เรื่องเพศในสังคมไทย

 

รศ.ปรานี วงษ์เทศ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันจันทร์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.

จากสัมมนาเรื่องเพศวิถีและการปรับใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพทางเพศ

 

เราศึกษาเรื่อง Gender ไปทำไม

          รศ.ปรานี กล่าวว่า การศึกษาเรื่อง Gender มิใช่เพียงเพื่อให้ผู้หญิงผู้ชายเท่ากันเพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่ศึกษาเพื่อให้มนุษย์มีทางเลือกมากขึ้น เพื่อให้ทั้งหญิง ชาย และเด็ก พ้นจากความรุนแรงหรือการถูกเบียดเบียนด้วยอคติทางเพศ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ผู้คนหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากความคับแคบทางเพศ การแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การทำลายปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งก็คืออคติทางเพศ

 

รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่วิธีคิดทางวัฒนธรรม

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย แต่ก็ยังมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน และที่ต่างจากสัตว์ก็คือมนุษย์มีวัฒนธรรม(culture)ที่คอยกำกับการกระทำ ดังนั้นพอพูดถึงปัญหาเรื่องเพศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ แต่หมายความไปถึงเรื่องวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้ และเมื่อปัญหาอยู่ที่เรื่องวัฒนธรรมจึงต้องกลับไปดูที่โครงสร้างสังคม ซึ่งก็จะพบว่าเป็นโครงสร้างสังคมที่ไม่มีความเสมอภาค

สังคมเราถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบศักดินามาโดยตลอด และถ้าความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ยังคงอยู่ ปัญหาเรื่องเพศก็ยังไม่มีวันถูกกำจัดเพราะผู้หญิงก็จะถูกมองว่าเป็นเพศที่ต่ำกว่าอยู่ตลอด ปัญหาเหล่านี้จึงต้องแก้ที่รากเหง้าของมันซึ่งก็คือเรื่องทัศนคติหรือวิธีคิดทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า คนที่กดขี่ผู้หญิงที่แท้จริงก็คือครู ภายใต้ระบบการศึกษาที่มัวแต่ปิดบังไม่ให้รับรู้/เรียนรู้เรื่องเพศจึงทำให้เด็กไม่ว่าจะหญิงหรือชายนั้นตกอยู่ในสภาวะ “ถูกหลอก” และเป็น “เหยื่อ” อยู่โดยตลอด

 

รากเหง้าในเรื่อง Gender ในดินแดนแถบนี้

          แต่เดิมดินแดนแถบนี้มีระบบความคิดความเชื่อเรื่อง “ผี” ซึ่งเป็น “ผีผู้หญิง” ด้วย กล่าวคือ ภายใต้ระบบความคิดของคนแถบนี้ใช้การสืบตระกูลทางสายเลือดของผู้หญิง การไหว้บรรพบุรุษก็จะไหว้ผีฝ่ายหญิง ซึ่งแตกต่างกับจีน อินเดีย หรือฝรั่งที่สืบสายเลือดทางผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมแถบนี้ให้ความเคารพกับอาวุโสแทนที่จะเป็นเรื่องเพศอย่างในสังคมจีนหรืออินเดียด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อ “ศาสนาของผู้ชาย” เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้ส่งผลให้ผู้หญิงต่ำต้อยลง กลายเป็นสิ่งสกปรก

          นอกจากนี้ เมื่อ “รัฐ” รับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อการล่าอาณานิคมเข้ามา ดินแดนแถบนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมให้เป็นแบบตะวันตก เมื่อผนวกรวมกับความคิดแบบจีน แบบราชสำนัก ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ ด้วยแล้วความคิดความเชื่อแบบนี้จึงเปลี่ยนไปในทางที่ “ชายเป็นใหญ่” มากขึ้น

 

“อำนาจ” ของผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

          ในสังคมแถบนี้ผู้หญิงมีอำนาจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เป็นทางการแบบผู้ชาย แต่เป็นอำนาจแบบการเพิกเฉย การไม่ให้ความร่วมมือ, การนิ่ง หรืออำนาจของการนินทา เราต้องมองว่า “อำนาจ” ของผู้หญิงที่แฝงอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มีอยู่และมีพลัง แต่เราไปมองว่าอำนาจแบบนี้เป็นสิ่งต่ำต้อย เลวทราม เป็นเรื่องของผู้หญิงที่นินทาว่าร้าย แต่จริงๆ แล้วมันเป็นตัวควบคุมสังคมอย่างหนึ่ง

 

อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่สร้าง “พรหมจารี”

          ด้วยความคิดที่ว่าผู้ชายหวงทรัพย์สมบัติเพราะไม่รู้ว่าเมียตัวเองจะไปท้องกับใคร แต่ผู้หญิงรู้ว่าตัวเองท้องกับใคร เพราะฉะนั้น ความคิดเรื่องพรหมจารีหรือเรื่องการควบคุมผู้หญิงจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผู้ชายต้องการกำกับควบคุมไม่ให้ผู้หญิงมีอิสระทางเพศ เนื่องจากความหวงทรัพย์สมบัตินั่นเอง

 

“ความเป็นไทย” ???

          หลักสูตรการศึกษาปลูกฝังความคิดความเชื่อเรื่องเพศแบบหนึ่งซึ่งกล่าวอ้างว่าแอบอิงอยู่กับ “ความเป็นไทย” ในแบบใดแบบหนึ่ง แต่มิใช่หรอกหรือว่า “ความเป็นไทย” นั้นไม่ได้มีแค่ “ไทย” แบบรัตนโกสินทร์ แต่ยังมี “ไทย” ก่อนรัตนโกสินทร์ “ไทย” ในหลายกลุ่มชนชั้น หรือ “ไทย” ชาวบ้านที่แตกต่างหลากหลายไปในแต่ละท้องถิ่น เป็นเพราะระบบอาณานิคมต่างหากที่เข้ามาสร้างความคิดความเชื่อว่าวัฒนธรรมชาวบ้านเป็นเรื่อง “ป่าเถื่อน”  “งมงาย”  “ด้อยพัฒนา”  “ล้าหลัง” ฯลฯ ในแง่นี้วัฒนธรรมชาวบ้านจึงถูกละเลย ขณะที่วัฒนธรรมที่มาจาก “รัฐ” กลับเป็นสิ่งที่ต้องรักษาดูแล

 

“ศาสนา” ของ “ผู้ชาย”

          สังคมต้องยอมพูดความจริงว่าในระบบความคิดทาง “ศาสนา” มีความไม่เท่าเทียมทางเพศในการเข้าถึง “ธรรมะ” หรือ การสืบทอดทางศาสนา คือถ้าผู้หญิงต้องการจะบวชก็ไม่มีสิทธิ์ ถ้ามีความทุกข์ก็ไม่มีทางไปไหน เช่น ถ้าไปเป็นแม่ชีหรือไปบวชพราหมณ์คนก็จะมองว่าผู้หญิงคนนั้นมีปัญหา แต่เวลาผู้ชายไปบวชพระไม่เคยมีคนบอกว่ามีปัญหา ค่านิยมแบบนี้จึงทำให้ผู้หญิงไม่มีทางออกไม่มีทางไป ดังนั้นผู้หญิงจึงมีทางเดียวคือหาผัวรวยๆ แต่งตัวสวยๆ นั่นคือหลักประกันในชีวิต

 

“เด็ก” – “เหยื่อ”

ในสังคมไทยดั้งเดิมนั้นไม่เน้นเรื่องการแบ่งเพศมาก่อน เด็กทั้งผู้หญิงผู้ชายนั้นแต่เดิมมองจากภายนอกแล้วแยกกันไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องทรงผมหรือการแต่งตัว แต่ปัจจุบันที่เรารับเอาความคิดแบบฝรั่งมา ทำให้เกิดการแบ่งแยกชัดเจนเด็ดขาดทั้งในเรื่องการแต่งตัวและที่สำคัญคือการเลี้ยงดู เด็กจึงกลายเป็นเพียงเหยื่อหรือผลผลิตในทางวัฒนธรรมหรือวิธีคิดของผู้ใหญ่เท่านั้น

 

ให้มนุษย์มีโอกาสไปถึงศักยภาพ

รศ.ปรานี กล่าวว่า ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าการปิดกั้นโอกาส ปิดกั้นทางเลือก ปิดกั้นความรู้ ไม่ให้ไปถึงศักยภาพ ไม่สามารถตัดสินใจ ไม่สามารถเลือกอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะนี่คือการปิดกั้นความเป็นมนุษย์ ทำให้ต้องตกเป็นเหยื่อตลอดชีวิตนี่คือความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุด จึงต้องแก้ปัญหาที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม มองว่ามนุษย์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา อย่าเอาเรื่องชาติพันธุ์หรือเรื่องเพศที่ครอบงำมาแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน ต้องให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าสุดท้ายต้องย้อนกลับไปถึงการเลี้ยงดูในระดับครอบครัว