Loading ...

กลางเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้รับหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ เล่มหนึ่งจากรุ่นน้องที่ธรรมศาสตร์ บอกว่าได้รับแจกมา คิดว่าผู้เขียนน่าจะสนใจ เลยหยิบมาเผื่อ

หนังสือเล่มนี้มีนามว่า ลอดรั้วลวดหนามในบทบรรณาธิการบอกว่า เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากดำริขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการ Silent Power เพื่อบอกเล่าและถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก ของกลุ่มนักศึกษาที่ลงไปเรียนรู้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

น่าสนใจดีเหมือนกัน

ปกติ เรา มักจะรู้เห็นสถานการณ์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านทางสื่อมวลชน (กระแสหลัก) เสียค่อนข้างมาก ภาพที่ออกมาส่วนใหญ่จึงเป็นภาพเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งเหตุระเบิดที่นั่นที่นี่ ยิงกันเสียชีวิตบ้าง

ลองมารับรู้สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้จาก คนเล็กๆบ้าง ก็น่าจะได้อีกมุมมองที่อาจจะต่างออกไป โดยเฉพาะบทกวีในเล่มที่ใช้ชื่อบทว่า ต่าง-เหมือนกัน ของ กำลังก้าว ความว่า

 

เรามีพระเจ้าคนละองค์ มีความฝันคนละอย่าง มีความเชื่อคนละชุด

คิดกันคนละแบบ สวมหมวกกันคนละใบ มองดาวกันคนละดวง

ใครบางคนดำ ใครอีกคนขาว

ใครคนหนึ่งสูง ใครอีกคนเตี้ย

ใครสักคนตาคม ใครอีกคนตาหยี

ใครคนหนึ่งกินหวาน ใครอีกคนกินเผ็ด

ใครนอนหัวค่ำ ใครชอบนอนดึก

ใครอีกคนตื่นเช้า ใครสักคนตื่นสาย

เธอเป็นหญิง ฉันเป็นชาย

เธอเป็นไทย ฉันเป็นมลายู

เธอนับถือพุทธ ฉันนับถืออิสลาม

เธออยู่เหนือ ฉันอยู่ใต้

เธอเกิดวันศุกร์ ฉันเกิดวันจันทร์

เธอกินน้ำปลาร้า ฉันกินน้ำบูดู

เธอใส่สีแดง ฉันใส่สีเหลือง

ฉันกับเธอต่างกัน...

แต่ความต่างไม่ได้ห่างกัน

ความต่างไม่ได้ถ่างกว้าง

ความต่างไม่ได้เคว้งคว้าง

ความต่างไม่ได้ต่างเกิน

เราหัวเราะเหมือนๆ กัน ร้องไห้เหมือนๆ กัน

ยิ้มเหมือนๆ กัน เจ็บปวดเหมือนๆ กัน

สุขเหมือนๆ กัน ทุกข์เหมือนๆ กัน

ดีได้เหมือนๆ กัน ร้ายได้เหมือนๆ กัน

เราอยากหลับตาลงอย่างสันติสุขเหมือนๆ กัน

อยากมีอาหารกินอิ่ม อยากนอนหลับสบายเหมือนๆ กัน

อยากอยู่กับคนที่เรารักเหมือนๆ กัน

เมื่อกินพริก เรารู้สึกเผ็ดเหมือนๆ กัน

ยามโดนแดด เราร้อนเหมือนๆ กัน

ยามเลือดออก เราเจ็บเหมือนๆ กัน

ฉัน กับ เธอ เขียนต่างกัน แต่ เรา ไม่ได้ต่างกัน

เราต่างไป แต่เราก็เหมือนกัน

ไม่มีใครเหมือนกันทุกอย่าง แต่ไม่มีใครต่างกันไปทุกอย่าง

ต่างไปแต่เหมือนกัน

เหมือนกันแต่ต่างไป

 

กวีบทนี้ แม้ว่าจะเขียนขึ้นเพื่อบ่งบอกความรู้สึกของกวีที่มีต่อสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่ออ่านแล้ว ผู้เขียนรู้สึกว่ากวีบทนี้ครอบคลุมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มคนในสังคม ไทย ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เอาเข้าจริงแล้ว ความเชื่อที่แตกต่างหรือการไม่ยอมรับฟัง ที่ทำให้เราต้องยืนอยู่กันคนละข้าง­

ถ้าตัดความเป็น เขา ความเป็น เรา

ตัดความเป็น ไทย ตัดความเป็น อื่น ออกไป

เหลือแต่เพียงความเป็น มนุษย์ ที่ต้องการเพียงปัจจัย ๔ อันเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต สังคมเราก็น่าจะอยู่กันอย่างสันติสุขมากกว่าที่เป็นอยู่

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ความเชื่อ ความเป็นเขา ความเป็นเรา ล้วนแต่เป็นสิ่งปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่เราถูกสังคมหล่อหลอมให้เกิดขึ้น มิใช่ความร้อน หนาว ความอิ่ม ความหิว ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนต่างรู้สึกได้เหมือนกัน

มองสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราสลับกับภาพความเดือดร้อนของชาวเฮติแล้ว ผู้เขียนตั้งคำถามเล่นๆ ในใจว่า หากสถานการณ์ความเดือดร้อนแบบนั้นเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราบ้างแล้ว

เรา จะยังคงความขัดแย้งท่ามกลางความเดือดร้อนนั้นอยู่หรือเปล่า

 



ความคิดเห็นที่  2

ที่นั่งชูคออยู่ทุกวันนี้อ่ะ ทำงานมั่งอย่าดีแต่พูด ใช้ภาาาสวยหรู โถ....................

สมาชิ   (29 เมษายน 2553  เวลา 12:05:11)

ความคิดเห็นที่  1

เป็นบทความที่ให้ข้อคิดที่ดี กลับตัวกลับใจ คิด-ทำสิ่งดี ๆ เพื่อมนุษยชาติ ตายแล้วเอาอะไรไปบ่ได้ดอก

p' dang   (3 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา 14:54:18)