|
|
| เพศวิถีและบริบท | |
เพศวิถี คือ การโยงใยความเชื่อความหมายเรื่องเพศ เป็นสิ่งที่ครอบคลุมในหลายเรื่อง เพศวิถีกระแสหลักที่พูดกันในปัจจุบันค่อนข้างเป็นความหมายที่เกิดขึ้นใหม่ เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เช่น Gender การเจริญพันธุ์ ความรัก ความเกี่ยวข้องทางเพศ และครอบครัว เป็นต้น การทำงานด้านเพศวิถีในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่พูดกันในหลายประเด็น เพศวิถีกระแสหลักถูกประกอบสร้างโดยการดึงเรื่องหลายเรื่องมารวมกัน |
|
| เพศวิถีกระแสหลัก | |
| มาตรฐานความถูกต้องเรื่องเพศ ปัญญชาชนไทยส่วนใหญ่พูดถึงเพศวิถีว่าเป็นของนำเข้าและเป็นผลพวงจากตะวันตก เพศวิถีกระแสหลักจึงเป็นสิ่งที่ไม่แสดงความเป็นไทย เพศวิถีกระแสหลักมีความเป็นมาจาก Victorian Sexuality / Bourgeois Sexuality ในสังคมตะวันตกซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา | |
| Victorian Sexuality / Bourgeois Sexuality | |
| การปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลให้เกิดการใช้เครื่องจักรมาแทนแรงงานคน สิ่งที่ต้องการจึงเป็นแรงงานที่ต้องใช้แรงในโรงงานอุตสาหกรรม แต่แรงงานในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมอยู่ติดกับระบบศักดินา ติดอยู่กับที่ดินอันเชื่อมโยงกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวิถีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกลุ่มนายทุน ในที่สุดกลุ่มคนเหล่านี้สามารถโค่นล้มระบบดังกล่าวลงได้ กลุ่มคนที่ขึ้นมาสถาปนาอำนาจทางเศรษฐกิจ (และต่อมารวมถึงการเมือง) แทนขุนนางและเจ้านายได้ คือ กลุ่มชนชั้นกลาง จารีตประเพณีดั้งเดิมจึงเสื่อมลงไปตามเจ้านายและขุนนาง ส่งผลให้เกิดช่องว่างของจารีตประเพณีและค่านิยม ชนชั้นกลางได้นำเสนอความเชื่อแบบของตัวเอง อาทิ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ความเชื่อเรื่องความเป็นพลเมือง เป็นต้น ความคิดเรื่อง Sexuality ก็เช่นเดียวกันที่เป็นความคิดของชนชั้นกลาง การสถาปนาดังกล่าวเริ่มมาจากที่ชนชั้นกลางมองว่าชนชั้นตนเป็นกลุ่มคนที่มีจารีตประเพณีดีที่สุด ในทางกลับกันภาพของชนชั้นสูงกลายเป็นสิ่งที่ถูกโจมตีไม่ว่าจะเป็น การกิน การอยู่ การใช้เวลาว่าง หรือการปรนเปรอร่างกายต่างๆ ในเรื่องเพศชนชั้นกลางมองว่าชนชั้นสูงปรนเปรอมากไปในเรื่องเพศหรือให้ความสำคัญมากเกินไป ในทางเดียวกันกลุ่มชนชั้นล่างหรือชนชั้นแรงงานถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์และสำส่อนทางเพศ กรอบการมองดังกล่าวของชนชั้นกลางยังคงมีอยู่แม้แต่ในสังคมไทย ชนชั้นกลางมองว่ามีความสามารถในการควบคุมตนเองและมีความเหนือกว่าทางศีลธรรม เพศวิถีกระแสหลักของชนชั้นกลางเป็นส่วนหนึ่งของ Colonial Modernity หรือความทันสมัยแบบอาณานิคม เหตุผลของการล่าอาณานิคมเกิดขึ้นมาจากการมองว่าคนอื่นนอกตะวันตกมีความล้าหลัง เป็นภารกิจของคนผิวขาวที่ต้องทำให้คนที่ล้าหลังก้าวหน้า ซึ่งเพศวิถีกระแสหลักแบบชนชั้นกลางในยุโรปถูกส่งมายังภูมิภาคต่างๆ ในกระบวนการดังกล่าว กลุ่มคนนอกตะวันตกที่รับแนวคิดดังกล่าวมาคือกลุ่มของชนชั้นสูง ในสังคมไทยเริ่มมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การปกปิดร่างกาย เพศวิถีดังกล่าวได้ถูกรับเข้ามาจนถึงจุดสูงสุดในรัชกาลที่ ๖ |
|
| เพศวิถีกระแสหลักแบบชนชั้นกลาง | |
| เพศวิถีแบบชนชั้นกลางมีรากฐานเฉพาะมาจากคริสตศาสนาที่มองเรื่องเพศในทางลบ โดยมองว่าความต้องการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษจากพระเจ้า เดิมมนุษย์ไม่มีความต้องการทางเพศ อันเริ่มมาจากการลงโทษอดัมกับอีฟ โดยการทำให้มนุษย์ต้องตาย มนุษย์ผู้หญิงต้องรับใช้สามีและเจ็บท้องเวลาคลอดลูก ขณะเดียวกันรากฐานปรัชญาตะวันตกก็มองเพศเป็นสิ่งที่ทำให้การใช้เหตุผลได้น้อยลง ตะวันตกจึงมองเรื่องเพศในทางลบทั้งทางปรัชญาและศาสนา อย่างไรก็ดีในสังคมไทยไม่มีฐานของการมองเรื่องเพศในทางลบทั้งหมด ดังนั้นการมองเรื่องเพศในทางลบและเป็นอันตรายของสังคมจึงเป็นกรอบการมองแบบตะวันตก เมื่อสังคมตะวันตกมีกรอบการมองดังกล่าว เรื่องเพศจึงเป็นสิ่งที่ต้องปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง แต่ในความเป็นจริงความคิดดังกล่าวจะทำให้ไม่มีการสืบพันธุ์ของมนุษย์และการเจริญพันธุ์ทำให้สังคมไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นจึงมีกรอบคิดที่สามารถเปิดให้สามารถมีการร่วมเพศได้เพื่อการสืบพันธุ์ ความเชื่อที่ร่วมเพศเพื่อมีการสืบพันธุ์ในสังคมไทยจึงเป็นสิ่งนำเข้ามาจากตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามการร่วมเพศเพื่อการสืบพันธุ์ในความคิดของสังคมตะวันตกได้บีบความหมายลงมาให้เหลือเพียงการมีเพศสัมพันธ์เพื่อการสืบพันธุ์ในสถาบันการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวภายใต้การควบคุมของคริสต์ศาสนา ในแง่นี้ได้ส่งผลให้การมีเพศสัมพันธ์ที่นอกเหนือจากการเจริญพันธุ์ภายใต้การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว ไม่ว่าจะเป็น การร่วมเพศเพื่อความสนุก การช่วยตัวเอง หรือการร่วมเพศก่อนแต่งงาน กลายเป็นสิ่งผิดทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงระบบผัวเดียวเมียเดียวก็เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏจริงหรือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ทั้งหมด นอกจากความคิดดังกล่าวแล้วเพศวิถีแบบชนชั้นกลางยังมีความเชื่อว่าเพศวิถีแบบของผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกัน เช่น ผู้ชายมีความต้องการทางเพศสูงและต้องถูกระบายออกโดยการร่วมเพศกับผู้หญิง ดังนั้นจึงต้องมีสถาบันเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวคือการค้าบริการทางเพศ ในทางกลับกันผู้หญิงไม่มีความต้องการทางเพศและต้องรักนวลสงวนตัว |
|
| การแบ่งแยกเรื่อง เพศ | |
| คริสตศตวรรษที่ ๑๘ ๑๙ เกิดกระบวนการเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฏหมาย โดยการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ การทำงานเลี้ยงตัวเอง และการถือครองกรรมสิทธิ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้หญิงมิได้มีทางเลือกเพียง ๒ ประการ คือ แต่งงานกับบวชชี เมื่อผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้นทำให้การแต่งงานกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์มากอย่างในอดีต ภายใต้ความคิดดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ชายชนชั้นกลางต้องสร้างภาพของผู้หญิงที่มีความไร้เดียงสา และต้องพึ่งพิงผู้ชายเพื่อให้ความสัมพันธ์แบบเดิมสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งมีความแตกต่างกับผู้ชายที่ต้องมีความเป็นผู้นำ หรือมีความแข็งแรง | |
| ครอบครัวแบบชนชั้นกลาง | |
| กรอบคิดดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหญิงชายแต่งงานและมีสมาชิกเพียง พ่อ แม่ ลูก ซึ่งก่อนหน้านี้ครอบครัวจะเป็นในลักษณะของเครือญาติที่กว้างขวาง ดังนั้นครอบครัวเดี่ยวจึงเป็นสิ่งที่สร้างโดยชนชั้นกลาง ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการผลิตจากระบบกสิกรรมสู่อุตสาหกรรม ครัวเรือนที่มีคนจำนวนมากจึงไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อไปอีกแล้ว ครอบครัวเดี่ยวได้ส่งผลให้ผู้ชายขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวเนื่องจากเป็นผู้หารายได้เข้าบ้านและผู้หญิงเป็นแม่บ้าน กรอบคิดดังกล่าวนี้ได้ส่งผลต่อสถาบันทางสังคมอื่นๆ เช่น กฏหมายในสังคมไทยในอดีตที่กำหนดอายุของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงในการหมั้นอันสะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายต้องมาเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือการที่มองว่าผู้หญิงเป็นแม่บ้านหรือคนเลี้ยงลูก |
|
| เด็กบริสุทธิ์ | |
| เด็ก เป็นสิ่งสร้างของกรอบคิดแบบชนชั้นกลาง ก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเด็ก ก่อนหน้านี้ไม่มีการแบ่งของใช้หรือช่วงชีวิตของมนุษย์ที่เรียกว่าเด็ก ความคิดเกี่ยวกับความเป็นเด็กเกิดขึ้นมาพร้อมกับกรอบคิดเพศวิถีและครอบครัวเดี่ยวแบบชนชั้นกลาง เมื่อมีการแบ่งแยกความเป็นเด็กทำให้มีการให้คุณค่ากับแม่ในฐานะผู้ที่ดีสุดในการเลี้ยงลูก แม่หรือเพศหญิงจึงถูกมอบหมายภารกิจทางสังคม กรอบคิดทางสังคมแบบชนชั้นกลางได้ส่งผลให้มีการให้คุณค่ากับเด็กและการเลี้ยงดูเด็กอย่างสูง เด็กกลายเป็นอนาคตของสังคม นอกจากนี้ความเชื่อว่าเด็กต้องบริสุทธิ์หรือไร้เดียงสาไม่มีความต้องการทางเพศเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับกรอบความคิดที่แบ่งแยกเด็กออกมาจากกลุ่มคนอื่น ความเชื่อดังกล่าวนี้ส่งผลให้สังคมป้องกันเด็กจากอบายมุขหรือความแปดเปื้อน และส่งผลให้เด็กถูกมองว่าไม่มีความต้องการทางเพศหรือทำความผิดใดมิได้เลย |
|
| ความรักแบบโรแมนติค | |
| เพศวิถีแบบชนชั้นกลางให้ความสำคัญกับความรักแบบโรแมนติคอย่างสูงยิ่ง และทำให้กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากมัน กรอบคิดดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนเข้าสู่สถาบันการแต่งงานที่มีความยั่งยืนจนแก่เฒ่า แต่ความรักแบบโรแมนติคมีองค์ประกอบสำคัญคือความใหม่ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถไปด้วยกันได้และนำไปสู่ความไม่ยั่งยืนของครอบครัว ในทางกลับกันความยั่งยืนของการแต่งงานตามความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนเหตุผลอย่างอื่น เช่น ผลประโยชน์ทางสังคมหรือเศรษฐกิจ นอกจากนั้นความรักแบบโรแมนติคยังเป็นสิ่งที่ผูกติดอยู่กับการมีเพศสัมพันธ์ด้วยภายใต้ความเชื่อที่ว่าการร่วมเพศต้องมาพร้อมกับความรัก ทั้งที่ในความเป็นจริงการร่วมรักเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับแรงผลักดันของความต้องการมากกว่าความรัก ดังนั้นจึงกลายเป็นปัญหาหรือนำไปสู่ปัญหาในชีวิตคู่ |
|
| องค์ประกอบของเพศวิถีแบบชนชั้นกลาง | |
|
|
| ความเปลี่ยนแปลงในบริบท เสรีภาพและการปลดปล่อยเพศวิถี? | |
|
|
| สรุป | |
เรื่องเซ็กส์มิใช่เรื่องที่จะพูดได้ง่ายๆ หรือตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดีได้ง่ายๆ เพราะเพศวิถีกระแสหลักถูกตั้งคำถามและถกเถียงอย่างมากในสังคมไทย ซึ่งมีหลากหลายกระแสทั้งกระแสรองและกระแสหลักอันส่งผลให้เกิดผลดี ในแง่ที่เพศวิถีกลายเป็นพื้นที่ที่คนสามารถโต้เถียงและตั้งคำถามต่อกันได้ เป็นอาณาบริเวณที่คนตั้งคำถามกันมากขึ้น แต่อย่างไรตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พื้นที่ดังกล่าวดูเหมือนจะถูกปิดลงเรื่อยๆ เราควรต้องทำให้พื้นที่นี้ดำรงอยู่ |
|