วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๑
เสวนา
ยุคพัฒนาทุกวัยกล้าเรียนรู้เรื่องเพศ
วิทยากร ๑.พระอาจารย์เผด็จ ติสโร
ทีมธรรมะ DELIVERY
๒.อรุณฉัตร
คุรุวาณิชย์ ประธานสภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพฯ
๓.สุจิตติ
ทยานิธิกุล นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง
ร้ายสุดขั้ว ชั่วสุดขีด
ผู้ดำเนินรายการ รุจน์ โกมลบุตร
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พระอาจารย์เผด็จ
ติสโร ทีมธรรมะ Delivery
กล่าวว่า
เรื่องเพศไม่ใช่แค่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นเรื่องของทุกคน บางคนโยนให้เป็นเรื่องของเด็ก
ขณะที่เด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน แต่ผู้ใหญ่เคยเป็นเด็กมาก่อน
เมื่อมีประสบการณ์ก็ต้องแนะนำ เพื่อให้เด็กทำตามได้อย่างถูกต้อง
โดยวัยเรียนเป็นวัยที่กล้าคิด กล้าแสดงออก เป็นวัยของการเรียนรู้ศึกษา
เพื่อป้องกัน และสื่อสารเรื่องเพศอย่างถูกต้อง เมื่อผู้ใหญ่เห็นจุดบกพร่องของเด็ก
ก็ต้องช่วยกันอุดรูเหล่านั้นให้เขามีระเบียบที่ดีงาม ต้องพูดคุยกัน
เพื่อให้จุดยืนที่ต่างกันมายืนในจุดเดียวกัน เช่น
พ่อแม่ลดตัวลงมาอยู่ในวัยของวัยรุ่น เข้าใจลูก
ส่วนลูกก็ดึงตัวเองขึ้นไปให้เข้าใจพ่อแม่ คือ พบกันครึ่งทาง
บางทีลูกจะคุยกับพ่อแม่ แต่พ่อแม่ก็ไม่ฟัง เราต้องลดมานะทิฐิ
อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง เพราะแทนที่จะเข้าใจกัน กลับทะเลาะกัน
ซึ่งครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นต้นทุนของความสุข
นอกจากนี้ ธรรมะสามารถยืดหยุ่นได้ คือ ไม่ใช่ห้ามให้มีเพศสัมพันธ์
ไม่ได้ห้ามให้มีความรัก แต่เราห้ามปัญหาที่จะตามมา เช่น การตั้งครรภ์ อย่างอายุ ๑๔
ถ้ามีลูกจะเลี้ยงลูกได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่เลี้ยงตัวเองยังไม่ได้เลย
อรุณฉัตร
คุรุวาณิชย์ ประธานสภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า
การศึกษาเรื่องเพศกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมว่าการให้ความรู้เหล่านี้เป็นการชี้โพรงให้กระรอก
หรือเป็นการให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็ก โดยที่การเพิ่มทางเลือกให้กับเด็ก
เป็นการฉีดวัคซีนให้กับเยาวชน ให้เขารู้จักวิธีการป้องกัน และหยุดยั้งตัวเอง อย่างไรก็ตาม
การถกเถียงกันของผู้ใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับเยาวชน แต่เป็นการทะเลาะกันแบบผู้ใหญ่
ทั้งนี้จึงควรถามเด็กว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้นคืออะไร
ผมไม่เคยบอกว่าผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าเด็ก
แต่ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ที่ต่างจากเด็ก เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกัน
จึงมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นถ้าบอกว่าผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าก็จะมีมุมมองในการชี้แจงอีกแบบหนึ่ง
ที่แม้ว่าจะเกิดต่างกัน หรือเกิดพร้อมกัน แต่ประสบการณ์มันเป็นคนละแบบ
เราจะอ้างไม่ได้เลยว่าเราเคยเจอมาแล้ว ซึ่งการจะสื่อสารนั้นผู้ใหญ่ต้องถามเยาวชนว่า
ไปเจอปัญหาอะไรมา ไม่ใช่เอาความคิดของตัวเองไปใส่ ไปตัดสิน
เยาวชนต้องการคนที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้
พูดคุยกันในเรื่องทักษะชีวิตอย่างเปิดเผย เพื่อหาทางออกของปัญหาต่างๆ
ในขณะที่โรงเรียนไม่มีพื้นที่นี้ ทำให้เด็กไม่กล้าปรึกษาครู
เพราะกลัวจะโดนหักคะแนน โดนประจาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ
เพราะถ้าเขาไม่ลำบากจริง เขาคงไม่อยากคุยกับครู เพราะคุยกับเพื่อนย่อมสนุกกว่า
สุจิตติ
ทยานิธิกุล นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ร้ายสุดขั้ว
ชั่วสุดขีด กล่าวว่า
ผู้ใหญ่มักเข้าใจผิด และเหมารวมวัยรุ่นว่าวัยรุ่นทุกคนต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้
เช่น เด็กที่อยู่ในร้านเกมต้องเป็นเด็กไม่ดี
ไม่ได้มองว่าเด็กเล่นเกมเพราะแค่อยากเล่น
ซึ่งภาพภายนอกที่ผู้ใหญ่มองนั้นเหมือนเป็นแรงผลักให้เยาวชนเป็นปัญหา คือ
เมื่อผู้ใหญ่มองอย่างนั้น ก็เป็นเช่นนั้นเลยดีกว่า การโยนปัญหาไปไว้ที่เด็ก
หรือครอบครัวเพียงอย่างเดียวจึงเป็นไปไม่ได้
เรื่องเพศของเยาวชนนั้นอาจรู้ได้จากการพูดคุย
เข้าไปคลุกคลีกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้วัยรุ่นรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปชี้ บอก บังคับให้ทำ เขาควรที่จะต้องคิด ตัดสินใจเอง
เพราะวัยรุ่นนั้นยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
การสอนวิธีป้องกันตัวเองในเรื่องเพศจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำได้ นอกจากนี้ วิธีที่จะทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจเด็กนั้น
ผู้ใหญ่ต้องปรับตัว ลดช่องว่างเข้าหาเด็ก เพราะเด็กยังมองไม่เห็นปัญหา
คือถ้าฝ่ายหนึ่งเข้าหาแต่อีกฝ่ายหนึ่งถอยห่างก็จะไม่เจอกัน
ส่วนเยาวชนนั้นก็ต้องทำให้ผู้ใหญ่ไว้ใจ และยอมรับด้วย