Loading ...

            ช่วงสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ ผู้เขียนหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็น หรือความรู้สึกลงบนเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) เพราะคิดว่าที่นี่เป็นสนามรบอีกแห่งหนึ่ง และเราเองก็ไม่ต้องการลงสนาม เลยเข้าไป เก็บผัก อย่างเดียวเลย (ฮา)

          อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ (อาจจะ) จบลงด้วยความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้คนทุกฝ่าย ทรัพย์สิน สิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน ฯลฯ ก็เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

มาดูที่ความสูญเสียกันก่อน เฉพาะความสูญเสียตามการรายงานของศูนย์เอราวัณวันที่ ๑๒ มี.ค. - ๒๐ พ.ค. ๕๓ รวมเวลา ๕๙ วัน มีผู้เสียชีวิต ๘๘ ราย บาดเจ็บ ๑,๘๘๕ ราย และยังมีผู้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ๒๑๗ ราย ในจำนวนนี้อยู่ในห้องไอซียู ๑๗ ราย

          นอกจากเรื่องความเป็น ความตายแล้ว เราก็เห็นการรายงานถึงสภาพห้างร้านที่ถูกเผา บางแห่งเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมกลับมาใช้ได้อีก

          แต่น่าแปลกที่เมื่อเหตุการณ์สงบลง เรากลับเห็นข่าวที่ติดตามการฟื้นฟูอาคารสถานที่หรือกู้เศรษฐกิจกลับมามากกว่าที่จะเห็นเรื่องการฟื้นฟูเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย ไม่ค่อยมีข่าวจากสำนักไหนติดตามครอบครัวผู้สูญเสียว่า จะอยู่กันต่ออย่างไร เมื่อครอบครัวขาดสมาชิก

          พร้อมกันนี้ เราเห็นคนกรุงเทพฯ ออกมาช่วยกันเก็บกวาด ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ที่เคยเป็นที่ชุมนุม เราเห็นผู้คนในแวดวงต่างๆ ออกมาแสดงออกถึงความรู้สึก เช่น ขอความสุขจงคืนกลับมา เมื่อเหตุการณ์สงบลง

            บางครั้งผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า... นี่เราให้ความสำคัญกับ อื่นๆ มากกว่าชีวิตผู้คนหรือ­

หัวใจของเรา ตาย ไปแล้วหรือเปล่า

ตายไปเหมือนกวีบทนี้ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง

 อัปยศอัปภาคย์

อัปยศเกินกว่าจะออกปาก                   อัปภาคย์เกินกว่าเข้าใจได้

อัปประมาณอับประเมินเกินหัวใจ                     อับมืดแล้วดับไปในกลางทาง

เป็นความฝันแน่แล้วแน่วแน่นัก             เสียงปืนแปลบปะทะหนักดังเปรี้ยงปร้าง

นี่นรกขุมใดใครฝันค้าง                                นี่ฝันร้างฝันร้ายของใครกัน

เจ็บตรงที่หัวใจไม่มีเลือด                    เจ็บตรงหน้าซีดเผือดไม่เหลือขวัญ

เจ็บตรงตาแห้งผากวันต่อวัน                         เจ็บในสำนึกอันไม่มีไทย

                   จะขอให้เป็นฝันก็ไม่เป็น                     จะขอให้ไม่เห็นก็ไม่ได้

จะขอให้ไม่รู้ก็อยู่แก่ใจ                                 จะขอใครใครใครก็ไม่ฟัง

คุณทั้งมวล คุณทั้งหมด คุณทั้งหลาย      บ้านเมืองจะวอดวาย หยุดคลุ้มคลั่ง

พินาศแล้วหายนะแล้ว พัง พัง พัง                    เพราะ ปัง ปัง ปัง ปัง ไม่ฟังกัน

เขาก็ตาย เราก็ตาย ฉันก็ตาย              เราฉิบหายพร้อมกันทั้งหมดนั่น

เขาตายปืน เราตายใจ ฉันตายทุกวัน                ตายเพราะเห็นคนฆ่ากันอยู่ตำตา

                  

          ผลสำรวจของศูนย์วิจัยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่สุ่มตัวอย่างผลสำรวจความเห็นของชาวกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน ๑,๓๘๗ คน ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๕ พ.ค.ชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๑.๓๓ เห็นด้วยกับมาตรการสลายการชุมนุม เพราะถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการยุติการชุมนุมไม่ให้ยืดเยื้อออกไปอันจะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ

          หากเราชาชินกับความตาย รู้สึกว่าความตายของคนที่เห็นต่างจากเราเป็นเรื่องธรรมดา ก็เท่ากับว่าเราได้ตายไปแล้วเช่นกัน

 

ท้ายที่สุด เมื่อผู้เขียนกลับเข้าไปแสดงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีคนตายในเฟสบุ๊คอีกครั้ง ก็ได้รับความเห็นตอบกลับจากเพื่อนคนหนึ่งว่า แต่ก็ไม่ควรมีคนตายจากพิษเศรษฐกิจเหมือนกัน

          เป็นความเห็นที่ทำให้ผู้เขียนไร้ คำตอบ โพสต์กลับไปเลยจริงๆ

 

 

หมายเหตุ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า อัปภาคย์ ว่า ปราศจากโชค เคราะห์ร้าย วาสนาน้อย นิยมใช้เข้าคู่กับ คำ อาภัพ เป็น อาภัพอัปภาคย์.

 



ความคิดเห็นที่  4

จัยคนเรามีทั้งเหมือนและต่าง  ต่างคนต่างความคิดต่างทิดทิ....และต่างคนเอาแต่จัยตัวเองเป็ฯหลักก้อเยยทำให้เกิดเรื่องขึ้น  น่าสงสารแผ่นดินเราจัง บรรพบุรุษเราต่างช่วยกันรบมาเพื่อทีจะให้มีแผ่นดิดอยู่.....แต่ทุกวันนี้รบกันเพื่อทีจะให้เสียแผ่นดินไป  .....เราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง.....จากใจสุริทร์

สุรินทร์   (18 ธันวาคม 2553  เวลา 10:15:50)

ความคิดเห็นที่  3

ทุกๆคนต่างมีเหตุผลของการแสดงออกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคนชุมนุม หรือคนที่สลายการชุมนุม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ ความรุนแรงไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ก็ตาม จริงๆแล้วคนไทยเราน่าจะรู้มาตั้งนานแล้วหล่ะ ก็เรื่องแบบนี้ก็เกิดมาตั้งหลายครั้งหลายการชุมนุมแล้วนี่นา หรืออาจเป็นเพราะว่า....ได้ตายไปแล้วจริงๆ จึงได้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าสงสารประเทศไทย...น่าสงสารทุกคนที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย  และน่าสงสารทุกความสูญเสีย..ที่ต้องสูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์  จะมีซักกี่คนที่จำ....ได้

takatan   (20 มิถุนายน 2553  เวลา 23:27:29)

ความคิดเห็นที่  2

ถ้าทุกคนในโลกรู้จักคำว่า หิริโอตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป โลกเราจะน่าอยู่
และการทำร้ายทำลายกันคงไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราต้องชำระล้างใจของเรากันก่อน

หนูหริ่ง   (17 มิถุนายน 2553  เวลา 07:37:09)

ความคิดเห็นที่  1

ใช่เห็นด้วย กับคำที่ว่าหากเราชาชินกับความตาย รู้สึกว่าความตายของคนที่เห็นต่างจากเราเป็นเรื่องธรรมดา ก็เท่ากับว่าเราได้ตายไปแล้วเช่นกัน   ดังนั้นการชุมนุมนั้นจะไม่มีผลดีอะไรเลย  เพราะการชุมนุมป็นผลที่ทำให้มีคนตายมากขึ้น  น่าสงสารจังเลยกับคนที่ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว  

คนคนหนึ่ง   (16 มิถุนายน 2553  เวลา 22:44:07)