แม่อุ้ยกับเรื่องโลกของผู้ใหญ่ที่ก่อทุกข์ใจกับเด็ก
โดย เพื่อนแม่อุ้ย
         แม่อุ้ยเล่าให้ฟังถึงคำถามล่าสุดของลูกสาววัย ๘ ขวบ “ทำไมเพื่อนเขามีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน แต่ หนูไม่มีละแม่” แล้วแม่อุ้ยเลือกใช้คำตอบเดิมๆ ทันควัน ตามปรากฏการณ์ที่ลูกสาวรับรู้ตั้งแต่หลายปีก่อนว่า “ก็พ่อกับแม่ต้องทำงานคนละที่ ไม่มีงานทำที่อยู่ใกล้ๆ กันได้”

         แต่ครั้งนี้คำอธิบายเก่าๆ ไม่ได้ทำให้ลูกสาวหยุดคำถาม “แม่ไม่รักพ่อแล้วใช่ไหม” ด้วยคำถามที่ รุกล้ำเข้าไปในเบื้องหลังปรากฏการณ์ แม่อุ้ยนิ่งไป ลังเลว่าจะบอกความจริงแค่ไหน หรือจะใช้คำถามเพื่อสำรวจความรู้สึกของลูกก่อน เช่น อะไรทำให้ลูกคิดว่าไม่รัก ถ้ารักหรือไม่รักแล้วจะมีผลเป็นยังไงกับลูกบ้าง แต่อีกแวบก็นึกถึงคราวก่อนว่าเจ้าลูกสาวเพิ่งจะบ่นว่าแม่ว่า เวลาถามคำถาม แม่มีแต่จะชอบถามย้อน ทำไมไม่ตอบตรงๆ นาทีนั้น แม่อุ้ยตัดสินใจว่าถึงเวลาเปลี่ยนมาตอบกันตรงๆ บ้าง และอะไรหลายอย่างที่ผ่านมาบอกให้แม่อุ้ยรับรู้ได้ว่าลูกสาวตัวน้อยกำลังเติบโตและเรียนรู้เข้าใจเหตุและผลได้มากขึ้น การช่วยให้ชีวิตอยู่ด้วยความเข้าใจกัน เอาใจเราใส่กันและกัน น่าจะเป็นสุขสมดุลด้วยกันทั้งแม่และลูก

          แม่อุ้ยตอบลูกสาวในครั้งนั้นว่า “ใช่ ไม่รัก” คราวนี้ฝ่ายลูกสาวเงียบไป หยุดข้อสงสัยใดๆ แม่อุ้ยชักลังเลจะเอายังไงต่อกันละทีนี้ แต่จากประสบการณ์ที่ผุดขึ้นในความทรงจำไม่ว่าจะเรื่องราวในวัยเด็กของตัวแม่อุ้ยเอง หรือกับงานที่ทำกับเด็กกำพร้าบอกแม่อุ้ยว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญหากพ่อหรือ/และแม่ หรือผู้ใหญ่ที่ผูกพันใกล้ชิดหายไปจากชีวิตเด็กๆ นอกจากการจัดการกับความคิดถึงแล้ว เด็กๆ มักกังวลว่าจะจัดการกับชีวิตต่อไปอย่างไรที่จะเติบโตต่อไปในโลกใบใหญ่

          แม่อุ้ยพยายามอธิบายให้ลูกสาวฟังถึงความรักที่หายไปว่าเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ความรักนั้นเป็นคนละความรักที่แม่มีให้ลูก หรือพ่อมีให้ลูก ซึ่งความรักของพ่อแม่แบบนั้นยังคงอยู่ ลูกสาวตั้งใจฟังและยอมรับว่าหากพ่อแม่อยู่ด้วยกันไม่รักกัน ทะเลาะกัน ลูกก็คงไม่ชอบที่จะเห็นผู้ใหญ่ที่ผูกพันทำสงครามกัน แม่อุ้ยเองก็บอกกับตัวเองเสมอว่าต้องแยกความรู้สึกระหว่างสามีกับพ่อ ของลูก แม่สามารถเลิกรับความเป็นสามีได้ แต่ไม่สามารถให้ลูกเลิกรับความเป็นพ่อได้หากลูกไม่ต้องการ และสิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้องช่วยให้ลูกเติบโตด้วยความสุขใจและสามารถดำรงชีวิตในสังคมซับซ้อนนี้ ด้วยความที่แม่อุ้ยเติบโตและมีชีวิตรายรอบด้วยเพื่อนๆ ลุงป้าน้าอาทั้งหลายจึงมีส่วนสำคัญอีกแรงที่ช่วยให้ลูกสาวสุขใจ มั่นใจในการดำรงชีวิตที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วย และเรียนรู้ที่จะพยายามไม่เก็บมาเป็นความขุ่นมัวเมื่อสังคมชอบถามว่า “พ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกันเหรอ” หรือบอกว่า “พ่อแม่ลูกจึงเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์”

          ในชีวิตวัยเด็กของแม่อุ้ยเอง ก็ซึมซับกับค่าที่ถูกประเมินว่าครอบครัวสมบูรณ์-ไม่สมบูรณ์ และเรียนรู้ที่จะต้องเติบโตในท่ามกลางสมรภูมิของสองฝ่ายตรงข้ามกันระหว่างพ่อและแม่ แม่อุ้ยจำได้ว่าตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ด้วยความเรียงเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” คุณครูเรียกเด็กหญิงอุ้ยไปพบและกล่าวตำหนิประมาณว่า เธอก็อยู่กับพ่อแม่ เธอเขียนว่าไม่รักพ่อ ไม่รักแม่ ไม่ดี แล้วจากนั้นมาเด็กหญิงอุ้ยก็เข้าใจว่าถ้าเธอยังคงไม่รักพ่อแม่ ไม่ควรบอกใคร ต้องเก็บไว้ และเธอก็ไม่เคยพูดถึงความรู้สึกต่อพ่อแม่หรือเรื่องใดให้ผู้ใหญ่คนไหนฟังเลย เธอเลือกที่จะอยู่ในโลกของเธอเพียงลำพัง เพราะเธอรู้สึกว่าโลกของผู้ใหญ่ที่รายรอบไม่มีเด็กๆ อย่างเธออยู่เลย จนกระทั่งเมื่อเริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่สถานการณ์ในครอบครัวก็รุนแรงขึ้น

         พ่อมีเมียใหม่ซึ่งเป็นเมียของคนข้างบ้าน พี่สาวและพี่ชายหนีออกจากบ้าน เหลือเพียงเด็กหญิงอุ้ยคนเดียวที่ยังอยู่ในสนามรบของผู้ใหญ่ โลกของเด็กหญิงอุ้ยไม่มีพื้นที่เก็บเรื่องราวมากมายไว้ได้หมด เธอลองเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง และพบว่าเป็นวิธีที่ทำให้โลกของเธอไม่หนักเกินไป เธอจึงเล่าเรื่องมากมายให้เพื่อนๆ ฟัง เกี่ยวกับครอบครัวพ่อแม่ลูกของเธอ พ่อเป็นพ่อม่ายลูกติด แม่เป็นแม่ม่ายลูกติด ทั้งสองต้องมาเกี่ยวเนื่องกัน เพราะพ่อเป็นน้องเขยของพี่สะใภ้ของแม่ บรรดาญาติโกต่างเห็นว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ พ่อม่ายและแม่ม่ายไม่น่าจะอยู่ตัวเปล่า ถ้ามาอยู่เป็นคู่กัน ลูกติดทั้งสองฝ่ายจะได้มีครบพ่อและแม่ เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ จากนั้นก็กำเนิดเด็กหญิงอีกคนหนึ่งชื่อ “อุ้ย” เป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน แล้วความสมบูรณ์ก็เริ่มต้นขึ้นแบบนี้

         ภาพที่เด็กหญิงอุ้ยพบเห็นเป็นประจำ คือ การทะเลาะกันของพ่อแม่ แล้วหลังจากพ่อแม่ทะเลาะปะทะคารมกัน หรือลงไม้ลงมือกันเป็นครั้งคราวเรียบร้อยแล้ว เรื่องก็มักลงเอยที่พ่อก็เคียงข้างพี่สาว และแม่ก็เคียงข้างพี่ชาย แต่ไม่มีเด็กหญิงอุ้ย เพราะพวกเขาคงเห็นว่า “อุ้ย” ลูกสาวคนสุดท้องยังมีทั้งพ่อและแม่อยู่ครบ แต่พี่ชายเป็นลูกติดแม่ พี่สาวเป็นลูกติดพ่อ พี่สาวและพี่ชายไม่มีพ่อแม่ครบจึงควรได้รับการปกป้อง แม้เด็กหญิงอุ้ยจะรู้สึกว่าพี่ทั้งสองจะได้รับการปกป้องที่มากกว่า แต่ลูกทั้งสามก็ยังคงต้องเผชิญกับภาวะอารมณ์ที่ไม่แน่นอนของพ่อซึ่งมักจะลงโทษ ดุด่า ตีได้ทุกเมื่อตามแต่จะเห็นสมควร

         ต่อมา พี่สาวตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปกับแฟนหนุ่ม และต่อมาพี่ชายก็ไปกับพรรคพวก ทั้งที่ทั้งคู่ก็ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษา สำหรับเด็กหญิงอุ้ย เธอก็เฝ้าคิดถึงให้ใครสักคนมาพาเธอออกไปจากบ้านหลังนี้เหมือนกันแต่ไม่เป็นผล เพื่อนๆ ที่ได้ฟังเรื่องของอุ้ย ต่างเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูล และบังเอิญที่เพื่อนล้วนเป็นเด็กเรียนเก่ง อุ้ยจึงกลายเป็นเด็กรักเรียนไปด้วย ประกอบกับเธอพบว่าการเรียนเก่ง น่าจะทำให้ชีวิตปลอดภัยได้บ้าง เพราะครั้งหนึ่งที่เธอบังเอิญสอบได้ที่สาม แล้วได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่เป็นพิเศษช่วงหนึ่ง นับจากนั้นเด็กหญิงอุ้ยตั้งใจว่าเธอจะออกจากบ้านเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้วกัน จะได้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ต้องถูกตราหน้าตามหลัง หรือต้องหลบๆ ซ่อนๆ กลับมาขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เหมือนพี่สาวและพี่ชายที่ต้องอยู่ในชะตาเช่นนั้น

          อุ้ยทำสำเร็จตามที่ตั้งใจ ออกจากบ้านทันทีในวันที่รู้ว่าสอบผ่านหมดทุกวิชา เธอเลือกทำงานกับเด็กๆ ด้วยคิดว่าสิ่งที่เธอได้เรียนรู้มาแต่เล็กแต่น้อยน่าจะไปแบ่งปันกับเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับโลกใบใหญ่เพียงลำพัง แล้วต่อมาอุ้ยก็พบรัก แต่งงาน และมีลูกสาวหนึ่งคน แต่ชีวิตคู่ของแม่อุ้ยก็ค่อยๆ หายไป เธอและสามีไม่สามารถทำให้ครอบครัวเป็นพ่อ แม่ ลูก แต่ประสบการณ์ของแม่อุ้ย ยังคงทำให้แม่อุ้ยระลึกเสมอว่า หากชีวิตคู่ของผู้ใหญ่มีปัญหา จงตระหนักถึงการระมัดระวังอย่าทำให้โลกของผู้ใหญ่ส่งผลให้เกิดโลกที่ทุกข์ใจกับเด็กๆ

          ทุกวันนี้ แม่อุ้ยยังคงหาทางเรียนรู้ ที่จะรับฟัง สอบถาม สังเกต เพื่อหาจุดสมดุลชีวิตระหว่างโลกของลูกสาวกับโลกของแม่ โดยมีเพื่อนๆ แม่เป็นอีกหลายแรงที่เกื้อหนุน และเป็นอีกความหมายของครอบครัวที่ผูกพันพึ่งพาอาทรกันในแบบที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่และลูก แต่เป็นผู้ใหญ่แบบแม่ลุงป้าน้าอาและลูกหลาน