‘ผู้ใหญ่ใจดี’ มีอิทธิพลต่อชีวิตเด็กมากกว่า ‘พ่อ-แม่ที่ไม่เข้าใจลูก’
          เนื่องในโอกาส ‘วันครอบครัว’ ที่กำลังจะมาถึงนี้ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๔๘ โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ ร่วมกับหนังสือพิมพ์ประชาไท จัดงาน ‘สังวาสเสวนาครั้งที่ ๒’ เรื่อง ‘ผู้ใหญ่ในชีวิตของเด็ก’ ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ สราวุฒิ มาตรทอง หรืออ้น นักร้องนักแสดงซึ่งเติบโตมากับครอบครัวที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน, อุ้ย หรือแม่อุ้ย ซึ่งมีครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม แต่ครอบครัวไม่ต่างจากสนามรบ และปอ เยาวชนที่พ่อแม่หย่าขาดจากกัน

          ปอ วัย ๑๗ ปี พ่อกับแม่เลิกกันตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยโหยหาให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าด้วยเข้าใจในเหตุผลของผู้ใหญ่ แต่ที่สำคัญคือปอมีบุคคลแวดล้อมภายในบ้าน ทั้งแม่ พี่ ป้า ที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่คอยส่งเสริมและเข้าใจเขา ฯลฯ

          ‘ที่คนมักคิดว่า การไม่มีครอบครัวจะทำให้เด็กเสียคน ติดยา มันไม่ใช่เสมอไป บางคนอาจติดยาเพราะพ่อแม่ บางคนฐานะดีมีเกียรติยศ แต่ครอบครัวไม่อบอุ่น ถึงพ่อแม่ปอจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ยังมีความสุขดี’

          ‘เคยต้องเขียนเรียงความเรื่องครอบครัว ก็เขียนถึงพ่อ เขียนถึงแม่ แต่ก็เขียนว่า ครอบครัวไม่ต้องอยู่กันพร้อมหน้า ขอเพียงเขาเอาใจใส่’ ปอกล่าว

          ด้านชีวิตครอบครัวของ ‘อุ้ย’ ซึ่งสมัยเด็กเคยต้องเขียนเรียงความเรื่องครอบครัวเช่นเดียวกัน แต่อุ้ยเขียนว่า มีพ่อ มีแม่ แต่ไม่รักพ่อและแม่

          อุ้ยเล่าว่า พ่อและแม่ต่างก็เป็นม่ายลูกติด เครือญาติจึงส่งเสริมให้แต่งงานกันเพื่อให้มีองค์ประกอบครอบครัวที่สมบูรณ์ แล้วให้มีลูกของกันและกันอีกคนหนึ่งเพื่อสานสัมพันธ์ ซึ่งก็คือเด็กหญิงอุ้ย

          แต่พ่อของอุ้ยเป็นคนดุ บรรยากาศในครอบครัวจึงมีแต่ความรุนแรง ซึ่งอุ้ยเรียกว่าเป็นสนามรบในครอบครัว อุ้ยกล่าวว่า ภาพที่จำได้เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันคือ ต่างฝ่ายจะปกป้องลูกของตนเอง เหลือแต่เด็กหญิงอุ้ยเท่านั้น

         สราวุฒิ มาตรทอง หรืออ้น นักร้องนักแสดง เคยสงสัยและค้นหาว่า ทำไมตัวเองเป็นฝรั่ง จนวันหนึ่งถึงได้รู้ว่า ที่แท้แล้วย่าและอาที่นอนกอดอยู่ทุกวันนั้นไม่ใช่ญาติจริงๆ

          ‘เอาเข้าจริง ผมเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ก็รู้ว่าเรายังมีพ่อและแม่ที่นามสกุลมาตรทองอยู่’

          อ้นเล่าว่า สมัยเป็นทารกอายุเพียง ๓ เดือน อ้นนอนอยู่ในเปล ถูกยุงกัดเต็มตัว ไม่มีใครดูแล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาของอ้นซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กผู้หญิงอายุ ๙ ขวบก็เป็นคนที่ดูแลอ้น แต่เพราะสภาพแวดล้อมรอบบ้านไม่ปลอดภัย มีทั้งขี้เมาและติดยา อาหญิงก็ต้องเติบโตมาแบบดูแลตัวเอง ต้องระวังตัวเอง จึงเป็นผู้หญิงแข็งๆ และไม่เคยกอดหรือจูบอ้น

          อ้นมีป้าคนหนึ่ง เป็นทนาย เป็นลูกของย่าคนเดียวที่เรียนจบปริญญาซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว เมื่อไรที่ป้ามาหา อ้นจะดีใจเพราะป้าจะมาพร้อมกับของเล่น

          ถึงอย่างไร อ้นก็เติบโตมากับความเหงาๆ และเล่นคนเดียว ‘แถวบ้านมีคนฆ่ากันตายเกือบทุกวัน มีคนติดยา มีคนไล่ตีกัน แม้แต่คนในบ้านก็ยังมีตีรันฟันแทง เห็นมาหมด ผมไม่ชอบ ผมไม่อยากถูกฟัน ไม่อยากถูกตำรวจไล่ ไม่อยากทำให้คนอื่นเสียใจหรือร้องไห้ ไม่อยากเลือดไหล ไม่อยากเมา ขอเป็นเหมือนอย่างป้าก็พอแล้ว’ อ้นเล่า

          นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ นักจิตวิทยา กล่าวว่า รูปแบบชีวิตครอบครัวของทั้ง ปอ อุ้ย และอ้น เป็นตัวอย่างของครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ครอบครัวชายขอบ หรือ Marginalized Family ซึ่งมักจะถูกทึกทักเอาว่าเป็นครอบครัวที่ไม่ดี ไม่สมบูรณ์

         นพ.ประเสริฐกล่าวว่า ประเด็นสำคัญของทุกคน คือ รักตัวเอง พอรักตัวเองแล้วยังไงก็ ‘รอด’ แต่ทำอย่างไรให้รักตัวเองเป็น ก็ต้องมีใครที่รักเขาก่อน และคนคนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่ ถ้ามีคุณพ่อคุณแม่แล้วไม่รักก็เสียเปล่า เมื่อเด็กรับรู้ได้ว่ามีใครรักตัวเขา เขาก็จะรู้จักรักตัวเอง ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันในหลายๆเรื่อง



เสพติดความดี เสพติดความรัก
         ‘เด็กทุกคนจะต้องมีคนรัก ถ้าเด็กทุกคนในบ้านเมืองของเรามีคนรัก เขาจะเรียนรู้ที่จะรักตนเอง เคารพตนเอง ให้เกียรติตนเอง ภาคภูมิใจในตัวเอง’ นพ.ประเสริฐกล่าวว่า มีเด็กจำนวนมากอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เขายังไม่ได้รับความรักของตนเองเพียงพอที่จะพัฒนา มีหลายกรณีที่เด็กมีพ่อแม่อยู่ครบ แต่เด็กกลับรู้สึกได้ว่า พ่อแม่ไม่รัก

         ความรักตนเอง จำเป็นต้อง ‘รู้สึก’ ว่ามีใครสักคน ซึ่งอาจไม่ใช่พ่อแม่ ที่รักเขา เมื่อเติบโต เด็กต้องการความภาคภูมิใจ ซึ่งต้องอาศัยสังคมที่ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงความภาคภูมิใจ

         สำหรับอุ้ยแล้ว บังเอิญสมัยประถมฯ มีปีหนึ่งที่อุ้ยสอบได้ที่ ๓ ผู้ใหญ่รอบข้างต่างก็สนใจและให้ความสำคัญ อุ้ยจึงพบว่า ‘การเรียนดีมันดี ชีวิตมีคนสนใจ’ เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย อุ้ยเลือกเรียนจิตวิทยา ‘เลือกเรียนจิตวิทยาเพราะตอนนั้นคิดว่า จะรักษาตัวเอง บำบัดตัวเอง’

         เมื่อเรียนจบ อุ้ยไปทำงานกับเด็กๆ เช่น เด็กกำพร้า

         ‘เราทุรนทุราย เราอยากเป็นคนดี มีคุณค่า ทำงานกับเด็กๆ เด็กๆก็รัก จนเราเสพติด’

         สำหรับอ้น ความสุขของอ้นคือ คือการสังเกตสิ่งรอบข้าง หรือ ‘เก็บตก’ สาระรอบตัว หรืออ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับผู้คน หรือเมื่อมีปัญหา เขาหาที่พักใจ ไม่คุยกับใคร แต่อยู่เพียงลำพัง นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า หรืออยู่กับต้นไม้ ให้ได้สติและได้สงบ

          นอกจากนี้ ความสุขอีกอย่างคือการไปโรงเรียน สมัยเด็กครูจะให้เป็นตัวแทน ให้เต้น ให้ทำการแสดง ก็คิดได้ว่า เสียงคนปรบมือ คนต้องการ คือความสุขของเรา ‘อยากทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนมีความสุขที่สุด เพราะเรารู้ว่า ขาด คืออะไร ความจน ความเหงา มันรู้สึกยังไง’



คนที่ไม่มีใคร จะทำอย่างไร
          ในเวทีเสวนา มีคำถามหนึ่งขึ้นว่า สำหรับคนที่ไม่มีใครแล้ว ใครจะบอกเขาถึงวิธีการแก้ปัญหา จะให้เขารู้สึกถึงการสัมผัสรักอย่างไร ใครจะสอนเขา

          ‘คนที่เก่ง มีอะไรดี ก็จะเป็นที่ถูกรัก คนที่โง่ๆก็ถูกปล่อยมันตายไป’ อ้นเล่าจากความทรงจำสมัยเด็กว่า ช่วงประถมปลาย เป็นช่วงที่อ้นไม่ได้ถนัดเรียนเก่งด้านไหนเป็นพิเศษ จึงรู้สึกได้ว่าถูกละเลยและไม่ใส่ใจจากคุณครู ผิดกับช่วงขึ้นมัธยมซึ่งอ้นโดดเด่นในวิชาภาษาอังกฤษมาก แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจ ที่ไม่ต้องการให้ครูมาประคบประหงมอ้นเพียงเพราะอ้นเรียนดี

          ‘ครูอย่าปล่อยให้คนโง่ตายไปอย่างที่เราเคยเจอ’ อ้นกล่าว

          อุ้ยบอกว่า ‘การที่พื้นฐานเด็กเติบโตต้องการคนรัก ก็ต้องหาพื้นที่ให้เขาสามารถสร้างคุณค่า’

          ทั้งนี้ พื้นที่ที่จะให้วัยรุ่นสร้างคุณค่าของตนได้มีหลากหลาย แต่ผู้ใหญ่มักพูดซ้ำๆว่า คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสังคม

          ‘เราทึกทักเอาเองว่าคนรุ่นใหม่ชอบการประกวดแข่งขัน แต่เราทึกทักเอาเองว่า เค้าไม่ชอบออกค่าย หรือทำงานสาธารณประโยชน์’ นพ.ประเสริฐเสริมว่า การประกวดไม่ผิด แต่อะไรอยู่เบื้องหลังการประกวด ซึ่งนี่เป็นลักษณะเฉพาะของปัจจุบัน ซึ่งในอดีตผู้ใหญ่ไม่ได้ฉวยประโยชน์จากเด็กเท่ายุคนี้ ที่เราปล่อยให้สินค้าเข้ามามากเกินไป เรื่องบริโภคนิยมมันจึงเต็มที่และรุนแรงมาก



สู้กับสังคม
          อุ้ย เสริมว่า นอกจากมีคนรักเขา แล้วเขารักตัวเอง เด็กที่กำลังเติบโตยังต้องการการเอาใจใส่ และช่วยเขาในการเรียนรู้โลกใบนี้ด้วย

          ปัจจุบันอุ้ยเป็นคุณแม่ของสาวน้อยวัย ๘ ปี แต่เธอและสามีก็ไม่รักกันแล้ว อุ้ยกล่าวว่า คนชอบคิดกันว่า ครอบครัวที่มีปัญหาตอนเด็ก โตมาก็จะมีปัญหา

          ‘จะจัดการยังไงที่จะพยายามให้ลูกไม่ตกอยู่ในเงามืดของสังคม พอเขารู้จักจัดการตัวเองได้ เขาจะอยู่ได้’ อุ้ยกล่าว

          อุ้ยเคยต้องตอบคำถามลูกสาว ที่มาถามว่า ทำไมเพื่อนเขามีพ่อแม่ เมื่อดูทีวีแล้วก็มีแต่ภาพคุณพ่อในบ้านที่มีบทบาทในการปกป้องครอบครัว ลูกสาวตัวน้อยก็สงสัยว่าทำไมพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม่ไม่รักพ่อใช่ไหม อุ้ยรับมือกับเรื่องนี้ ด้วยการบอกความจริงทั้งหมด

          หลังจากนั้น เมื่อลูกสาวของอุ้ยดูทีวีแล้วเห็นภาพพ่อแม่ลูก สาวน้อยกลับเป็นฝ่ายบอกแม่ว่า ‘แม่ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวหนูจะดูแลแม่เอง’

          ‘เมื่อวันหน้า เดินออกไปในสังคม สังคมกดดันแน่ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องรักตนเองเป็นเรื่องสำคัญมาก’ นพ.ประเสริฐ กล่าวและเล่าถึงกรณีที่เคยเจอว่า มีบ่อยๆ ที่พ่อแม่เอาบุตรบุญธรรมมาให้หมอปรับพฤติกรรม แล้วบอกว่า อย่าบอกเขานะ เพราะสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้เลยว่าไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ เพราะไม่อยากให้เด็กมีปัญหา แต่พบว่าเด็กก็มีปัญหาสมเป็นลูกเลี้ยงจริงๆ

          ประเด็นอยู่ที่ว่า เวลาคนเรากลุ้มใจแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่ากลุ้มเรื่องอะไร เพื่อจะปรับตัวได้ ดำรงตัวได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่เด็กต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในครอบครัว

          ‘มันไม่ใช่ดอกไม้สวยงาม แต่เด็กต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อเขาจะรู้ว่าจะทำยังไง’ นพ.ประเสริฐกล่าว