สื่อ : ภาพสะท้อนและการผลิตซ้ำเรื่องเพศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รุจน์ โกมลบุตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
[ดาวน์โหลดสไลด์ ขนาด 76 KB]
“สื่อมีกลวิธีอะไรบางอย่างที่ฝังในหัวของเรา ทำให้เราทำอะไรบางอย่างและไม่ทำอะไรบางอย่าง”
 
เพศภาวะ (Gender) ในสื่อสิ่งพิมพ์

     วิทยากรถามผู้เข้าร่วมว่า กองบก.ผู้ชาย (เช่น จีเอ็ม) นำเสนอ “เพศภาวะผู้ชาย” เหมือนกับ กองบก. ผู้หญิง (เช่นดิฉัน) ไหม? คำตอบของผู้เข้าร่วมแตกต่างกัน อาทิ เหมือน ไม่เหมือน และคล้ายคลึง ต่อจากนั้นวิทยากรได้ถามผู้เข้าร่วมอีกว่า กองบก.ผู้ชาย (เช่น จีเอ็ม) นำเสนอ “เพศภาวะผู้หญิง” เหมือนกับ กองบก. ผู้หญิง (เช่นดิฉัน) ไหม? คำตอบจากผู้เข้าร่วมมีลักษณะเช่นเดียวกับคำถามก่อนหน้า

     หลังจากถามคำถามแล้ว วิทยากรได้เปิดภาพหนังสือพิมพ์ทั้งแบบที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วถามถึงความแตกต่างของการนำเสนอเพศภาวะชายและหญิง ทั้งในแง่ของอาชีพ ภาพของผู้หญิงและชาย วิทยากรได้ชี้ให้เห็นว่าหนังสืมพิมพ์แต่ละประเภทนำเสนอภาพลักษณ์หญิงชายที่คล้ายคลึงกันและส่วนหนึ่งมาจำกัดการรับรู้เพศภาวะของเรา เช่น ผู้หญิงต้องทำงานอีกแบบ (ใช้ทักษะ) ส่วนผู้ชายต้องทำงานอีกแบบ (ใช้ความสวยความงาม )

     นอกจากนี้ภาพและเนื้อในนิตยสารทั้งผู้หญิงและผู้ชายยังสะท้อนนัยยะการมองหญิงชาย ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละเพศ วิทยากรสรุปและชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นกองบรรณาธิการของนิตยสารแบบใดหรือเป็นเพศใดก็จะมีแนวทางการนำเสนอเพศในทิศทางที่คล้ายคลึงกัน แม้ในความเป็นจริงสังคมจะมีการปรับเปลี่ยนบทบาททางเพศแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ในความเป็นจริงผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่ ภาพยังเสนอผู้หญิงแบบที่ต้องทำงานในบ้าน หรือผู้ชายที่หันมาเลี้ยงลูกหรือทำงานบ้าน แต่ภาพยังนำเสนอผู้ชายแต่แบบของคนที่ทำงานนอกบ้านและใช้ทักษะเท่านั้น ฯลฯ

     เพศวิถี (Sexuality) ในหนังสือพิมพ์
     วิทยากรกล่าวถึงงานศึกษาเรื่อง “เนื้อหาเรื่องเพศ (Sexuality) และเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย (Safe Sex) ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” พบว่า ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีเรื่องเพศ ๒๕๒ ครั้ง พื้นที่ ๖๙,๗๓๙ ตร.ซม. ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ มีเรื่องเพศ ๓๒๕ ครั้ง พื้นที่ ๕๙๙๔๙ ตร.ซม. และปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีเรื่องเพศ ๓๗๔ ครั้ง พื้นที่ ๘๒๑๒๕ ตร.ซม.
     จากงานศึกษาพบว่า ๑๐ ประเด็นทางเพศที่ถูกนำเสนอบ่อยสุดในหนังสือพิมพ์คือ
     1. ปัญหาสัมพันธภาพ (๓๑.๐๒%) เช่น นอกใจ รสนิยมที่แตกต่าง หมดรัก โทษถึงตาย
     2. สัมพันธภาพอันดี (๒๑.๕๖%) มักเป็นคู่ของดารา คนดัง การจีบกัน การแต่งงาน
     3. ข่มขืน (๙.๙%) มักเสนอว่าผู้หญิงเป็นเหตุให้ข่มขืน และมีการบรรยายฉากข่มขืนที่ค่อนข้างเห็นภาพ
     4. ค่านิยมทางเพศ (๘.๒๐%) เช่น ความงาม พรหมจรรย์ แม่ศรีเรือน เชิดชูปิตาธิปไตย
     5. ขบวนการค้าประเวณี (๕.๔๗%)
     6. เพศกับสื่อ (๔.๘๔%) เขียนวิพากษ์สื่ออื่นๆ เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องเพศไม่เหมาะสม
     7. กอดจูบลูบคลำ (๔.๐๐%) มักอยู่ในหน้าบันเทิง และวันอาทิตย์ที่มีรูปวาบหวิว
     8. ความเสมอภาคทางเพศ (๓.๖๘%) แต่บางข่าวมีนัยยะว่าความเสมอภาคนั้นเป็นสิ่งแปลก
     9. เอชไอวี (๓.๖๘%) นำเสนอในแง่การติดต่อเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่ม โครงการวิจัยที่ให้ข้อมูลสั้นๆ ไม่ใช่เชิงลึก นำเสนอทางเลือกในการป้องกัน นำเสนอความตื่นตระหนก ข่าวประชาสัมพันธ์จากราชการ และข่าวเกี่ยวกับไม่พบข้อมูลเรื่อง “เอดส์รักษาได้”
     10. การประกวดนางงาม (๒.๐๐%)

     นอกเหนือจากนั้นยังมีการนำเสนอประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ (ไม่) ปลอดภัย อีกด้วยเช่นเดียวกัน อันสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้ คือ ถุงยางอนามัย (๑.๒๖%) แต่เสนอแง่ว่าต้องใช้เฉพาะกลุ่ม เสนอในหน้าการศึกษาและสาธารณสุข 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังพูดถึงในแง่ว่าถุงยางไม่ปลอดภัยทั้งหมด การช่วยตัวเอง การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (๐.๒%) งดการมีเพศสัมพันธ์ (๐.๑%)

     อีกประเด็นหนึ่งของการศึกษาคือภาพหน้าหนึ่งวันอาทิตย์ (มาลัยไทยรัฐ) เป็นรูปแบบหนึ่งในการเพิ่มยอดขายวันอาทิตย์ พบว่า ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีภาพการใส่เสื้อผ้าเต็มตัว ๔๐% วันพีช ๒๐% ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ มีภาพการใส่เสื้อผ้าเต็มตัว ๑๔.๒๔ วันพีช ๕๗.๑๔ สายเดี่ยวเกาะอก ๒๘.๕ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีภาพวันพีชและสายเดี่ยวเกาะอกเท่ากัน คือ ๓๘.๘๙%

     ผลการศึกษาสรุปได้ว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนอภาพเกี่ยวกับเพศในหลายแง่มุม ได้แก่ ปัญหาสัมพันธภาพ พรหมจรรย์ และค่านิยมตะวันตก ปัญหาข่มขืนมาจากการที่ผู้หญิงทำตัวไม่ดีเอง อคติทางเพศ เอดส์เป็นเรื่องไกลตัว อยู่ด้วยกันไม่ได้ และบทบาทของรัฐกับเอนจีโอมีมากขึ้น ตอกย้ำความรุนแรงอย่างมีอคติ การเป็นเหยื่อของเพศหญิง มีการปลูกฝังเรื่องขนาดของอวัยวะเพศ

 
การสื่อสารเรื่องเพศในสังคมไทย งาน อาจารย์วิลาสินี พิพิธกุล

     วาทกรรม คือ ชุดความคิดหนึ่งที่ถูกกล่าวขึ้นมา จริงไม่ได้ ไม่จริงก็ได้ แต่วาทกรรมหลักคือการทำให้มันเป็นจริง จากงานศึกษาพบวาทกรรมที่แฝงอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยดังต่อไปนี้

      วาทกรรมว่าด้วยเรื่องเพศสรีระ
      งานวิจัยของอาจารย์วิลาสินีพบว่าเรื่องเพศสรีระนี้เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงแต่ในพื้นที่ของหมอหรืองานเขียนเชิงการแพทย์ในหนังสือพิมพ์เท่านั้น เรื่องของเพศสรีระกลายเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญมากกว่าบุคคนอื่นๆ อันส่งผลให้ไม่มีการพูดถึงอย่างจริงจังในแง่มุมหรือพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความงามของผู้หญิงที่ต้องผอมแล้วขาว วาทกรรมแบบนี้ทำให้รู้สึกว่าเรื่องเพศมิใช่เรื่องของเรา

      วาทกรรมเกี่ยวกับความรุนแรง
      การนำเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่พบว่าผู้หญิงจะถูกมองเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมทางเพศ ผู้หญิงไม่มีสติปัญญาหรือขาดสติทำให้เป็นเหยื่อของความรุนแรง เรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัวและปัญหาความรุนแรงทางเพศมักมีต้นเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเพศหญิง

      วาทกรรมเพศแบบอนุรักษ์นิยม
     การนำเสนอข่าวมีความพยายามกีดกันหรือให้คุณค่ากับเพศทางเลือกในแนวทางลบ ทำให้เรื่องเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้าม และมีการมองรูปแบบเสรีทางเพศในแง่ลบ สรุปว่ามีการตัดสินอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับความดี ความเลวในเรื่องเพศ โดยไม่มีการสืบสวนอย่างละเอียด

 
เพศในสื่อ
     มีการผลิตซ้ำอยู่ตลอดเวลาว่าผู้ชายและผู้หญิงควรเป็นอย่างไร คนในกอง บก. มีแนวคิดแบบปิตาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เพศภาวะในสื่อสิ่งพิมพ์มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากและให้มุมมองที่ผิดพลาดอันแฝงไปด้วยนัยยะแบบอนุรักษ์นิยม
 
กรอบการทำงานเรื่องเพศของสื่อ
แนวคิดการประกอบสร้างความเป็นจริงทางสังคม
     แนวคิดนี้เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจริง หากแต่เป็นการสร้างขึ้นมา ให้กลายเป็นเช่นนั้น ปัจจัยที่สำคัญของการประกอบสร้าง คือ การเลือกใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความหมายไปในแง่มุมที่แตกต่างไป ในความเป็นจริงเหตุการณ์มีหลายมิติขึ้นกับนักข่าวจะเลือกรับมาอย่างไร

     นอกจากการสร้างความจริงโดยสื่อหรือนักข่าวแล้ว ผู้รับสารยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเป็นจริงด้วย โดบผู้รับสารจะนำความหมายต่างๆ มาตีความในแนวทางหรือความเชื่อของแต่ละบุคคลให้กลายเป็นคำอธิบายที่ดูเหมือนจริง แนวคิดดังกล่าวสามารถจำแนกย่อยได้อีกต่อไปนี้

     แนวคิดการประกอบสร้างทางภาษาศาสตร์ ของ Whorf และ Sapir เชื่อว่าสภาพแวดล้อมมีส่วนในการสร้างภาษาที่ใช้อันส่งผลต่อกรอบความคิดของคนในสังคม “เราพูดเช่นนี้ เราจึงคิด/เชื่ออย่างที่เราพูด”

     แนวคิดปราฏฎการณ์นิยม ของ “Schultz” คลังความรู้ของมนุษย์ซึ่งสั่งสมเอาไว้มีส่วนในการสร้างความหมายต่อสิ่งต่างๆ เช่น การมองกุหลาบแดง คือ ความรัก เพราะเรามีประสบการณ์สั่งสมมาเช่นนั้น

     แนวคิดสื่อมวลชน “น้ำหยดลงหิน” ผลกระทบจากการหล่อหลอมให้เราคิดเห็นเช่นนั้น หรือค่อยๆ เปลี่ยนความคิดไปเรื่อยหลังการรับสื่อดังกล่าวนี้

     วิธีสร้างความหมายของนักข่าว เกิดมาจากหลายปัจจัย คือ
     • สื่อใช้แหล่งข่าวซ้ำๆ เนื้อหาคล้ายๆ กัน ทำให้เกิด Structure Bias
     • คลังแห่งความรู้ทางสังคมที่มีอคติ เช่น ฝรั่งมั่วเซ็กส์ พม่าร้าย
     • การแบ่งองค์กรตามกระทรวงทำให้มีการมองเพียงบางด้าน
     • การฝึกฝนของนักข่าว เช่น การเลือกว่าอะไรคือข่าวที่น่าสนใจ
 
แนวคิดเรื่อง CRASH
     สื่อมีเรื่องของชนชั้น (Class) เชื้อชาติ (Race) อายุ (Age) เพศ (Sex) ความพร่องหรือความด้อย (Handicap) แฝงอยู่ซึ่งนักข่าวหรือผู้อ่านไม่รู้ตัว เช่น โฆษณาวัดพระบาทน้ำพุอาจต้องใช้ ชนชั้นกลางสูง ชาติไทย อายุค่อนข่างมาก เพศชาย และต้องมีภาพของคนที่น่าสงสาร หรือเมื่อเราพูดถึงคนรับใช้ (อีแจ๋ว) ก็จะมีภาพของชนชั้นล่าง เป็นคนอีสาน วัยประมาณกลางคน เพศหญิงและพูดไม่ชัด