เพศวิถี : นิยามความหมาย และกรอบแนวคิด

 

รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันจันทร์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๔.๔๕ น.

จากสัมมนาเรื่องเพศวิถีและการปรับใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพทางเพศ

 

สถานการณ์ว่าด้วยเรื่องเพศในสังคมไทย

          รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าวว่า ลักษณะหลักของสถานการณ์ว่าด้วยเรื่องเพศในสังคมไทยคือความตื่นตระหนกเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องไร้ระเบียบ เรื่องเพศหลุดจากการควบคุม มีเสรีภาพมากเกินไป ไร้ศีลธรรมทางเพศ และสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่หายนะทางสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาในสังคมไทยกว่า ๓๐ ปีแล้ว

          ขณะเดียวกัน ช่วง ๓๐ ปีนี้ก็มีปัจจัยซ้ำเติมความตื่นตระหนกดังกล่าวด้วยคือการปรากฏขึ้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะ HIV/AIDS ที่ปรากฏในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ เพราะการกระจายของ HIV นั้นเกี่ยวข้องกับเพศวิถีและดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ในแง่นี้ “รัฐ” หรือ “ผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญ” จึงพยายามเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในสังคม

          การโต้เถียงอย่างกว้างขวางในเรื่องเพศวิถีจึงเกิดขึ้น เพราะถึงแม้ว่าจะมีความคิดเรื่องเพศวิถีกระแสหลักในสังคมอยู่แต่คนในสังคมก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกัน มีความคิดกระแสรองมากมายซึ่งไม่ยอมให้เพศวิถีกระแสหลักกุมความเชื่อของคนอยู่ได้ “เรื่องเพศ” จึงเป็นเรื่องที่ไม่นิ่งและมีความเลื่อนไหลอยู่ตลอด

 

คำและความเกี่ยวข้องของคำ

Sex เพศ

          ในทางร่างกาย Sex หมายถึง ลักษณะทางกายภาพหรือทางสรีระในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับระบบการเจริญพันธุ์ ดังนั้นจึงหมายถึงความแตกต่างทางกายภาพ (physical distinction) ขณะที่ในอีกความหมายหนึ่งนั้นหมายถึง การร่วมเพศ/เพศสัมพันธ์ ที่โดยทั่วไปแล้วมักจะเชื่อว่าต้องสอดคล้องไปกับลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างนั่นเอง ซึ่งนี่ก็เป็นกับดักทางความคิดของมนุษย์ที่ว่าด้วยอวัยวะเพศชาย-อวัยวะเพศหญิงอย่างหนึ่งนั่นเอง

          เมื่อ Sex เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายและการเจริญพันธุ์ มนุษย์จึงมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า Sex เป็นเรื่องธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การมี Sex โดยส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเจริญพันธุ์แต่มันเป็นเรื่องทางนันทนาการ หรือการตอบสนองความต้องการทางเพศ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า “เรื่องธรรมชาติ” เรื่องเดียวที่อาจเหลืออยู่ของมนุษย์ในทางเพศนั้นคือความต้องการทางเพศ

          มนุษย์มักเชื่อว่า Sex อยู่ในอาณาบริเวณ “ส่วนตัว” อย่างไรก็ตาม การแบ่งพื้นที่เหล่านี้มันทำไม่ได้ง่ายๆเพราะมีความเหลื่อมซ้อนกันอย่างยิ่ง แต่ด้วยความคิดความเชื่อแบบนี้เองที่ทำให้คนเรามักไม่พูดเรื่อง Sex ใน “พื้นที่สาธารณะ” คำถามที่สำคัญจึงตามมาว่า Sex นั้น เมื่อไรที่ควรจะเป็น “ส่วนตัว” และ เมื่อไรควรจะเป็น “สาธารณะ” และคำถามที่สำคัญต่อมาอีกจึงอยู่ที่ว่า Sex เป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลจริงหรือไม่ หรือว่า Sex เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบความคิดความเชื่อบางประการ เพราะในที่สุดแล้วผู้คนมักพูดถึง Sex ในแง่ที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมแต่กลับไม่ได้พูดถึงเหตุผลด้านความพึงพอใจส่วนบุคคลในการมี Sex

 

Gender เพศสภาพ  เพศสถานะ  เพศสภาวะ

          สำหรับนักวิชาการที่แยก Sex กับ Gender ออกจากกันนั้นกล่าวว่า Gender คือสิ่งสร้างของสังคม(social construct) “ความเป็นหญิง” หรือ “ความเป็นชาย” ของมนุษย์จึงเป็นผลจากการปลูกฝังหรือกล่อมเกลาโดยสังคมหรือวัฒนธรรมหรือในแง่มุมที่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ

          โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าเราดำรงอยู่ในระบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด (Dichotomus Gender System) คือมีเพียง “ความเป็นหญิง” กับ “ความเป็นชาย” เพียงเท่านั้น ความชัดเจนทางเพศสภาพจึงส่งผลต่อชีวิตทางสังคมหรือความสัมพันธ์ทางสังคม ในทำนองเดียวกันความไม่ชัดเจนทางเพศสภาพจึงสร้างความอึดอัดให้กับการจัดความสัมพันธ์ทางสังคม ในสังคมที่จำกัดสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดนี้การข้ามเพศสภาพจึงสร้างความอึดอัดในสังคมด้วยเช่นกัน

          หากจะพูดไปไกลกว่านั้นคงกล่าวได้ว่าระบบสองเพศสภาพที่เคร่งครัดนี้แอบอิงอยู่กับโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในแบบปิตาธิปไตย (patriarchy) กล่าวคือ ในสองเพศสภาพนี้มีเพศสภาพหนึ่ง(ความเป็นชาย)ที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าอีกเพศสภาพหนึ่ง(ความเป็นหญิง) และยิ่งไปกว่านั้น “ความเป็นหญิง” จึงถูกนิยามโดยเอาความต้องการของผู้ชายเป็นตัวตั้ง เช่น “ผู้หญิง” ถูกนิยามว่าเป็นวัตถุ/ทาสทางเพศ หรือเป็นเพศแม่ที่ต้องดูแลเลี้ยงดูลูก หรือการที่ผู้หญิงมีที่ทางอยู่เพียงแค่ในครัวเรือน เป็นต้น

 

Sexuality เพศวิถี

          เพศวิถีไม่ได้จำกัดอยู่ในมิติของการกระทำ (practices) เพียงเท่านั้น แต่ยังมีมิติของความปรารถนาทางเพศ (erotic desires) และอัตลักษณ์ (identity) รวมอยู่ด้วย เพศวิถีจึงมีองค์ประกอบมากมาย กล่าวคือ เพศวิถีมีความเกี่ยวข้องกับการนำเสนอร่างกาย (display) ของเราต่อคนอื่นว่าเราต้องการให้คนอื่นเห็นเราว่าเป็นอย่างไร เพศวิถียังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม กิริยา มารยาท เพื่อแสดงตัวตนทางเพศอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เกี่ยวข้องไปถึงความดึงดูด(attraction) ซึ่งหมายถึงการสร้างกรอบกติกาชุดหนึ่งคอยกำกับความคิดความเชื่อหรือแม้กระทั่งตำแหน่งแห่งที่ของคนในสังคม กฎกติกาว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคมก็ถูกกำหนดภายใต้เพศวิถีด้วยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละสังคมก็จะมีกฎกติกาเรื่องเพศวิถีที่ต่างๆ กัน และยังเกี่ยวข้องกับระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติด้วย และ เพศวิถียังเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎกติกาหรือมาตรฐานเกี่ยวกับการร่วมเพศและการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นการพูดถึงเพศวิถีจึงเป็นการพูดถึงเรื่องหลายๆ เรื่องหลายๆ มิติไปพร้อมๆ กัน

          เพศวิถีไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอิสระแต่เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใดแบบหนึ่ง เช่น ในเพศวิถีกระแสหลักก็เป็นการสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทั้งในแง่ของชนชั้น ชาติพันธุ์ และ ชาย-หญิง เพศวิถีกระแสหลักจึงเชื่อมโยงกับวิธีคิดแบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดซึ่งแอบอิงอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “ปิตาธิปไตย”

ภายใต้สังคมที่ถูกยึดกุมด้วยอุดมการณ์ปิตาธิปไตย คุณค่าของผู้หญิงจึงถูกกำหนดโดยมาตรฐานของผู้ชาย ผู้หญิงจึงถูกทำให้เป็นเพียงวัตถุทางเพศที่สนองความต้องการทางเพศของผู้ชาย ซึ่งแสดงผ่านความสวยความงามแบบที่เป็นอุดมคติ ไม่ว่าจะเป็น ความผอม, ความขาว ฯลฯ นอกจากนี้ ผู้หญิงยังถูกบังคับให้ต้องเป็นแม่ กล่าวคือนอกจากการตั้งครรภ์แล้วยังต้องถูกบังคับให้ต้องเป็นผู้เลี้ยงดูลูก ทั้งที่กระบวนการนี้เป็นสิ่งสร้างทางสังคมผ่านกลไกทางการเมืองต่างๆ ไม่ใช่เรื่องตามธรรมชาติ

เพศวิถีกระแสหลักยังบอกว่าการมีเพศสัมพันธ์และการร่วมเพศต้องเกิดเพียงแต่ในความสัมพันธ์ระหว่างเพศตรงข้ามกันเท่านั้น (compulsory heterosexuality) ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้นั้นกล่าวได้ว่าถูกผูกโยงอยู่กับความคิดเรื่องการเจริญพันธุ์

เพศวิถีกระแสหลักที่ผูกโยงอยู่กับความไม่เท่าเทียมนั้นส่งผลให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นความสัมพันธ์แบบครอบงำโดยผู้ชายและการสยบยอมของผู้หญิง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องมาตรฐานต่างระดับกันในเรื่องเพศสำหรับชายหญิง

 

การควบคุมเรื่องเพศ

          เรื่องเพศ ไม่ได้อยู่ในอาณาบริเวณของเสรีภาพ หากว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งถูกกระทำผ่านหลายวิธีหลายรูปแบบ ผ่านกลไกต่างๆ ของรัฐ ที่ได้สร้างนิยามเรื่องเพศที่เป็น “ปกติ” หรือ “สุขภาพดี” เพื่อการแทรกแซงทางสังคม โดยกล่าวอ้างถึงมาตรฐานทางศีลธรรม, ศาสนา, ค่านิยมของสังคม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งการละเมิดก็อาจถูกตำหนิติเตียน, นินทา ฯลฯ ประเด็นเรื่องจำนวนและคุณภาพประชากรก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการควบคุม ตัวอย่างเช่น การห้ามแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศในสายเลือดเดียวกัน (incest taboo) เป็นต้น และประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการควบคุมก็คือการขยายตัวของโรคระบาด เช่น HIV/AIDS ก็เปิดทางให้กลไกรัฐเข้ามาควบคุมแทรกแซงคนในสังคมได้มากขึ้น

 

 แลกเปลี่ยน

          นอกเหนือจากการทำงานของอุดมการณ์ปิตาธิปไตยในความสัมพันธ์ข้ามเพศหรือระหว่างเพศแล้ว อุดมการณ์ปิตาธิปไตยยังทำงานอยู่ในระบบความคิดในความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันด้วย กล่าวคือ การร่วมเพศหรือเพศสัมพันธ์ของกลุ่มชายรักชายบางส่วนก็ยังตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ปิตาธิปไตยดังกล่าว ซึ่งความสัมพันธ์ในเพศสภาพเดียวกันก็ถือเป็นภาพสะท้อนของอุดมการณ์ปิตาธิปไตยด้วยเช่นกัน