| บันทึกเสวนาข้างเวที การเมืองเรื่องเพศ ว่าด้วยตัวตนมนุษย์เพศหญิง ณ โรงแรม รามา การ์เดนส์ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ |
||
|
||
|
||
| การเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้เสวนาและผู้ชมดูละครเรื่อง ขอจิ๋มพูด จบลง โดยพูดคุยกันในเรื่องมุมมองต่อละคร และสิ่งที่ได้หลังจากดูละครจบ | ||
| กฤติยา ดิฉันได้ข่าวละครเรื่องนี้มานานแล้วจากบทความของคุณรุ่งมณี ที่เขียนลงผู้จัดการ ระหว่างดูละครก็ลุ้นอยู่นานว่าเมื่อไหร่จะได้ยินคำที่อยากฟัง พอได้ยินคำว่า หี แล้วก็ชื่นใจ ความจริง คำนี้เป็นคำชาวบ้านที่เราได้ยินเสมอ เมื่อสมัยไปทำวิจัย มียาสมุนไพรของชาวบ้าน ชื่อ ยาหีหุบ ครั้งหนึ่ง เคยจัดการเสวนาเกี่ยวกับเรื่องตกขาว พอเห็นนักข่าวทำท่าเบื่อจะกลับ ดิฉันบอกว่ามี ยาหีหุบ จะคุยให้ฟัง นักข่าวอยู่ต่อทันที ประเด็นที่น่าสนใจจากละครเรื่องนี้คือ ภาษา เพราะคำที่ถูกมองว่าหยาบคายนั้น มีคุณค่ากำกับอยู่ เราถูกสอนมาว่าคำว่า หี เป็นคำหยาบ แต่ก่อนดิฉันก็อึดอัด แต่หลังจากปลดปล่อยตัวเอง ก็เลยพูดได้ เนื่องจากเราให้ความหมายของคำนี้ไปตามข้อเท็จจริงของมัน ไม่ได้ให้คุณค่าใดๆ ถ้าเราอึดอัดที่จะพูด เราต้องถามตัวเอง ไม่ใช่แค่คำว่า หี อย่างเดียว คำว่า ควย ก็เช่นกัน ซึ่งในสังคมไทย เราสามารถด่าด้วยการใช้คำเรียกอวัยวะเพศชาย หรือเรียกให้ผู้หญิงได้ยิน ซึ่งน่าจะต้องคำถามกันบ้างว่าเพราะอะไร ประเด็นต่อมา เราให้ความสนใจกับอวัยวะเพศของตนเองมากน้อยแค่ไหน เห็นอวัยวะเพศของตนเองตอนอายุเท่าไหร่กันบ้าง สำหรับดิฉันคือตอนอายุสามสิบกว่า สิ่งที่น่าคิดคือ ทำไมตัวเราเองชอบสอนลูกหลานให้ไม่แตะต้อง ไม่ชอบ ไม่สนใจอวัยวะเพศของตน เรื่อง จิ๋มเกลี้ยง เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน ถ้าสังเกตจะเห็นว่าหนังโป๊แทบทุกเรื่อง ผู้หญิงจะโกนขนอวัยะเพศหมด ผู้หญิงต้องเป็นเมียกับแม่เท่านั้นหรือ? คือเรื่องที่น่าคิดตามมา ก่อนที่คุณจะปลดปล่อยผู้อื่นได้นั้น คุณต้องปลดปล่อยตนเองก่อน ดังนั้น ถ้าอยากเข้าใจใน เรื่องนี้ เข้าใจกันและกัน พวกเราควรจะชวนกันถามคำถามทำนองนี้มากขึ้น |
||
| พิชญ์ คำถามที่เกิดขึ้นหลังจากดูละครเรื่องนี้คือ ละครเรื่องนี้ต่างกับการสอนสุขศึกษาในโรงเรียนอย่างไรบ้าง แล้วก็พบว่า วิชาสุขศึกษาในโรงเรียนเป็นวิชาที่ไม่ชวนให้เรียนเอาเสียเลย สิ่งต่อมาที่ผมนึกถึงคือ โฆษณาเบียร์สิงห์ในต่างประเทศ My country, my beer ละครเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ภาพใดๆ เลย ความหยาบของละครเรื่องนี้อยู่ที่ภาษา ซึ่งเกี่ยวพันกับค่านิยม และที่ลึกลงไปคือ ภาษาเป็นเรื่องของอำนาจ ล้วนๆ เหล่านี้คือประเด็นตั้งต้นที่นำไปสู่เรื่องที่ผมอยากจะพูดคือ เซ็กส์เกี่ยวพันกับอำนาจและการเมือง เซ็กส์เป็นอำนาจที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า อำนาจ ที่เราใช้ในนโยบายการเมือง เวลาเราสอนเรื่องเพศ เราไม่สามารถสั่งได้ด้วยการ ห้าม แต่เราสามารถทำให้คนๆ นั้นไม่บรรลุในสิ่งที่เขาต้องการ โดยการไม่ให้หมกมุ่นกับเรื่องนั้น หรือถ่วงเวลาไว้ หรือบ่มเพาะความคิดแบบที่เราเรียกกันว่า ปลูกฝังค่านิยม นั่นเอง เรื่องเพศเกี่ยวข้องกับอำนาจด้วยกระบวนการบางอย่าง ยกตัวอย่างจากคำพูดที่เราคุ้นๆ กันว่า คุณไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่คุณถูกทำให้กลายเป็นผู้หญิง แต่แม้ผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชาย ก็ยังสามารถถูกปกครองได้โดย ยินยอมพร้อมใจ เวลาเราพูดถึงเพศสัมพันธ์ เราชอบนึกถึงแต่การสอดใส่ แต่ไม่ค่อยนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ ผู้ชายเห็นอวัยวะเพศหญิงบ่อยก็จริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้จักอวัยวะเพศหญิง ปัจจุบัน เราจึงเห็นหมอออกมาพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องเพศว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นๆ อำนาจที่เกี่ยวกับเพศ ต่างจากอำนาจอื่นๆ เพราะหาต้นตอไม่ได้ว่ามาจากใคร เพราะอำนาจเหล่านี้เกิดจากทุกคนกระทำซ้ำต่อตัวเอง ในขณะที่เรากระทำนั้น ความไม่เข้าใจก็จะยังคงดำรงอยู่ การออกไปประท้วงรัฐบาลเพื่อสิทธิสตรี ลาคลอดนานขึ้นนั้นไม่ช่วยอะไรได้ สำหรับละครเรื่องนี้ สิ่งที่ยังมองเห็นไม่ชัด คือเรื่องการปลดปล่อยตัวเอง ประเด็นที่ท้าทายคือ ความเป็นเมียและแม่ของผู้หญิง เพราะผู้หญิงถูกสอนมาว่า จะสวยงามได้ก็ต้องเป็นแม่ เป็นเมีย มีทางออกอื่นๆ ไหมที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชาย และจำเป็นหรือที่เราต้องบอกทุกอย่างให้จบในละครเรื่องหนึ่ง |
||
| ผู้กำกับละคร สาเหตุที่ทำให้นำละครเรื่องนี้มาเล่น ไม่ได้มาจากความรู้สึก เฟมินิสต์ แต่มาจากความรู้สึกว่า แต่ละคนมีตัวตนของตัวเองที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย ดังนั้น บทสรุปของละครไม่ได้อยู่ที่ตอนจบที่แสดงความเป็นแม่ แต่อยู่ที่การรู้จักนับถือตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและอยากสื่อมากที่สุด เพราะนักแสดงที่ได้แสดงเรื่องนี้ต่างก็รู้สึกดีกับตัวเองและมีความสุขได้ด้วยตนเอง |
||
| ภาสกร (ผู้ดำเนินการเสวนา) ผมอ่านข่าวเจอว่า ละครเรื่องนี้ถูกห้ามแสดงในหลายประเทศ เช่น อูกันดา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องเอดส์ นี่ก็เป็นเรื่องน่าคิด |
||
| กฤติยา ประเด็นของ อ. พิชญ์ น่าสนใจมาก แต่ดูเหมือนอาจารย์พูดไม่หมด คำถามที่สำคัญคือ เราสร้างจินตนาการได้จากภาษา ขณะเดียวกัน ก็ถูกเก็บกดด้วย อำนาจไม่ได้มาลอยๆ ตามอากาศ มันมีที่มาที่ไปและถูกควบคุมอยู่ในตัวเรา ซึ่งตามความคิดของเฟมินิสต์ก็จะบอกว่า เป็นวิธีคิดแบบ ชายเป็นใหญ่ และถ้าเราไม่สามารถปอกเปลือก ถลกความคิด ออกมา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจเรื่องนี้แน่นอน ตามความคิดของดิฉัน หัวใจใหญ่ของละครเรื่องนี้คือ อำนาจในการตัดสินใจใช้เนื้อตัวร่างกายของตัวเองนั้นเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะของผู้หญิง ถ้ากะเทาะเรื่องนี้ออกไม่ได้ก็จะยังเป็นปัญหาต่อไป |
||
| พิชญ์ สาเหตุที่ผมไม่ได้พูดที่มาที่ไป แต่ผมให้ความสำคัญกับ อำนาจ เพราะแม้เราจะรู้ที่มาที่ไปก็ตาม เราก็ยังไม่สามารถปลดปล่อย หรือเอาชนะมันได้ หากเราไม่เข้าใจในรายละเอียด เป็นเรื่องเดียวกับการที่เราโค่นล้มรัฐบาลหนึ่งเพราะไม่พอใจในการปกครอง แต่รัฐบาลใหม่ที่ได้มาก็ไม่ต่างอะไร สิ่งที่ต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับรัฐต่างหาก อีกประเด็นคือ อำนาจไม่ได้อยู่ในอากาศ แต่ผูกอยู่กับระบบทุนนิยม เป็นเรื่องของการสร้างวินัยให้อยู่ในระบบ เช่น ณ อายุหนึ่งคุณห้ามคนไม่ให้มีเซ็กส์ แต่พอถึงอายุหนึ่งคุณบอกว่า สามารถทำอะไรได้อย่างเสรี การสอนเด็กว่า ไม่ ต่างกับการสอนให้เด็ก รักนวลสงวนตัว ถ้าเราสอนเด็กว่า ไม่ เพราะเป็นวัฒนธรรมไทย กับการสอนว่า ไม่ เพราะเรายังไม่พร้อม เรามีอย่างอื่นที่ต้องทำ การห้ามสองอย่างนี้ต่างกัน ทำไมนักศึกษาถึงกลายเป็นวัตถุทางเพศ และเป็นพื้นที่ที่ต้องถูกจัดการอย่างมาก ต่างจากสาวโรงงานจบม . ๓ ที่จะไปทำอะไรต่อก็ได้ทั้งนั้น นี่คื่อตัวอย่างของเรื่อง ห้าม ที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ ผมรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรจากการเอาลูกไปแต่งงานกับคนตระกูลนี้ ตระกูลนั้น ฉะนั้น ผมจึงตอบไม่ได้หรอกนะเวลาถูกถามว่า เด็กเอากันได้หรือเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องวัยเจริญพันธุ์หรอก แต่เป็นเพราะเรามีโรงเรียน และเด็กที่อยู่ในโรงเรียนล้วนแต่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ต่างหาก ละครเรื่องนี้ถ้าอยากให้ได้ผลดี น่าจะให้ผู้บริหารดู เพื่ออบรมเรื่องนโยบายการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้กำกับนั้น ผมอยากขยายความว่า เราชอบพูดกันว่า เราต้องรักตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องถามต่อ คือ แล้วตัวตนเราจะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร เพราะเพศสัมพันธ์นั้นสัมพันธ์กับคนอื่น มีคำอธิบายอื่นนอกจากคำว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง และ การทำให้อีกคนพอใจ ไหม ผมมองว่าปัญหาของผู้หญิงทุกวันนี้อยู่ที่ เส้นผม ผู้หญิงให้คุณค่ากับเส้นผมมากเหลือเกิน เพราะถูกกดในเรื่องเซ็กส์ เรื่องของผม เป็นเรื่องของการจับจ้อง ที่จริง เราอาจไม่ต้องเริ่มจากจิ๋มหรอก มาเริ่มกันที่ของที่อยู่สูงที่สุดดีกว่า คุณพอใจในสิ่งที่คุณเป็นแค่ไหน นี่อาจเป็นทางออกทางหนึ่งในการคุยกันเรื่องเพศศึกษา ผมนุ่ม ผิวเนียน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวรรณะ ชนชั้นเหมือนกัน |
||
| กฤติยา ดิฉันว่า เรื่องผิวน่าสนใจกว่าเรื่องผม เพราะมีงานวิจัยในเรื่องโฆษณาครีมทาผิวระบุว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโกหก และเห็นด้วยว่าละครเรื่องนี้ควรเล่นให้ผู้บริหารดูเท่านั้น และใช้เวทีทางเลือกดีกว่าจะไปจัดในโรงเรียน สรุปแล้ว ถึงจะดูละครเรื่องนี้แล้ว เราก็อาจจะยังไม่กล้าดูจิ๋มตนเองอยู่ดี เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้าน เรายังต้องสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นที่ อ. พิชญ์กล่าว |
||
| รัศมี เผ่าเหลืองทอง (ผู้ชม) ละครเรื่องนี้มาจากละครอเมริกัน ซึ่งมันสะท้อนถึงความหมกมุ่นในตนเองอย่างมากของสังคมเขา สังเกตว่าคนอเมริกันมักรีบร้อนที่จะบอกสถานะของตนเองกับคนที่ตนเองเพิ่งรู้จัก เช่นเดียวกับละครต้นฉบับที่ชื่อ vagina monologue ที่ทำให้เรารู้สึกว่า คนอเมริกันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางเพศมากเกินไปจนกลบมิติอื่นๆ ดิฉันอยากยกตัวอย่างแนวคิดของทางยุโรป เพราะเพิ่งอ่านงานเขียนของมิลาน กุนเดอรา ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวของยุโรปมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะทำให้เราเห็นถึงบทบาทของเราว่าเราจะเลือกเป็นใคร ที่ไหน ที่ไม่ได้ติดอยู่กับเรื่องเพศเท่านั้น |
||
| พิชญ์ ขอเสริมอีกเรื่องหนึ่งเพื่อเป็นการปิดท้ายว่า มีคำๆ หนึ่งที่ชอบพูดกันในสมัยนี้ว่า ต้องรู้จักดูแลตัวเอง ผมเห็นว่าคำนี้สะท้อนได้จากนิสิตจุฬาฯ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ผมสอนซึ่งผมอยากเรียกว่า สถาบันเตรียมแอร์โฮสเตส ผมรู้สึกว่า นิสิตไทยสมัยนี้ทำไมถึงใส่ใจในเรื่องความผอมอย่างมากขนาดนั้น ดูๆ แล้ว การแต่งกายก็ไม่ต่างจากพวกนักเรียนนายร้อยที่ต้องใส่เสื้อคับ ขัดเครื่องแบบเงามันวับ ผมว่านักศึกษาไทยแต่งตัวสวยที่สุดในบรรดานักศึกษาในโลกนี้แล้วล่ะ |
||