เมื่อวันที่
๑ มิถุนายน ๒๕๔๘ โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ (Teenpath) โดยองค์การแพธ
(PATH) ร่วมกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท จัดงานสังวาสเสวนาครั้งที่ ๓
ตอน เรื่องธรรมดาของเรา ที่โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ ราม่า อาร์ซีเอ โดยมีวิทยากรได้แก่
วิทยา แสงอรุณ เกย์ที่เคยผ่านความรู้สึกจากที่ต้องปิดบังกระทั่งเปิดเผยอัตลักษณ์ตัวเอง
ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ สมาชิกกลุ่มสะพานซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านหญิงรักหญิง
เดชาวุฒิ ฉันทากะโร กะเทยที่มีความสุขและรับมือกับปัญหารอบข้างได้อย่างดี
และพ.ญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตเขต ๑๓ กรมสุขภาพจิต
โดยมี จ๋อง พงศนรินทร์ อุลิศ จากเฮ้าส์ ราม่า เป็นผู้ดำเนินรายการ
เรื่องธรรมดาของเรา
เกิดจากการเห็นว่า แนวคิดที่แบ่งโลกนี้แค่เพศชายและเพศหญิงเป็นเพียงการแบ่งทางกายภาพ
ทว่าเมื่อสำรวจเข้าไปในทุกสังคมจะพบว่าความเป็นเพศมีความแตกต่างและหลากหลาย
ขึ้นกับอัตลักษณ์ทางเพศและความพึงพอใจในการเลือกมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นกับคนทุกเพศ
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่กล่าวว่า
ถ้าแบ่งเรื่องเพศตามสรีระก็คงแบ่งได้เป็น เพศหญิง เพศชาย และเพศที่เรียกว่า
intersex คือเกิดมาแล้วมีอวัยวะเพศทั้งสองเพศ แต่ในเรื่องของความพึงพอใจทางเพศนั้นมีหลากหลายจนยากจะแบ่งให้เป็นหมวดหมู่
เดชาวุฒิกล่าวว่า
เพศสัมพันธ์เป็นความพึงพอใจของแต่ละคน มีความหลากหลายไม่ต่างจากการเลือกกินอาหาร
เช่นบางคนชอบกินข้าวแกง แต่บางคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว บางคนก็ชอบกะเทยที่แปลงเพศแล้ว
แต่บางคนพึงใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับกะเทยที่ยังไม่ได้แปลงเพศ แม้กระทั่งผู้หญิงบางคนก็อาจจะชอบเกย์หรือกะเทยก็ได้
เวลาพูดเรื่องเพศ
เรามักมีภาพในหัวที่เป็นก้อนๆ ชายก้อนหนึ่ง หญิงก้อนหนึ่ง แล้วถ้าเป็นเกย์
กะเทย ก็จะจัดว่าเป็นส่วนย่อยของผู้ชาย ส่วนทอม ดี้ ก็เป็นส่วนย่อยของผู้หญิง
ซึ่งมองแบบนี้ เพศที่ถูกจัดอยู่เป็นส่วนย่อยก็มักถูกมองว่าไม่สำคัญ ทำไมเราไม่มองไปเลยว่า
กะเทยเป็นอีกก้อนหนึ่ง มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง วิทยา แสงอรุณกล่าว เขาเห็นว่า
ข้อสำคัญคือเราอย่าไปนิยามตัวเขา ให้เขานิยามตัวเองดีกว่า ขณะที่บางคนอาจยังไม่รู้ก็ได้ว่าตนเองเป็นอะไร
พ.ญ.อัมพรกล่าวว่า
เมื่อพูดเรื่องเพศแล้วหนีไม่พ้นการตั้งคำถามว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ผิดปกติไหม
ซึ่งพ.ญ.อัมพรยืนยันว่า คนที่รู้จักความเป็นปัจเจกของตัวเอง ถือว่าเป็นปกติทั้งนั้น
รักเพศเดียวกันมาจากไหน
ความเป็นกะเทยไม่ได้แพร่พันธุ์เหมือนไวรัส
แต่คนชอบบอกว่าห้ามกะเทยออกโทรทัศน์เพราะจะเกิดการเลียนแบบ แต่เดย์เป็นกะเทยมาตั้งแต่ที่บ้านไม่มีโทรทัศน์
แล้วฉันไปติดมาจากใคร ในเมื่อเป็นปัจเจกกะเทยในหมู่บ้าน มันไม่ใช่เพราะอย่างนั้นเพราะอย่างนี้ถึงมาเป็นกะเทย
มันไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่เพราะกูจะเป็น เดชาวุฒิกล่าว
ในขณะที่คนทำงานด้านคนรักเพศเดียวกันอย่างฉันทลักษณ์เห็นว่า
ไม่เกิดประโยชน์ที่จะตั้งคำถามถึงสาเหตุของการรักเพศเดียวกัน หญิงรักหญิงไม่น้อยที่ค้นพบตนเองตอนอายุมากแล้ว
อายุถึง ๖๐ ก็ยังมี แล้วคนที่ค้นพบตนเองว่าเป็นหญิงรักหญิงมักจะช้ากว่าที่เกย์ค้นพบตัวเอง
ส่วนเรื่องสาเหตุนั้น เลิกหาดีกว่า
เพศไหนก็นิสัยเหมือนกัน
ในความรู้สึกของผู้ชายที่ชอบผู้หญิง
มักมีความรู้สึกหวาดผวากลุ่มชายรักชายจนเกิดอคติว่าเกย์และกะเทยชอบระรานทางเพศ
วิทยาเปิดมุมมองออกมาอีกด้านหนึ่งว่า
แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากเวลาที่ผู้ชายไประรานผู้หญิง แต่เป็นเพราะผู้ชายในสังคมไม่เคยชินกับการเป็นฝ่ายถูกยอหรือแซว
พอเป็นฝ่ายโดนบ้างนิดหน่อยก็เป็นไปได้ที่จะรู้สึกว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้ต่างกัน
เมื่อไรเรียก เสียตัว
พ.ญ. อัมพรกล่าวว่า
มีคำถามที่วัยรุ่นชอบถามว่า ถ้าหนูมีเซ็กส์กับผู้หญิงด้วยกันแล้ว เมื่อไรถึงเรียกว่าเสียตัว
ซึ่งเรื่องนี้หากยึดตามตำรากฎหมายก็จะไม่เจอคำตอบ เพราะในทางกฎหมายนั้นวัดการมีเพศสัมพันธ์จากการสอดใส่และมีเลือดพรหมจรรย์
ซึ่งมันไม่ใช่การได้หรือเสีย เพราะขึ้นอยู่กับความชอบ บางคนก็ใช้อวัยวะเสียดสีกัน
บางคนก็ใช้วิธีกอดจูบลูบคลำ
แต่คำถามเช่นนี้ก็สะท้อนได้ว่า
ไม่ว่าจะชอบเพศใดแบบใด จะพยายามวิ่งหนีกรอบแค่ไหน แต่ค่านิยมยังคล้ายเดิม
เพราะพอถามกลับไปว่า จะถามเรื่อง เสียตัวให้เขาหรือยัง ไป ทำไม คำตอบที่ได้ก็คือ
ถ้าเสียแล้ว หนูก็เป็นของเขา มันจะเกิดความจงรักภักดี ตกเป็นเบี้ยล่าง
เช่นถ้าคนที่ถามคือดี้ ถ้าเสียแล้วก็จะถือว่าตกเป็นของเขาแล้ว และจะได้คิดว่าจะมีสิทธิ์หึงหวงเขาได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนถ้าเป็นกรณีของทอมที่ได้เสียกันแล้วก็จะเกิดการปกป้องว่าคนนี้เป็นของฉัน
คำเรียกขานคนรักเพศเดียวกัน
ในสังคมที่คนนิยมการนิยามจัดกลุ่มแบ่งหมวดหมู่นั้น
มักมีคำถามต่อการเรียกขานว่าจะแบ่งประเภทคนรักเพศเดียวกันออกเป็นอะไรแล้วจะตั้งชื่อว่าอะไรนั้น
ฉันทลักษณ์กล่าวว่า ไม่ต้องการให้เรียกว่า รักร่วมเพศ เพราะมันทำให้เห็นว่าชีวิตมีแต่เรื่องการร่วมเพศกัน
ต่อมาจึงมีคำว่า รักเพศเดียวกัน แต่ก็เกิดประเด็นขึ้นมาว่า บางคนอยากมีความสัมพันธ์แต่ไม่ได้รัก
จึงมีอีกคำเรียกว่า แอลจีบีที (L-Lesbian หญิงรักหญิง, G-Gay ชายรักชาย,
B-Bi-Sexual มีเซ็กส์กับทั้งสองเพศ, T-Transgender ผู้ที่แปลงเพศ)
วิทยาเห็นว่า จะใช้คำว่าสีม่วง
สีรุ้ง ก็เข้าใจได้ แต่คำที่ฟังแล้วเซ็งอารมณ์สุดๆคือ คำว่าเบี่ยงเบนทางเพศ
เพราะคนที่ใช้จะบอกว่าเป็นการฝืนธรรมชาติ แต่นี่คือธรรมชาติของเรา
อยากเรียกอะไรก็เรียก
มันเป็นแค่ชื่อ จะเรียกว่ากะเทยก็ได้ ถ้าคำว่ากะเทยมันเข้าใจได้ว่าหมายถึงรูปลักษณ์ที่เราเป็นอยู่
แต่อยากให้เรียกด้วยน้ำเสียงที่ปรกติ ด้วยรูปประโยคที่ธรรมดา อย่าต่อท้ายด้วยคำว่าวิปริตทางเพศ
มักมากในกาม เดชาวุฒิกล่าว
ไม่ว่าจะใช้คำเรียกขานว่าอย่างไร
แต่เรื่องสำคัญคือ อยากให้เปิดใจ รับฟัง ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้ สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ก็อยากให้เข้าใจว่า
สิ่งที่พวกเขารู้มาไม่ใช่ทั้งหมด แต่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน วิทยากล่าวในตอนท้าย
ทั้งนี้ เรื่องความคาดหวังในการยอมรับและเข้าใจนั้น
คนที่เป็นแอลจีบีทีไม่ได้ต้องการการยอมรับเป็นพิเศษ แต่ต้องการการยอมรับอย่างธรรมดา
เท่ากับที่คนทุกคนพึงได้รับ
เพราะว่า ความดีความเลว
ไม่ได้อยู่ที่รสนิยมทางเพศ |