| เสวนากลุ่มย่อย วัฒนธรรมไทยในเรื่องเพศ: ของไทยหรือของใคร?
โดย คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ เวลา ๑๕๐๐ ๑๗๐๐ น. |
| ความเป็นนักประวัติศาสตร์ของสุจิตต์ วงษ์เทศเป็นสิ่งที่คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์รู้จักเป็นอย่างดี และมักเป็นผู้ที่เปิดประเด็นร้อนทางประวัติศาสตร์และเปิดพื้นที่ทางความคิดให้สังคมได้ถกเถียงกันเสมอ ๆ ถึงเรื่องหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่ไม่ตรงกับความเชื่อเดิมของคนส่วนใหญ่ของสังคม มุมมองเรื่องเพศกับวัฒนธรรมของนักประวัติศาสตร์ท่านนี้จึงเป็นเรื่องน่าศึกษา เพื่อสะท้อนภาพรากทางความคิดของสังคมไทยในเรื่องเพศว่า มีที่มาและแนวทางที่ไปที่ควรจะเป็น เป็นอย่างไร... |
| แท้จริง..หญิงเป็นใหญ่ เนื่องจากความเชื่อมั่นในคติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เชี่ยวชาญในด้านวัฒนธรรม ที่ว่า ผู้หญิงเป็นเจ้าของบ้านและทรัพย์สินนั้น สุจิตต์ได้อธิบายความเชื่อมั่นนี้ว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสืบสายเลือดข้างแม่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นหัวหน้าเผ่าเป็นผู้หญิง พบเอกสารจีนจำนวนมากที่หัวหน้าเผ่าเป็นผู้หญิง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่เป็นผู้นำต้องออกรบ ผู้ชายมีหน้าที่ออกรบ ส่วนประเพณีแต่งงานเรียกผู้หญิงว่าเจ้าสาว เรียกผู้ชายว่าเจ้าบ่าว หมายถึงผู้รับใช้ จากหลักฐานที่พบคนที่หล่อปืนใหญ่พญาตานี ในรัฐปัตตานีสมัยก่อนนั้น เป็นผู้หญิงนะ ผู้หญิงเป็นเจ้าของเครื่องมือกลไกทุกชนิด เช่น ตีหม้อ ทอผ้า ตีเหล็ก อะไรที่เป็นใหญ่ยกให้แม่หมด กระทั่งแม่แรง แม่เหล็ก เพศที่ใหญ่คือเพศหญิงทำไมเราเรียกคนที่เป็นหัวหน้ากองทัพว่าแม่ทัพ เราเรียกสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตว่าแม่น้ำ จะเห็นว่าอะไรที่เป็นใหญ่เรายกให้แม่หมด สุจิตต์สรุปต่อไปว่า ในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นฐานชีวิตที่เคารพผู้หญิง ผู้หญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม เพราะฉะนั้นผีบรรพบุรุษจึงไม่เคยลงผู้ชาย ลงแต่ผู้หญิงเพราะผู้หญิงเท่านั้นมีสิทธิในการติดต่อสื่อสารกับผีเรือน ผีบ้าน ผู้ชายต้องมารับใช้ ผู้หญิงจึงเป็นเจ้าของบ้าน ที่ดิน ดูแลครอบครัว ปู่ย่าตายาย ผู้ชายที่เข้ามาอยู่ในบ้านเป็นเพียงผู้อาศัยที่เรียกว่า เขย ทั้งหมดคือรากฐานของสังคมที่ยังไม่มีชาติ ที่ถือคติในเรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของที่ดิน ดูแลบ้าน ดูแลบรรพบุรุษ แต่ความเป็นใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงผู้หญิงถูกริบไปเป็นของผู้ชายเมื่อมีศาสนา |
| รักษาพรหมจารีย์ ใครว่าประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ในสังคมไทยผู้ใหญ่มักชอบพูดว่าประเพณีไทยแท้แต่โบราณผู้หญิงทุกคนต้องรักนวลสงวนตัว ต้องเป็นพรหมจารีย์ แท้จริงแล้วในสังคมดึกดำบรรพ์ หมายถึงตอนที่มีรัฐแล้ว เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในสมัยโบราณไม่มีการแยกเพศ เห็นได้จากการแต่งกายผู้หญิงผู้ชายก็นุ่งผ้านุ่งเหมือนกัน ดูอย่างโสร่ง เป็นต้น เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องสำคัญ และไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะคนโบราณไม่ได้รู้จักคำว่าพรหมจารีย์ ในความหมายที่คนปัจจุบันเข้าใจและยึดถือกัน คนโบราณจะรู้จักในความหมายของการเป็นพรหมจรรย์ หมายถึงการสละโลกเป็นเพศพรหมจรรย์ ซึ่งทั้งหญิงและชายสามารถสละได้ เพราะฉะนั้น เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ส่วนพรหมจารีย์เป็นวิธีคิดในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรียในสมัยรัชกาลที่ 4 สมัยก่อนผู้หญิงสามารถเปลี่ยนสามีได้สบาย ๆ ถ้าผู้ชายขี้เกียจ เลี้ยงไว้ทำไม ขณะนี้มีชนเผ่าสืบเนื่องอยู่ ชื่อชนเผ่าหมอจั๋ว ในเขตยูนนาน ผู้หญิงอยากมีลูกแต่ไม่ต้องการมีผัว ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติอยู่ มีรายการสารคดีไปสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงมีลูกเมื่อไม่มีสามี เขาตอบว่าเมื่อผู้ชายมาเคาะฝาบ้านก็นอนด้วยกัน มีเพศสัมพันธ์กันแต่ไม่ต้องการอยู่ด้วย เมื่อถูกถามว่าแล้วใครจะเป็นพ่อ เขาตอบว่า ใคร ๆ ก็เป็นได้ ลุงก็เป็นได้ น้าก็เป็นได้ ลูกไม่จำเป็นต้องรู้จักพ่อ เพราะเรียกพ่อได้หมด ไม่ได้เกี่ยวกับ พรหมจารีย์ ที่สังคมไทยชอบพูดกันว่าเป็นประเพณีไทยแท้แต่โบราณ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องมั่วเซ็กซ์ เพียงแต่ผู้หญิงเป็นผู้พิจารณาว่า ผู้ชายคนนั้นเหมาะสมที่จะเป็นสามีหรือไม่ แต่ปัจจุบันกลับกัน กลับเอาความคิดของผู้ชายเป็นหลัก คำว่า กุลสตรี นั่งพับเพียบ หรือรักนวลสงวนตัว เหล่านี้ล้วนเป็นคาถากำกับความเป็นผู้หญิงที่สืบทอดความเชื่อมาจากตำรานางนพมาศ ซึ่งเป็นคติของชนชั้นผู้ดี ชนชั้นขุนนางนั่นเองผู้หญิงที่เรียบร้อยในแบบฉบับของนางนพมาศ จึงเสี่ยงต่อการเป็นเอดส์อย่างยิ่ง ฉะนั้นเราไม่ควรทำเรื่องเพศให้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ และต้องแก้ที่ความคิดของผู้หญิงเป็นหลักด้วยการสอนให้ผู้หญิงกล้าพกถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคและการตั้งท้อง หรือจะพูดแบบตรง ๆ คือ เราไม่มีทางห้ามเด็กไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ คิดดูซิว่านางเอกในวรรณคดีทุกเล่มมันฟาดไปแล้วเมื่ออายุ 14 แล้วคุณจะให้ผู้หญิงทนเก็บกดจากอารมณ์เพศอยู่ทำไม นางวันทองพออายุ 14 เรียบร้อยไปแล้ว นี่คือปรกติของมนุษย์ ผมไม่ได้ยั่วยุให้มี และกลายเป็นเรื่องมั่วสุมทางเพศไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นธรรมชาติปรกติของมนุษย์ คนโบราณเขาไม่ได้รังเกียจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นพิธีกวนข้าวทิพย์ที่ต้องหาหญิงพรหมจารีย์จึงหาไม่ได้ เขาจึงใช้เด็กหญิงอายุต่ำกว่า 12 มีพิธีกรรมอีกพิธีหนึ่งที่เปลี่ยนสถานะจากเด็กเล็กเป็นเด็กโต เป็นพิธีทำขวัญเพื่อให้เตรียมตัวรับสถานการณ์ว่าสถานะจากเด็กเป็นสาว สมมติว่าไปมีเพศสัมพันธ์ คนโบราณเขาก็เปิดโอกาสให้ในพิธีลงข่วง เปิดโอกาสให้มีเพศสัมพันธ์แต่อยู่ในสายตาของชุมชน ผีบ้านผีเรือน แต่หากเกิดพลาดไปมีท้อง ลักพากันหนีไปก็มีการขอขมาลาโทษและครองรักครองเรือนกันไป ฉะนั้นเรื่องพรหมจารีย์จึงไม่เป็นเรื่องสำคัญ |
| เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ควรพูดกันในที่โล่งแจ้ง เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ควรพูดกันในที่โล่งแจ้ง แต่คนที่มีการศึกษามักคิดว่าพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย ความหยาบกับไม่หยาบนั้น ผู้ดีเป็นผู้กำหนด เพราะฉะนั้นผู้ดีจึงกำหนดให้เรียกอวัยวะเพศหญิงในความหมายว่า เลวทรามต่ำช้า ในพระพุทธศาสนามีนิกายมหายานเป็นใหญ่ มหาก็ใหญ่อยู่แล้ว จึงเรียกนิกายตรงข้ามว่าหีนยาน ยานเล็ก หีนแปลว่าเลวทรามต่ำช้า เช่น ทมิฬหีนชาติ เห็นหรือยังว่าแม้แต่ชื่ออวัยวะเพศหญิงยังถูกทำให้เลวทรามต่ำช้า เพราะพวกผู้ดีสั่งให้เรียก และนับประสาอะไรกับร่างกายผู้หญิงจะไม่ถูกทำให้เชื่อว่าเลวทรามต่ำช้า และเราก็สะสมความคิดนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหญิงไทยก็ยอมรับในกติกา ยอมรับโดยดุษฎีและไม่มีปัญญาจะเถียงอะไรกับเขา เพราะมัวแต่อายเรื่องอวัยวะเพศมัวแต่อายที่จะพูดเรื่องเพศ แน่นอนผมต้องถูกตำหนิเป็นธรรมดาจากพวกผู้ดีทั้งหลาย และผมก็ยินดีให้พวกผู้ดีตำหนิด้วย เพราะว่าเขาดัดจริตจริง ๆ การที่สังคมยังไม่ยอมรับที่จะพูดเรื่องเพศกันอย่างเปิดเผย ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เด็ก ๆ ก็ไม่มีทักษะชีวิต ไม่ใช่พอพูดเรื่องถุงยางอนามัยก็เกิดอาการจะเป็นจะตาย แนะนำเขาเถอะว่าให้ใช้ถุงยางอนามัย แล้วถ้าเกิดท้องขึ้นมาก็ เออไม่เป็นไรใจเย็น ๆ ข้อสำคัญคือแนะนำให้เขาใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยไม่ทำให้เอ็งท้องได้หรอก แต่ถ้าไม่มีเอ็งจะท้อง อย่างน้อยก็ป้องกันเอดส์ เด็ก ๆ ไม่รู้หรอกว่าจะมีคนมาหลอก ต้องสอนให้เด็กผู้หญิงรู้เท่าทันผู้ชาย การสอนให้เรียบร้อยไม่สามารถป้องกันได้ จับไม่ได้ไล่ไม่ทันผู้ชาย ถ้าหากเรายังคิดว่าการให้ความรู้ในเรื่องเพศศึกษายังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพูดกันอย่างเปิดเผยได้ หากยังคิดว่าจะต้องสอนให้ผู้หญิงไทยเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เหมือนในอดีต คุณก็เตรียมรับสภาพเถอะว่าผู้หญิงไทยเป็นเอดส์เพิ่มขึ้น |
| มุมมองเรื่องเพศ...ทำใจให้กว้าง มองถึงความเป็นคน เรื่องเพศถูกกำหนดอย่างไรว่าไม่ใช่เรื่องธรรมชาติทั้งที่เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนความเหลื่อมล้ำทางเพศนั้นมาจากการได้รับอิทธิพลจากความเชื่อในเรื่องเทวดาซึ่งแนวคิดนี้มาจากอินเดีย อันได้แก่ พระนาราย พระศิวะ พระพรหม ดูได้จากเทวดาที่มาจากอินเดียเป็นผู้ชายทั้งสิ้น และความเชื่อทางศาสนาและคติทางฝรั่ง ทำให้เพศชายมีสถานะสูงขึ้น และเมื่อความเชื่อนี้ถูกเผยแพร่ผ่านมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้คนแถบนี้รับเอาคตินี้มาโดยไม่รู้ตัว ความงามจากวรรณคดีในเรื่องเพศ ทำความเข้าใจกับเรื่องเพศโดยธรรมชาติ ว่าเพศสภาวะ เป็นเรื่องที่มีความเข้าใจในผู้ชาย ที่มีความเข้าใจในผู้หญิง ความเป็นมาของสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้กดขี่ทางเพศและ 2 เพศก็อยู่ด้วยกันพึ่งพาอาศัยกัน เครื่องแต่งกายในสมัยโบราณก็ไม่ได้แยกเพศ โสร่งนุ่งได้ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพิ่งมามีกฎหมายแยกเรื่องเพศในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เมื่อถูกถามถึงทางออกของสังคมไทยขณะที่เรื่องเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นกลายเป็นปัญหาของสังคม สุจิตต์ ได้ให้มุมมองความคิดแฝงนัยยะที่น่าสนใจว่า ทำใจให้กว้าง มองถึงความเป็นคน อย่าไปสนใจความเป็นชายหญิง และให้ทำความเข้าใจเรื่องเพศ อย่าทำร้ายเด็กผู้หญิง เพราะเขาคงไม่มาขออนุญาตผู้ใหญ่อย่างเราว่า หนูขอไปมีเพศสัมพันธ์นะ แต่เราในฐานะผู้ใหญ่มีหน้าที่ให้กำลังใจ ช่วยให้กำลังใจว่าอย่าเพิ่งท้องเพิ่งไส้ เรียนให้จบเสียก่อน ที่สำคัญแนะนำเขาไปเถอะว่าให้ใช้ถุงยางอนามัย เพราะสมัยนี้ ระหว่างการเสียตัว คือเสียไปแล้ว กับการเป็นเอดส์จะเอาอย่างไหน |
| คำถามที่น่าคิด ก่อนจะจบการเสวนามีการแลกเปลี่ยนในประเด็นที่น่าสนใจว่า สื่อในปัจจุบันนำเสนอสิ่งที่เป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องเพศทำให้เด็กอยากรู้อยากลอง ในขณะที่หน้าที่ของครู และพ่อแม่คือการป้องกันไม่ให้เกิดเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สุจิตต์ได้แลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ว่า สื่อในบ้านเราเองยังมีปัญหา แต่จะโทษสื่ออย่างเดียวไม่ได้เพราะคนที่ทำงานสื่อก็คือคนที่อยู่ในสังคมนี้ร่วมกัน เติบโตมาจากรากของสังคมเดียวกัน ฉะนั้นมันเกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมด เป็นปัญหาคาราคาซังมาไม่น้อยกว่า 50 ปี สื่อเองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดประวัติศาสตร์ล้าหลังคลั่งชาติ และสื่อเองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดที่ว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ต่ำช้าเลวทราม มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ ผมมีคำถามติดอยู่ในใจตลอดเวลา ว่าถ้าเราไม่ปิดบังเรื่องเพศ เหมือนสังคมตะวันตก หรือสังคมญี่ปุ่น สังคมเราจะเลวมั้ย สุจิตต์ตั้งคำถามทิ้งท้ายพร้อมกับขยายความว่า ในสังคมตะวันตก หรือสังคมเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น เรื่องเพศเป็นเรื่องที่เปิดเผย แต่สภาพสังคมหรือสถานการณ์ของวัยรุ่นกับปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์มีน้อยมาก สิ่งที่ต้องคิดก็คือ สังคมเหล่านั้นมีการจัดการความรู้ ทางเลือกมากกว่าสังคมไทย เด็กมีสถานที่ทางเลือกมากมาย เข้าพิพิธภัณฑ์ เลือกเข้าห้องสมุด เลือกดูคอนเสิร์ต ฟังดนตรี เลือกเข้าหอศิลป์ เลือกดูหนัง ดูละคร วัยรุ่นในประเทศพวกนี้มีทางเลือกอยู่ตลอดเวลา แต่ในสังคมไทย วัยรุ่นมีทางเลือกน้อย ค่ายเพลงก็มีไม่กี่ค่าย แล้วจะให้วัยรุ่นไทยไปไหน ... ที่เวียนนา ออสเตรียที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงโมซาส หรือที่ปารีส เมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ เขาล้าหลังหรือไม่ ประวัติศาสตร์พวกนี้เป็นตัวสร้างจินตนาการ คนจะมีจินตนาการไม่ได้ถ้าขาดวรรณคดี ขาดประวัติศาสตร์ ขาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของชาวบ้าน ภาษางาม ๆ เช่นภาษาในอิเหนา ภาษารามเกียรติ์ เป็นเรื่องที่ส่งเสริมจินตนาการทั้งสิ้น ที่พูดมานี่จะบอกว่าเรื่องเพศไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการขาดจินตนาการ ขาดความรู้ในสิ่งที่ดี ๆ ผมคิดว่าการที่วัยรุ่นได้มีความรู้ในสิ่งที่ดี ๆ มีสิ่งที่จะเลือก มีโอกาสที่จะเลือกทำในสิ่งที่ดี ๆ เรื่องเพศไม่ใช่ปัญหา |
อาจารย์สุจิตต์ทิ้งประเด็นสุดท้ายให้เราขบคิดกันต่อว่า
ทางออกของปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น นอกจากการสร้างทางเลือกที่ดีให้กับวัยรุ่นแล้ว
กำลังใจยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเกิดข้อผิดพลาดการให้วัยรุ่นอยู่ในสายตาของชุมชน
มีความเอื้ออาทรต่อกัน อย่าซ้ำเติมและคิดไว้เสมอว่าเมื่อเด็กมีวิกฤต ต้องมีที่พึ่งทางใจ
และทำให้วัยรุ่นกลับมาหาครอบครัว เพราะเขาไม่รู้จะไปไหน |