Loading ...

 

รูปจาก www.oknation.net

หวังว่าจะยังไม่สายเกินไปที่ฉบับนี้จะพูดถึงเรื่อง ความรัก

ก็แหม... วันแห่งความรักที่เราถือกันตามฝรั่ง เพิ่งผ่านพ้นมาแค่ ๒ วันเองนี่นา

อันว่าความรักนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสากลของมนุษย์โลก ชาติไหน ภาษาไหน ก็ล้วนมีความรู้สึก รัก กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะรักพ่อแม่ ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือรักแบบหนุ่มสาว

และแน่นอนว่า กวีซึ่งเป็นปุถุชนก็ย่อมมีความรู้สึกรักเช่นกัน

ยาขอบ (ผู้แต่งเรื่องผู้ชนะสิบทิศ) ได้กล่าวไว้ว่า นักเขียนต้องมองสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกพิเศษที่คนทั่วไปมองข้ามนั่นหมายถึงว่า ในเรื่องของการพรรณนาความรู้สึก รักแล้ว นักเขียนหอกวีย่อมต้องใช้ภาษาแทนความรู้สึกได้พิเศษกว่าคนที่ไม่ได้เป็นกวี

 

 ลองมาดูกันว่า กวีเขาเขียนถึงความรักว่าอย่างไรกันบ้าง

 

          คนแรก เป็นกวีที่ผู้เขียนเห็นว่า พรรณนาความรู้สึกรักได้หวานจับใจ ไม่รู้ว่าใครที่เคยได้อ่านนิราศนรินทน์ ของนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) จะรู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่า โดยเฉพาะบทนี้

 

ตราบขุนคิริข้น            ขาดสลาย แลแม่

                   รักบ่หายตราบหาย                 หกฟ้า

สุริยะจันทร์ขจาย                   จากโลก ไปฤา

ไฟแล่นล้างสี่หล้า                   ห่อนล้างอาลัย

 

          ดูสิคะว่า แม้ภูเขาจะทลายลง สวรรค์ทั้งหกชั้น (แต่ผู้รู้บางท่านก็แปล หกฟ้า ว่า ท้องฟ้าพลิกคว่ำ) ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สูญหายไปจากโลกนี้ ไฟไหม้ทวีปทั้งสี่จนหมดสิ้น แต่ความรักความอาลัยของกวีที่มีต่อนางอันเป็นที่รักก็จะไม่มีวันหมดไป

            หวานเสียไม่มี..

         

          แต่ความรัก ก็ไม่ได้มีแค่มุมหวานเพียงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้น สุนทรภู่คงไม่กล่าวว่า

                    เขาจึงเปรียบเทียบความว่ายามรัก        แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน

                    ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน             แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล

 

 

เขาว่ายามแรกรักนั้น อะไรๆ ก็ดูเป็นสีชมพูไปหมด แต่พอนานวันเข้า สีชมพูที่เคยเห็นกลับเป็นสีเทาขุ่น มองดูขมุกขมัวไปเสียแล้ว เพราะความรักมักจะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า โรแมนติกเลิฟ(สมัยก่อนเรียกช่วงเวลานี้ว่า น้ำต้มผัก สมัยนี้เรียกว่า ช่วงโปรโมชั่น) อยู่ระยะหนึ่ง เร็วบ้าง ช้าบ้าง แล้วแต่ปัจจัยของแต่ละคู่ บางคู่สามเดือน บางคู่สามปี บางคู่ห้าปี แต่คงไม่มีคู่ไหนรักแบบ โรแมนติกเลิฟไปจนอีกฝ่ายตายจากกัน

ดังนั้น ความรักของกวีที่ถ่ายทอดออกมาจึงไม่ได้มีเพียงมุมเดียว กวีส่วนใหญ่จะเข้าใจธรรมชาติของความรู้สึกรักว่า มีหวาน มีจืดจาง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติและวิถีชีวิตของคน

 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีที่ได้รับการยอมรับว่ามีสำนวนกลอนที่หวาน ก็ได้นำความคิดความเชื่อเกี่ยวกับกามเทพ ซึ่งเป็นเทพแห่งความรักมาแต่งไว้ในบทที่ชื่อ ฝานซอกใจความว่า

                   กามเทพมีธนูอยู่สามดอก                   แผลงตรึกตรอกซอกใจเลือดไหลปรี่

                   แต่ละครั้งฝังสลักให้ภักดี                    โรยธุลีรักรัดหัทยา

                   ดอกแรกเห็นเป็นไฟไหม้เพลิงผลาญ       นามสะท้านสะท้อนธาตุปรารถนา

                   จะร้อนรุมกลุ้มกลัดอัดอุรา                   ในดวงตาพร่าผุดจุดประกาย

                   ดอกที่สองสรวมนามความอิจฉา            จะไว้ท่าวางทีมีความหมาย

                   แวดระวังตั้งแง่แต่ทางร้าย                  หิวกระหายหึงหวงหน่วงกมล

                   ดอกสุดท้ายกลายวิโยคความโศกเศร้า    พิษรักเร้าเผาแดเป็นแผลป่น

                   คล่าวน้ำตาต่างนามตามยุบล               ทิ้งขื่นข้นปนหวานเป็นถ่านไว้

 

บทนี้ บทเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  กล่าวถึงศรของกามเทพว่ามีสามดอก และอธิบายศรแต่ละดอกว่าทำหน้าที่อะไรบ้าง ซึ่งสรุปได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความรักก็คือความทุกข์

ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ต้องไม่รัก­

 

ชีวิตจริงการที่เราจะไม่รู้สึก รัก ใครคงไม่ใช่เรื่องง่าย ความน่าสนใจคงอยู่ที่ไม่ใช่การห้ามให้มีความรัก แต่จะรักอย่างไรให้ไม่ทุกข์มากต่างหากเล่า

รักอย่างไม่คาดหวังมาก น่าจะพอทำให้เราทุกข์น้อยเมื่อคนที่เรารักไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

รักแบบเตรียมใจรับกับสถานการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้น ก็น่าจะช่วยลดทอนความทุกข์เราได้ หากว่าสถานการณ์ด้านลบเกิดขึ้นจริงๆ

มีใครเคยรักแบบนี้บ้าง รักแบบไม่คาดหวังมาก และรักแบบเตรียมรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดในอนาคต เขียนมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ



ความคิดเห็นที่  8

ความรักมักทำให้เราเจ็บปวดหัวใจอยู่เสมอ..ถึงแม้ว่ารักนั้นจะจากเราไปแล้วก็ตามมม

Narin   (3 เมษายน 2558  เวลา 18:45:18)

ความคิดเห็นที่  7

4yA4yO I truly appreciate this post.

social bookmarking service   (7 มิถุนายน 2556  เวลา 03:03:43)

ความคิดเห็นที่  6

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและทำให้เรามีความรู้สึกดีๆต่อกัน

ทอฝัน   (31 มกราคม 2556  เวลา 09:02:20)

ความคิดเห็นที่  5

ความรักบางครั้งก็ทำให้เราสับสน ความรักทำให้เราต้องอดทน ความรักทำให้เรากลัวหลายสิ่งหลายอย่าง
จะทำยังงัยกับความรักครั้งนี้

yo   (19 สิงหาคม 2553  เวลา 22:04:06)

ความคิดเห็นที่  4

ความรักทำให้เราสดใส มีพลัง   แต่เเมื่อไหร่ที่คนที่เรารักปันใจและกายให้หญิงอื่นนั่นแหละ มันหดหู่ และสิ้นหว้งทุกสิ่งในชีวิต
ความรักเลือกให้ถูกต้องได้ไม่ใช่หรือ แย่งคนอื่นทำไม ก็รู้ทั้งรู้เขามีคู่แล้ว(ครอบครัว)  อยากร้องขอให้ช่วยกันรณรงค์เลือกรักให้ถูกต้อง(ศิลธรรม)โดยเฉพาะฝ่ายที่เริมคือผู้หญิงด้วยกันนี่แหละทำร้ายกันเอง  อยากให้หญิงไทยมีจิตสำนึกในสถานบันครอบครัวมากๆ อยากให้หญิงไทยมีศิลธรรมให้มากๆ ถ้าไม่มีคู่อยู่เป็นโสดก็มีความสุขได้นะ  อย่าสร้างความทุกข์ให้ผู้หยิงด้วยกันเลย

สมาชิก   (29 เมษายน 2553  เวลา 11:51:50)

ความคิดเห็นที่  3

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ เป็นสัจจธรรม ทุกข์ของคนมีคู่คือ เมื่อเขานอกทั้งกายและใจ ส่วนมากเป็นชายมากกว่าหญิงยิ่งในยุคสมัยที่หญิงไทย บางคนใจกล้า (แย่งของคนอื่น) ทั้งรู้ว่าผิดเต็มประตูแต่เต็มใจปีนต้นงิ้ว ทุกข์ทั้ง 3 ทั่วหน้ากัน
เมื่อไหร่หมดรักนั่นแหละหมดทุกข์ หรือรักอย่างเมตตา ก้มหน้าใช้วิบากกรรมให้หมดไป

rebaca   (24 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา 20:37:50)

ความคิดเห็นที่  2

ไม่มีใครอย่างทุกข์ แต่ความสุขขึ้นอยู่ทีใจเรา

aunalak   (16 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา 11:27:50)

ความคิดเห็นที่  1

รักมันทำให้เราอยากมีชีวิต อยากทำงาน อยากทำกิจกรรมอย่างอื่น ความรักมันทำให้เรารู้สึกดี

aunalak   (16 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา 11:26:34)