| เสวนาเรื่อง ระบบการศึกษากับการพัฒนาเยาวชน
วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ โรงแรม รามา การ์เดนส์ |
||||
|
||||
| คุณนิรมล เกริ่นนำด้วยการตั้งคำถามจาก อ. ชัยวัฒน์ ถึงเรื่องการศึกษาของเยาวชนที่ผ่านมาเมื่อเช้า สำหรับหัวข้อวันนี้ที่ว่าด้วยระบบการศึกษา บางท่านอาจะท้อ ฉุน หรืออบอุ่นที่มีคนคิดเหมือนเรา สิ่งที่เราจะพูดกันวันนี้ คือ การพัฒนาเยาวชนจะนำเราไปสู่หนใด ขอเริ่มจาก อ.จอนก่อนค่ะ |
||||
| อ. จอน หัวข้อนี้กว้างขวางมาก แต่อยากจะเล่าว่า ในการทำงาน ๒๕ ปีก่อนจะมาเป็น สว. นั้น ผมทำงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ซึ่งเป็นองค์กรสำหรับผู้เรียนจบใหม่ๆ ที่มาเป็นอาสาสมัครสองปี แต่มีหลายคนที่อยู่ไม่ครบ ประมาณปีที่สองจะเหลือประมาณ ๗๐ % คนที่มาทำงานที่นี่ จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน มีเรื่องของสังคมอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะผมมองว่า หลักสูตรการศึกษาของเราในวันนี้มีหลายสิ่งที่ยังไม่เตรียมพร้อมผู้เรียนให้เข้าใจสังคมพอ เพราะองค์ประกอบของการพัฒนาคนก็เพื่อ พัฒนาทักษะชีวิตตนเอง เช่น เวลาเริ่มมีแฟนควรทำตัวอย่างไร การมีเพศสัมพันธ์กับความสัมพันธ์กับคนอื่น เราไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหลักสูตร เราไม่เตรียมเยาวชนให้รู้จักจัดการชีวิตตนเอง เพศศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดการชีวิต การเรียนรู้เรื่องสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่รู้จักยืนยันสิทธิตนเอง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด การสร้างความเข้าใจในสังคม ในตัวผู้อื่น เช่น การทำงานด้านเอดส์ เราไม่มีทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้หากเราไม่เข้าใจความเสี่ยงของคนที่มีโอกาสติดเชื้อว่าเป็นอย่างไร เราควรเป็นมิตรกับคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้ หลายครั้ง ปัญหาของสังคมเราเกิดจากช่องว่าง ยกตัวอย่างจากสถานการณ์ปัญหาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เช่น การละเมิดสิทธิที่เกิดจากพื้นที่ เวลาเข้าไปดูในเว็บไซต์ เราจะพบเห็นถึงความไม่เข้าใจในปัญหาของคนในสังคมว่าคนใน ๓ จังหวัดนั้นเป็นคนไทย หรือเป็นคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งความไม่เข้าใจนี้เป็นอันตรายเพราะสังคมเรามีความหลากหลาย เหมือนการทำงานด้านเอดส์ที่ต้องเข้าใจคนหลายอาชีพ หลายประเภท เช่น คนใช้ยาเสพติด คนขายบริการทางเพศ ถ้าเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ เราจะรู้ว่าจะให้ความเป็นเพื่อนกับเขาอย่างไร ดังนั้น การให้การศึกษาแก่เยาวชนของเราควรเน้นการให้เยาวชนไปรู้จักกับคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เพื่อให้เกิดความเข้าใจ งานประเภทอาสาสมัคร งานประเภทที่ทำให้เยาวชนได้ไปสัมผัสคนกลุ่มอื่นๆ จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างสังคมไทยในระยะยาว เยาวชนต้องเข้าใจกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเขียนเรื่องราวของคนเหล่านี้ออกมาในรูปแบบใดก็ตาม เรื่องนี้สำหรับผมไม่มีเส้นแบ่งสำหรับครูและนักเรียน แม้จะมีหลายเรื่องที่ครูมีความคิดเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แต่เด็กๆ ยังเรียนรู้ได้อีก เรื่องการให้การศึกษาแก่เยาวชนในเรื่องเพศเช่นกัน ควรต้องให้เยาวชนได้เรียนรู้เข้าใจคนที่เป็นผู้หญิง คนที่เป็นผู้ชาย และคนที่รักเพศเดียวกัน เพราะเรื่องเหล่านี้ดำรงอยู่จริงในสังคมของเรา และอย่างที่สามคือ การพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความสามารถด้านอาชีพ ซึ่งเป็นข้อที่มีปัญหาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสองเรื่องที่ผ่านมา ทำอย่างไร เราถึงจะทำให้เยาวชนได้เข้าใจถึงการเรียนรู้ผู้อื่น |
||||
| คุณรัศมี สิ่งที่เตรียมมมาก็ใกล้เคียงกับที่ อ. พูด ที่ผ่านมาสองสามปี ได้มีโอกาสทำงานกับเยาวชนที่มีปัญหา เช่น เยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจ เยาวชนที่ถูกเรียกเก็บค่าเล่าเรียนแพง หรือเป็นเยาวชนของคนกลุ่มน้อย ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เยาวชนขาดมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การรู้จักพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองในเรื่องที่ถูกต้อง เช่น มีความมั่นใจในสิ่งที่ตนเป็น ตนคิด และตนเลือก ซึ่งความมั่นใจจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการหล่อหลอมวิธีคิดว่าจะให้ไปในทางใด สื่อมวลชนมีอิทธิพลมากที่สุดในตอนนี้ มากกว่าพ่อแม่อีก อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่รู้สึกว่าตนเองไม่มีความรู้พอ ครูเองก็ไม่มั่นใจ รู้สึกว่าตนเองถูกมองว่าเป็นแค่คนถูกจ้างมาสอน ธรรมชาติวัยรุ่น เป็นวัยที่ติดเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ แม้การสอนเรื่องเพศศึกษาของเราที่ให้กับเด็กนั้นจะมีกระบวนการที่น่าสนใจ เพราะทำให้เยาวชนได้ลองคิดในแง่อื่นๆ บ้าง แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การทำให้เยาวชนเข้าใจถึงปัญหาของสังคมว่าเชื่อมโยงกับตนเองอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับเยาวชนที่ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การที่เยาวชนจะรู้สึกว่าตนเองเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ต้องมาจากการปลูกฝัง ดังนั้น ถ้าเราจำลองสถานการณ์สังคมมาให้เด็กในช่วงวัยรุ่นคิด ตัดสินใจ ก็น่าจะดี เรายังสามารถสอดแทรกเรื่องราวต่างๆ ได้ระหว่างการพูดคุยในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าชีวิตเราไม่ได้มีมิติเรื่องเพศอย่างเดียว เยาวชนทุกคนต่างอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน หากเราเบนความรู้สึกที่ต้องการการยอมรับไปในทางสร้างสรรค์ ไปในทางที่รู้จักให้ผู้อื่นได้ เช่น การใช้ศิลปะ ซึ่งเป็นกระบวนการแสดงออกและกระบวนการสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เยาวชนภูมิใจกับบทบาทเหล่านี้ และจะมีความคิดเชิงบวก จากนั้น ก็จะมีกำลังใจ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ชีวิตจะไม่ล่มสลายโดยง่าย การที่เราจะสอนเยาวชนในเรื่องเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กให้ความสนใจ และสามารถพาไปสู่เรื่องปรัชญา เรื่องความคิดทางเพศของสังคมที่แตกต่างกันไป จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้สอนมีความรู้กว้างขวาง การทำเช่นนั้นจะพาผู้ศึกษาให้มีทัศนะที่กว้างขึ้น เข้าใจถึงที่มาของความเชื่อ อคติเรื่องเพศที่มีอยู่จริง เมื่อเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน ก็จะทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างตั้งแต่ในเรื่องส่วนตัว เรื่องผู้อื่น และจะทำให้เราใจกว้างมากขึ้น |
||||
| คุณนิรมล สิ่งที่ทั้งสองท่านพูดมาไม่แตกต่างกันมากนัก สรุปประเด็นสำคัญคือ เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจถึงความแตกต่างในการรักตัวเองกับการรักผู้อื่นนั่นเอง |
||||
| อ. จอน อีกเรื่องที่ผมไม่ได้เน้น คือ การเข้าใจเรื่องทางการเมือง เรื่องทางสังคม ผมขอยกตัวอย่างเรื่องทัศนคติที่ตายตัว เช่น การสอนให้คิดว่า แบบนี้ดี แบบนี้ไม่ดี ซึ่งเป็นการสอนที่อันตราย เพราะเป็นการอบรมสั่งสอนที่มาจากอคติของครูเอง นักเรียนไม่สามารถคิดเองได้ ยกตัวอย่างในเรื่องควร ไม่ควรในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยการยอมรับความคิดของผู้เรียนไม่ว่าจะผิดหรือไม่ เราต้องส่งเสริมให้เด็กคิด ให้เด็กเถียงกันเอง ครูไม่ควรลงไปเถียงกับเด็ก หรือเริ่มจากการสอนด้วยการห้ามก่อน พวกเราใจกว้างพอไหมกับการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น เพื่อครูจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วย นอกจากนั้น การศึกษาของเราที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเด็กๆ เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง เราควรจุดประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ถกกันเรื่อง การเปิดบ่อนเสรี การคอร์รัปชั่น ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม เราสามารถนำมาสร้างการตื่นตัวให้กับเยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีส่วนร่วม สังคมเราเน้นฝึกคนให้ความชำนาญเฉพาะด้าน เป็นวิศวกรที่ดี เป็นผู้พิพากษาที่ดี แต่ไม่ได้ให้เยาวชนเรียนรู้เรื่องทั่วๆ ไป ทุกคนต้องเป็นนักการเมืองได้ ผมหมายถึงว่าทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองคิดอย่างไรกับประเด็นทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้น ความรุนแรงในครอบครัวจนถึงความรุนแรงในสังคมเกิดมาก็เพราะเหตุนี้ เพราะไม่มีระบอบประชาธิปไตยในโรงเรียน เราต้องยอมรับว่าไม่มีความคิดใดถูกหรือผิด แต่ปล่อยให้เยาวชนปรับความคิดเข้าหากันโดยเราไม่เข้าไปบังคับ |
||||
| คุณนิรมล ดิฉันจัดรายการหนึ่งที่เรียกว่า สภาเด็ก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมั่นว่า เราต้องเชื่อว่าความคิดมนุษย์นั้นมีหลากหลาย รายการนี้ทำให้เห็นว่าเด็กๆ คุยกันเองได้ และเด็กมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากกันและกันด้วย |
||||
| คุณรัศมี หลายคนอาจรู้จักการเล่นที่เรียกว่า บทบาทสมมุติ ซึ่งการนำกระบวนการของละครมาใช้ทำให้เราไม่ต้องมานั่งอธิบาย แต่ต่างคนก็รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก แม้แต่เวลาเรานั่งดูละคร (ละครที่ดี) เราก็สามารถได้บทเรียนจากการนั่งดู เพราะกระบวนการของละครที่หมายถึงนั้นคือกระบวนการที่เป็นอุดมคติ สามารถยกระดับความคิดและจิตใจของผู้ชมได้ เช่น การดูหนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราเรียนรู้การอดทนอดกลั้นของคนบางคน ความรู้สึกที่ได้รับระหว่างชม ระหว่างฟัง นั่นแหละมันจะประทับอยู่ในจิตใจ และเมื่อเราเจอสถานการณ์บางอย่างที่ใก้ลเคียงในความเป็นจริง ความรู้สึกเหล่านั้นก็สามารถนำมาใช้สอนเราได้ กิจกรรมศิลปะที่เรียกว่า ละคร นั้นไม่สามารถทำได้คนเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือจากคนหลายคน เราสามารถเรียนรู้ทักษะการฟัง การคิดได้จากการทำกิจกรรม กิจกรรมประเภทตุ๊กตาล้มลุก คือตัวอย่างที่ชัดเจน ถึงจะเป็นกิจกรรมเด็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ลงไปแล้ว เราจะเห็นถึงหลักการของความสัมพันธ์ระหว่างคน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยทุ่นแรง เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างคนด้วยกันได้ ขอยกตัวอย่างหนึ่ง คือ การสอนเขียนบทให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ตอนที่ยากที่สุด คือ การคิดเรื่องว่าจะเขียนเรื่องอะไร ซึ่งดิฉันจะให้การบ้านว่า ห้ามเอาเรื่องของตัวเองและคนใกล้ตัว เพราะการเรียนรู้เรื่องคนไกลตัวออกไป ทำให้เขาเริ่มสนใจในตัวผู้อื่นมากกว่าการส่องกระจกดูตัวเอง และช่วยให้ทำงานที่น่าสนใจมากขึ้น |
||||
| คำถามจากผู้เข้าร่วม ผมอยู่ในแวดวงการศึกษาซึ่งอยู่ในกระบวนการที่นักศึกษาต้องเรียนเพื่อออกไปหางานทำ กระบวนการเรียนจึงเน้นหนักด้านฝึกฝนเพื่อออกไปประกอบอาชีพ ซึ่งคู่กันกับสิ่งที่วิทยากรแนะนำมาว่าต้องเน้นกระบวนการคิดเพื่อสังคม ทำให้ผมเห็นว่า สื่อ คือตัวนำที่สำคัญที่สุดสำหรับเยาวชน สื่อสมัยก่อนมีไม่มาก ไม่หลากหลายเท่าปัจจุบัน ดังนัน ในฐานะที่ท่านอยู่ในสื่อเหล่านี้ จะผลักดันอย่างไรเพื่อให้มีสื่อคุณภาพที่ช่วยเยาวชนเป็นไปอย่างที่เราคาดหวังว่าจะเป็นคนดีของสังคม |
||||
| คุณรัศมี เรื่องนี้ต้องทำทั้งสองทาง ทั้งผู้ผลิตและผู้รับ งานหนักของคนผลิตสื่อคือ เราอยู่ในโลกที่ทุนเป็นใหญ่ ทำให้เราทำงานลำบากกว่าจะได้สื่อที่ถูกใจเรา สิ่งเราทำได้คือ สอนคนทำงานให้มีวิจารณญาณว่า สิ่งใดที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ฉกฉวยเอาจากจุดอ่อนของผู้บริโภค และต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้รับสื่อที่เป็นเยาวชนว่าจะมีชีวิตอย่างไรโดยไม่ต้องชอบนักร้องคนนี้ ดิฉันเคยทำกิจกรรมที่เรียกว่า ปั้นอาชีพในฝัน มีเด็กๆ ปั้นเพื่อนเป็นแดนเซอร์สักครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งห้องก็เป็นนักร้อง จะหาคนที่ปั้นครู พยาบาล หมอ ได้ยากมาก เพราะอาชีพที่มีเกียรติในทุกวันนี้คืออาชีพที่มีใบหน้าลงสื่อทุกวัน เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะหัดให้เยาวชนเป็นผู้สร้างสื่อได้เอง โดยไม่ได้ให้แต่เทคนิควิธีการเท่านั้น |
||||