีของคน เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภูมิหลังทางสังคมและอัตลักษณ์ทางเพศ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเห็นตัวเองเป็นอย่างไร
  • Sexuality เป็นเรื่องของการดึงดูดทางเพศ Sexuality เป็นสิ่งที่กำหนดว่าลักษณะแบบนี้มีคุณค่า หรือเป็นความสวยความงาม ในแท้ที่จริงแล้วการดึงดูดทางเพศขึ้นอยู่กับคุณค่าที่สังคมให้กับลักษณะบางชนิดมิได้เป็นไปโดยอิสระ หากแต่ขึ้นอยู่กับเบื้องหลังทางสังคม อาทิ ชนชั้นและอาชีพ
    คุณค่าทางเพศเป็นสิ่งที่มีการนำเสนอในหลากหลายแง่มุมของสังคม ซึ่งอาจมีจำนวนของการยอมรับและไม่ยอมรับต่างกัน
  • Sexuality เป็นเรื่องของชุดกติกา ว่าด้วยความสัมพันธ์ มีตั้งแต่ความสัมพันธ์ควรเริ่มต้น ดำเนินไป จนถึงความสัมพันธ์ควรจบอย่างไร ในบางสังคมการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่เกิดจากการกำหนดจากครอบครัว แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องของความพึงพอใจทางเพศ
  • Sexuality เป็นเรื่องของการนิยามว่าอะไรคือเรื่องของเพศ ความปกติและผิดปกติของเพศเป็นอย่างไร