การศึกษากับการบ่มเพาะเยาวชนท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โดยดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปาฐกถาในการประชุมวิทยากรหลัก โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ
๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ เวลา ๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น.
 
           จากหัวข้อ “การศึกษากับการบ่มเพาะเยาวชนท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม” จะเห็นว่ามี Key Words ๓ คำ ด้วยกัน คือ ๑. การศึกษา ๒. เยาวชน ๓. วัฒนธรรม
 
         เริ่มจากข้อ ๑ เรื่องการศึกษา ขอถามคำถามแรก คือ วิธีฝึกฆาตรกรทำอย่างไร
         คำตอบคือ
         ๑. เลือกคนที่ Passive Aggressive ก้าวร้าวแบบไม่แสดงออก ไม่เอาคนที่ทำงานตามใจ ตัวเอง แต่เอามาเพื่อทำงานตามคำสั่ง จึงต้องการคนที่มีความสามารถควบคุมตนเองสูง
         ๒. Desensitization ทำให้คนรู้สึกชากับปัญหาบางอย่าง และการใช้อาวุธ ยกตัวอย่าง ในสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐให้ทหารดูวีดีโอที่มีแต่ความรุนแรงตลอดเวลา Dehumanization ทำให้มองอีกฝ่ายไม่เป็นมนุษย์ เป็นงานทางวัฒนธรรมทำให้วัฒนธรรมของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ใช้มาตรฐานวัฒนธรรมของตัวเองเป็นตัวตั้ง บอกว่าวัฒนธรรมของคนอื่นป่าเถื่อน
         ทั้งหมดนี้จะทำให้ได้คนที่มีวินัยพร้อมความก้าวร้าวรุนแรง เห็นอาวุธเป็นเรื่องชาชิน และที่สำคัญมองคนอื่นไม่เป็นคน พร้อมจะใช้ความรุนแรงกับเขาได้
         คำถามที่เราต้องตั้งกับตัวเองคือในชีวิตของเราถูกทำให้รู้สึกว่าความรุนแรงถูกทำให้เป็นปกติมากน้อยแค่ไหน หรือการใช้ความรุนแรงเป็นปกติมากน้อยแค่ไหน หมายความว่า ทุกวันนี้เราเองถูกทำให้ชาชินกับการใช้ความรุนแรง และการไม่เห็นคนที่ต่างจากเราเป็นคนเหมือนเรามากน้อยเพียงไร
 
          ข้อ ๒ เรื่องเยาวชน คำถามสำหรับเยาวชนคือ เยาวชนคืออะไร หรือเป็นอย่างไร
          ผมขอเริ่มเล่าเรื่องของหลานสาว ครั้งหนึ่งผมขับรถพาหลานสาวอายุ 5 ขวบผ่านไปทางสวนลุมพินี หลานให้ความสนใจกับตึกโรงแรมดุสิตธานี และตั้งคำถามว่า “คุณลุง ตึกดุสิตธานีสร้างจากข้างบนลงมา หรือสร้างจากข้างล่างขึ้นไป” เป็นคำถามที่ผมไม่สามารถตอบได้
          สิ่งที่มีค่ามากสำหรับเยาวชนคือ Sense of Wonder ความรู้สึกอัศจรรย์ใจกับสิ่งต่างๆ และ Sense of Adventure สำนึกในการอยากผจญภัย หลายครั้งที่ผมพบว่า คำถามจากนักศึกษาในห้องเรียนมีประโยชน์ ช่วยให้ผมทั้งได้ตรวจสอบความคิดเห็นและความรู้ของตนเอง อีกทั้งยังช่วยให้ได้คิดเห็นอะไรจากมุมมองใหม่ๆอยู่เสมอ
          แล้วอะไรเป็นตัวทำลายความเป็นเยาวชน หากเยาวชนเท่ากับ Sense of Wonder และ Sense of Adventure
          (ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมอภิปรายว่าตัวทำลายความเป็นเยาวชนคือ การไม่ยอมรับฟัง การมีกรอบความคิด ไม่เปิดโอกาสให้เยาวชนกล้าวคิดแสดงออก เราคาดหวังจากเยาวชนมาก สื่อมวลชน วัฒนธรรม การคิดแทนเยาวชน การอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง การจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่เชื่อว่าเยาวชนรู้น้อยกว่า ความกลัวของผู้ใหญ่ กับดักความคิดที่ผู้ใหญ่สร้างให้เด็กติดกับ)
          จะเห็นว่าคำตอบส่วนมากมุ่งไปที่ผู้ใหญ่เป็นคนทำ คำเรียกที่ทั้งหมดที่เสนอมาข้างต้น น่าจะอยู่ในคำที่สวยที่สุดคือ “การศึกษา” เป็นไปได้หรือไม่ว่า การศึกษาทำให้เห็นไปว่า ความคิดเช่นนี้ไม่สมเหตุ สมผล สมจริง และดังนั้นเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม ในทางกลับกัน ถ้าอนุญาตให้คิด ให้ถาม อาจจะมี Solution บางอย่าง ถ้าไม่อนุญาตให้ถาม คำถามนั้นจะหายไป
          ผมเดาว่าหลานตั้งคำถามกับผมได้เนื่องจากหลานยังไม่เข้าโรงเรียน หากเข้าโรงเรียนแล้วผมไม่แน่ใจว่าหลานจะยังคงมีคำถามนี้อยู่หรือไม่ และยิ่งถ้าโตขึ้น เรียนสูงขึ้น หรือหากเรียนคณะสถาปัตย์แล้วคำถามเหล่านี้จะยังเหลือแค่ไหน หรืออาจไม่มีเลย
           การศึกษาทำให้สำนึกทั้ง ๒ อย่างนั้นหายไป ทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ ยิ่งเมื่อทำงานในหน่วยงานที่มั่นคงจะไม่อยากตั้งคำถามกับอะไรอีก
           ปรัชญากรีกก็พูดไว้นานแล้วว่า Education is corruption of youth การศึกษาทำให้ความเป็นเยาวชนเสียไป
 
          คำถามที่ตามมาคือ การศึกษาทำอะไร
          (ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมอภิปรายว่า การศึกษาเพิ่มองค์ความรู้ให้กับเยาวชน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และแก้ไขปัญหาที่สงสัย การศึกษาแล้วมีความรู้จริง รู้จักตัวตนของตัวเองจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร การศึกษาทำลายความอัศจรรย์ใจ การศึกษาคือความเจริญงอกงาม ทำให้เป็นคน)
          เมื่อดูจากคำตอบจะเห็น Key words ๓ คำ คือ การศึกษาไม่ใช่ปัญหาถ้ารู้จริง การศึกษาเพิ่มองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คำถามหายไป และการศึกษาทำให้งอกงาม หากว่าคนที่จะให้การศึกษาคิดว่าตนเองรู้จริง แล้วเอาความรู้ไปเพิ่มแล้วจะเรียกว่า ความงอกงามหรือไม่
          ใน Assumption หรือการมองเรื่องการศึกษาอาจแบ่งเป็นสำนักคิด 2 สำนัก Assumption แรก คือผู้ศึกษาไม่มีความรู้ จึงต้องเอาองค์ความรู้ไปเพิ่ม แต่ปัญหาคือความรู้จริงว่าเขามีความรู้หรือไม่มี แล้วเรามีความรู้จริงหรือไม่ สิ่งที่เรารู้คือสิ่งที่เรารู้จริงหรือไม่ ถ้าให้ความรู้แล้วจะดีขึ้นจริงหรือไม่
          ใน Assumption ที่สองคือ การศึกษาคือทำอย่างไรจะเอาของที่มีอยู่ในตัวเขาออกมา คำว่า Education คล้ายกับศัพท์ในภาษาละติน educere หรือภาษาอังกฤษ educe แปลว่าดึงออกมา ไม่ใช่ใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ให้การศึกษา จึงไม่ใช่ใส่”อะไร”เข้าไป แต่น่าจะอยู่ที่การพยายามดึงความสามารถในตัวของเยาวชนออกมาให้ได้ด้วย
          เริ่มต้นว่าเขามีความรู้ ความดีงาม ความสามารถบางอย่าง สิ่งที่ท้าทายคือเราแน่แค่ไหนที่จะไปดึงความสามารถที่มีในตัวคนเหล่านั้นออกมา เป็นการท้าทายเรา จะทำอย่างนั้นได้ต้องเกิดจากการมีAssumption แบบหนึ่ง เราเก่งแค่ไหนที่จะมองความดีงามของคนอื่น คุณูปการของความเห็นเหล่านั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของทักษะ แต่จะทำอย่างไรที่จะจัดระบบความคิดของเรา คำถามที่ตามมาคือวิธีที่จะดึงส่วนดีของผู้คนออกมา การศึกษาเป็นเรื่องน่าสนุก เช่นในเวลาที่ผมเข้าห้องเรียนผมจะเริ่มด้วยผมมีคำถาม ๑ ข้อ คุณมีคำถาม ๖ ข้อ คำถามจะพาก้าวหน้าต่อไป
 
          Key Word ตัวสุดท้ายคือวัฒนธรรม คำถามสำหรับเรื่องวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมทำหน้าที่อย่างไร
          (ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมอภิปรายว่า วัฒนธรรมทำให้คนเป็นคนดี วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับร่วมกัย คนดีของสังคมไหนจึงเป็นของสังคมนั้น วัฒนธรรมเป็นกฎหมายเบื้องต้นของกลุ่มที่บุคคลยึดถือปฏิบัติ วัฒนธรรมทำให้เราเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน วัฒนธรรมทำให้เราแตกต่างจากคนกลุ่มอื่น วัฒนธรรมสะท้อนถึงความเชื่อและการปฏิบัติสืบต่อมา ตรงข้ามกับ Creative)
          จากคำตอบข้างต้น มีคำถามต่อว่า เมื่อใดที่วัฒนธรรมมีปัญหา กฎเกณฑ์ของสังคมเกิดขึ้นจากคนยอมรับร่วมกัน กฎกระทรวงศึกษาธิการเกิดจากใคร ใช่คนกลุ่มเดียวหรือไม่ วัฒนธรรมทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับบางอย่างและไม่ให้ความชอบธรรมกับบางอย่าง วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งมีมนุษย์เป็นผู้กำหนด
           สันติวัฒนธรรมอยู่ตรงไหน ถ้าสังคมผลักให้เราเป็น Passive Aggressive สันติวัฒนธรรมจะเปลี่ยนให้เราเป็น Active Compassionate ได้หรือไม่ ทำให้เรา Sensitized หรือ Resensitized ทำให้เรารู้สึกรู้สามากขึ้น และทำอย่างไรให้เห็นคนอื่นเป็นคน
           เราอยู่ในโลกที่เห็นคนอื่นเป็นเหยื่อ พร้อมจะใช้ความรุนแรงกับเขา
           ผมไม่ทราบว่า PATH กำลังเดินไปทางไหน แต่คิดว่าความพยายามหนึ่งคือทำให้เห็นคนอื่นเป็นคน และตระหนักว่า ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งปกติ