คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ...สุดท้าย
กษมา สัตยาหุรักษ์
โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ
 

           “ถ้ารู้ว่าเพื่อนตัวเองขายถุงยาง คงตกใจ และก็ต้องซักให้หายตกใจว่าทำไมต้องมาขาย”

           นั่นคือประโยคเปิดฉากการสังวาสเสวนาที่ทางโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ ซึ่งดำเนินงานโดยองค์การแพธ จัดขึ้นที่ห้องเพชรรัตน์ โรงแรมเฟิร์สท์ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

            และกลายเป็นประโยคที่ไม่ใช่มีแต่เยาวชนซึ่งมาร่วมงานสังวาสเสวนา ‘เมื่อนักเรียนจะขายถุงยาง !!!’ เท่านั้นสงสัย แต่ยังสร้างความเคลือบแคลงและความฉงนบนใบหน้าของผู้เข้าร่วมงานซึ่งประกอบด้วยนักเรียนนักศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ ที่มาพร้อมกับอาจารย์ รวมทั้งสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญจากโครงการฯ ให้เข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้

           วรรณกนก เปาะอีแตดาโอะ ตัวแทนของเครือข่ายเยาวชนต้านเอดส์ประเทศไทย (YouthNet) หญิงสาววัย ๒๔ ปี ทำหน้าที่คลายความตกใจให้กับผู้เข้าร่วม เนื่องจากเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มเยาวชนที่ริเริ่มโครงการ ‘ถุงยางอนามัยคุ้มครองสังคม’ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากการรวมตัวของเยาวชนกว่า ๖๐๐ คนทั่วประเทศที่เห็นปัญหาเดียวกันในเรื่องเยาวชนมมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรว่าเป็นเพราะ ‘พวกเราเข้าไม่ถึงถุงยาง’

           “ตอนที่พวกเรารวมตัวกันทำงาน เราก็พบว่ามีเยาวชนมากมายที่ท้องไม่พร้อม หลายคนต้องเจอปัญหาทำแท้ง สาเหตุของปัญหาก็เพราะพวกเราไม่มีถุงยางอนามัย ไม่มีความรู้ในการป้องกันตนเอง พวกเราจึงมาช่วยกันคิดว่า วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ปัญหานี้ลดน้อยลงก็คือ ต้องมีที่สำหรับให้วัยรุ่นหาซื้อถุงยางได้สะดวก เราจึงคิดโครงการนี้ขึ้นมา โดยมีพี่ๆ ที่ทำงานด้านเอดส์ช่วยสนับสนุนและได้รับการสนับสนุนถุงยางอนามัยจากกระทรวงสาธารณสุขให้มาทำถุงยางยี่ห้อ Oop! ขึ้น โดยมีจุดขายหลักคือ Oop! เป็นถุงยางที่พูดได้ หมายความว่า คนที่จะนำถุงยางไปขายนั้น เขาจะต้องผ่านกระบวนการอบรม ได้รับความรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสามารถบอกต่อข้อมูลเหล่านี้แก่เพื่อนๆ ด้วยกัน”

          แต่คำตอบเพียงเท่านี้ ก็ยังไม่ทำให้ผู้ใหญ่วางใจ สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือคุณฮาร์ท ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการบนเวทีได้สะท้อนความเห็นเรื่องเยาวชนพกถุงยางอนามัยว่า “ถ้าผมเห็นลูกสาวพกถุงยางในกระเป๋า ผมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่นะ ต้องเรียกมาถามเลยว่าพกทำไม เพราะสังคมเรามองว่าคนที่พกถุงยางคือคนที่เตรียมจะไปทำเรื่องอย่างว่า”

           ความกังวลนี้ก็ได้รับการตอกย้ำจากทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day นิตยสารในดวงใจของ ‘เด็กแนว’ ทั้งหลาย ซึ่งเคยแจกถุงยางอนามัยไปกับนิตยสารฉบับ หนังสือโป๊ ซึ่งเป็นการทำสกู๊ปสำรวจหนังสือโป๊ในท้องตลาดว่า หนังสือโป๊ไม่ดีตรงไหน ทำไมผู้ใหญ่ถึงห้ามไม่ให้เด็กอ่าน และในการแจกถุงยางอนามัยไปกับนิตยสารเล่มนี้ก็ทำเอาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับต้องร้องไห้ ทะเลาะกับแม่เพราะแม่ไม่เชื่อว่านิตยสารจะแจกถุงยางอนามัย ลูกสาวต้องคิดจะเอาไปทำอะไรสักอย่างแน่ๆ

           ทรงกลดยืนยันว่าตัวเขาเองไม่มีปัญหากับการที่เยาวชนจะขายถุงยาง แต่ที่ห่วงก็คือ “กลัวเด็กจะเอาไปล้อในหมู่เพื่อน” สำหรับทรงกลดเองเห็นว่า “ของแบบนี้น่าจะซื้อจากคนไม่รู้จักดีกว่า”

           ขณะเดียวกัน วิทยากรอีกท่านซึ่งร่วมเสวนาด้วยคือ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น และนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ยืนยันหนักแน่นว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เด็กวัยรุ่นต้องพกถุงยางอนามัย แต่ไม่ควรให้เด็กมาขาย “ดิฉันอยากเห็นถุงยางอนามัยวางอยู่ในสถานที่ทุกแห่ง และเด็กสามารถหยิบได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน เรื่องแบบนี้รัฐต้องสนับสนุน เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของลูกหลานเรา พ่อแม่เองก็ควรได้รับการปรับทัศนคติใหม่ในเรื่องถุงยางว่า การที่เด็กมีของเหล่านี้อยู่ในกระเป๋าไม่ได้หมายความว่าเขาไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศเข้าแล้ว แต่มันคือเครื่องมือสำหรับให้ป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิง ซึ่งควรพกไว้เผื่อเวลาที่เกิดเหตุร้าย เราต้องมองว่าพรหมจรรย์เป็นเรื่องที่ควรสงวนไว้จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน แต่ถ้าเราจำเป็นต้องเสียมันไป ไม่ได้แปลว่าชีวิตเราจะเสียไปด้วย ยังไงก็ต้องเอาชีวิตตัวเองให้ปลอดภัยก่อน”

           เสียงของผู้ใหญ่ที่สะท้อนความห่วงใยในความปลอดภัยในชีวิตเด็กๆ เป็นเสียงที่สร้างความยินดีให้กับวรรณกนกอย่างยิ่ง “อยากให้ผู้ใหญ่คิดแบบนี้เยอะๆ เราอยากให้มีถุงยางอนามัย ๑๐๐% มาตั้งนานแล้ว แต่เราหาไม่ได้ และนี่คือปัญหา เพราะเยาวชนไม่มีอุปกรณ์ในการป้องกันตนเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่มีถุงยางแจกเต็มที่ รับรองว่า เราก็จะไม่ขายแน่นอน”

           
ก่อนลาจาก ทรงกลด บรรณาธิการหนุ่มวัย ๒๘ ปี ฝากคำถามชวนผู้ร่วมเสวนาทุกคนช่วยกันหาคำตอบ ว่า “หลักสูตรเพศศึกษาของบ้านเราสอนอะไร ทำไมเด็กๆ ถึงต้องออกมาขายถุงยางกันเอง”

           และยังมีคำถามทิ้งท้ายที่เยาวชนคนหนึ่งฝากให้ผู้ใหญ่ช่วยกันคิด
           “ในเมื่อทุกคนต่างก็ยอมรับว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ และการที่เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นก็เป็นเพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่เหตุไฉน พอพูดเรื่องถุงยางอนามัย กลับกลายเป็นว่าเด็กพกถุงยางอนามัยไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ”

           ใครล่ะ ! ควรเป็นคนหาคำตอบ